“เรือหาย!!!!! ตายละหว่า ลืมทำป้ายหลุมศพอาจารย์” ั้แ่ที่เขาสามารถควบคุมธาตุได้ดีขึ้น เขาก็ลืมสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ตอนที่ฝังศพของอาจารย์ นั่นก็คือการทำป้ายหลุมศพให้สมเกียรติกับอาจารย์ของเขา
“ขอโทษนะครับอาจารย์พอดีฝึกเพลินไปหน่อย ฮ่าๆ ๆ” พูดเสร็จเขาก็โคจรพลังธาตุดินสามรอบแล้วกระทืบเท้าลง บนพื้น ป้ายดินขนาดเท่าตัวของเขาปรากฏขึ้นห่างจากพื้นที่เขาเหยียบไม่ถึงศอก และชื่อของอาจารย์เขาปรากฏขึ้นบนแผ่น ป้ายนั้น
ใจจริงเขาอยากจะทำเป็ป้ายเหล็กมากกว่า แต่มันก็อีกนานกว่าร่างกายนี้จะรองรับพลังธาตุลำดับสองได้ เขาจึงใช้วิธีเพิ่มพลังโดยการโคจรพลังธาตุดินด้วยวิถีแห่งผืนปฐีก่อน ด้วยพลังระดับนี้ป้ายของอาจารย์เขาก็จะไม่ถูก ทำลายลงง่ายๆแล้ว ตอนนี้เขาต้องฝึกให้ร่างกายชินกับการควบคุมพลังธาตุให้ได้จนกว่าจะควบคุมธาตุผสานให้ได้ซะก่อน อีกทั้งยังต้องฝึกมวยไร้สิ้นสุดและท่าท้าวก้าวชมจันทร์จนถึงขั้นสุดท้าย และยังต้องเพิ่มระดับพลังธาตุิญญาก่อนที่จะออกไปจากหุบเหวแห่งนี้
การเพิ่มระดับพลังธาตุิญญามีหลายวิธีเช่นเดียวกับการควบคุมพลังธาตุ แต่เขามักใช้วิธีที่เขาปรับปรุงมาจากวิธีพื้นฐานทั่วไป นั่นก็คือการใช้พลังธาตุิญญาจนหมดเกลี้ยง แล้วค่อยดูดซับพลังธาตุจากธรรมชาติแล้วแปลงเป็พลังธาตุิญญาเข้าสู่หัวใจ วิธีนี้จะทำให้ร่างกายมีความสามารถในการรองรับพลังธาตุได้ดีที่สุด
อีกวิธีนึงก็คือการใช้ยาเพิ่มระดับพลังธาตุิญญา ซึ่งทำมาจากสมุนไพรผสมกับผลึกธาตุิญญาของสัตว์ธาตุ แม้ว่าวิธีนี้จะได้ผลเร็วกว่าแต่มันก็มีข้อจำกัด เพราะทุกครั้งที่ใช้ยาชนิดเดิมซ้ำผลของมันจะลดลงไปครึ่งหนึ่งเสมอ และหากใช้มากหรือใช้บ่อยจนเกินไปก็จะส่งผลต่อร่างกายได้ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวรองรับระดับพลังได้ทัน
แต่ผู้คนส่วนมากมักจะใช้วิธีดูดซับผลึกธาตุิญญาของพวกสัตว์ธาตุ และต้องดูดซับผลึกธาตุิญญาของสัตว์ธาตุที่ระดับเท่ากับตัวเองหรือต่ำกว่าเท่านั้น หากดูดซับผลึกิญญาของสัตว์ธาตุที่ระดับสูงกว่าตัวเองจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งของพลังธาตุิญญาซึ่งสามารถทำให้ผู้ดูดซับถึงตายได้ ยังไงก็ตามสุดท้ายก็ต้องใช้วิธีพื้นฐานเพื่อให้ร่างกายมีความสามารถในการรองรับระดับพลังธาตุที่เพิ่มขึ้นมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะเหมือนกับลำน้ำแคบๆ ที่ต่อมาจากบึงน้ำอยู่ดี
ตอนนี้ระดับพลังธาตุิญญาของเขา อยู่ในระดับหลอมรวมขั้นที่ 9 การที่เขามีระดับขนาดนี้ด้วยอายุเพียง16ปีก็เป็เพราะถูกผนึกพลังธาตุิญญาเอาไว้ั้แ่เกิด ส่งผลให้เมื่อผนึกคลาย พลังธาตุก็ทะลักออกมา ดีที่เขาฝึกฝนลมปราณที่ช่วยเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกาย มิเช่นนั้นแล้วเขาคงตายไปั้แ่ผนึกถูกคลายออกแล้ว แต่ระดับพลังธาตุิญญาในตอนนี้ก็ยังห่างจากชาติก่อนอยู่มาก
ผ่านมาร่วมเดือนหลังจากที่เขาฝึกฝนท่าร่างของทั้งสองธาตุ ตอนนี้เขาสามารถควบคุมธาตุเข้าร่วมกันกับกับการต่อสู้ได้แล้ว
ทำให้ตอนนี้จึงได้เวลาที่เขาจะทดสอบผลการฝึก ซึ่งเขาจะใช้วิธีที่เคยทำในชาติก่อนนั่นก็คือการต่อสู้กับเงาสะท้อนของตัวเอง มันเป็วิธีฝึกฝนที่ต้องใช้จินตนาการเป็อย่างมาก เนื่องจากเขาต้องสร้างตัวเขาอีกคนขึ้นมาจากความว่างเปล่า และต้องสู้อย่างเอาเป็เอาตาย ทำให้บางครั้งถึงกับต้องาเ็เพราะจินตนาการของตัวเอง
กอนเริ่มตั้งท่าด้วยมวยไร้สิ้นสุด เขาเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับศัตรูในจินตนาการของเขาแล้ว ขาทั้งสองข้างของเขาจึงแยกออกจากกันเพื่อเป็ฐานในการตั้งรับ สองมือสองแขนยกขึ้นมาเหนือหน้าอกเล็กน้อยเพื่อใช้เป็การ์ดในการป้องกัน
เมื่อเงาสะท้อนของเขาปรากฏขึ้นชัดเจนดีแล้ว กอนก็เอี้ยวตัวไปข้างหน้า ขาข้างขวาของเขากระทืบพื้นและส่งพลังธาตุดิน ลงไปบนพื้นผ่านฝ่าเท้าของเขา และเป็การดันตัวเขาพุ่งไปยังด้านหน้าด้วย เมื่อเท้าของเขาลอยออกจากพื้นเพียงนิดเดียว เสาดินก็ขนาดพอดีฝ่าเท้าก็พุ่งเข้ามาดันฝ่าเท้าทั้งสองข้าง ทำให้ตัวของกอนพุ่งไปหาเงาสะท้อนของเขาอย่างรวดเร็ว และก่อนที่จะเข้าใกล้เงาสะท้อนของเขา
กอนก็ถ่ายแรงส่งทั้งหมดจากเสาดินผ่านการบิดหมุนด้วยข้อต่อและกล้ามเนื้อขึ้นมาเรื่อยๆ จนแรงทั้งหมดมาสู่แขน หมัดขวาของเขาพุ่งตรงเข้าไปที่เงาร่างนั้น แต่เงาสะท้อนของเขาก็โยกหลบได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะหลบหลีกได้ แต่สิ่งนี้ต่างหากคือสิ่งที่เขา้า เพราะเมื่ออีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบ หมัดซ้ายของเขาก็พุ่งออกมาพร้อมเปลวเพลิงที่คลุมอยู่ ทว่าการโจมตีในครั้งนี้เงาร่างนั้นก็สามารหลบได้อีกครา แถมยังเตะสวนเข้ามาหาเขาอีก กอนะโถอยออกห่างอย่างเฉียดฉิว
เมื่อหลบลูกเตะได้กอนก็กระทืบเท้าเรียกก้อนดินขนาดเท่าหัว ลอยขึ้นมาจากพื้นสามลูกแล้วหมุดตัวเตะก้อนดินเ่าั้ไปข้างหน้า เงาสะท้อนของเขาหลบก้อนดินได้สองก้อนส่วนอีกหนึ่งก้อนมันฟาดให้แตกด้วยแส้น้ำ แถมยังฟาดทะลุมาหาเขาด้วย
เขาจึงรีบสร้างพายุเข้าคลุมที่แขนซ้าย แล้วยกแขนขึ้นรับแส้น้ำที่ฟาดลงมา ทำให้แส้น้ำส่วนที่ฟาดโดนพายุก็ขาดสะบั้นออกจากกันด้วยแรงเหวี่ยงจากพายุ
กอนควบคุมธาตุน้ำออกมาบังคับน้ำจากแม่น้ำให้มีปลายแหลมเหมือนหอก ก่อนจะลดอุณหภูมิของมันอย่างรวดเร็วจนกลายเป็หอกน้ำแข็ง แล้วจึงบังคับมันพุ่งไปด้านหน้า
ปึ่ง!!!
เงาร่างนั้นเรียกกำแพงดินขึ้นมาจากพื้นเพื่อป้องกันหอกน้ำแข็งของเขาได้ทัน ทว่าต่อจากนั้นกำแพงดินก็ถูกยกลอยขึ้นเหนือพื้นแล้วพุ่งมาทางเขา
กอนก้าวขาซ้ายไปด้านข้าง แล้วใช้มันเป็จุดหมุนเพื่อหลบกำแพงดินนั้น แต่ก่อนที่กำแพงดินจะตกถึงพื้นมันก็ะเิใส้เขา
แม้ว่ากอนจะใแต่เขาก็เบี่ยงตัวไปมาหลบเศษหินพวกนั้นได้อย่างหวุดหวิด ขณะนั้นเองเงาสะท้อนของเขาก็พุ่งเข้ามาถึงด้านข้างของเขา พร้อมกับปล่อยหมัดเพลิงเข้าหาเขา กอนยื่นมือของเขาเข้าไปปัดแขนของอีกฝั่งได้ แต่ทว่าเปลวไฟนั้นพุ่งเข้ามาโดนอกเขาเป็ที่เรียบร้อย เขารีบควบคุมธาตุน้ำเพื่อมาคลุมาแที่ถูกไฟไหม้ แล้วรีบใช้มันรักษาอาการาเ็ จังหวะนั้นเองเงาร่างนั้นก็สร้างดาบน้ำแข็งแล้วจ้วงแทงเข้ามา
ครั้งนี้เขาไหวตัวทัน จึงได้นำลมปราณมาใช้ด้วย เขาใช้ลมปราณควบคู่ไปกับท่าเท้าก้าวชมจันทร์ จึงเป็เหตุให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นมากหลายเท่า
กอนจึงสร้างดาบน้ำแข็งขึ้นมาแล้วผนึกปราณลงไปในดาบ เมื่อเงาร่างนั้นฟันมาที่เขา ดาบน้ำแข็งถูกยกขึ้นเหนือหัวเพื่อป้องกัน ทว่ามีดาบหนึ่งที่หักออกจากกัน และดาบเล่มนั้นคือดาบของเงาสะท้อนของเขา มันจึงถอยร่นไปข้างหลังทันที
แต่กอนนั้นเร็วกว่ามันมาก เขาพุ่งทะยานไปพร้อมๆ กันกับมัน กำปั้นที่ผนึกปราณถูกระดมต่อยด้วยวิชามวยไร้สิ้นสุด พลางปัดป้องหมัดของเงาสะท้อนที่โจมตีสวนกลับมาด้วย
ทั้งสองโรมรันกันอยู่สักครู่หนึ่งก่อนจะผละออกจากกัน กอนจึงกระทืบเท้าลงไปพบพื้น และมือดินก็ผุดออกมาจากพื้นแล้วจับขาเงาร่างนั้นเอาไว้ เขาไม่รอช้า สร้างหอกน้ำแข็งขึ้นมาพร้อมกับอัดปราณลงไปแล้วปาใส่ ในขณะที่เงาสะท้อนของเขายังถูกมือดินจับไว้ เงาสะท้อนของเขาจึงรีบทำลายมือดินที่จับขาของมัน แล้วเบี่ยงตัวหลบในวินาทีสุดท้าย
ฉึบ!!!!!!
รอยแผลสีชาวปรากฏขึ้นที่ร่างของมัน แต่มันก็ไม่มีเวลามาสนใจแผลนี้มากนัก เพราะว่ากอนได้เข้าถึงด้านข้างของมันแล้ว ฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังปราณและธาตุไฟฟาดไปที่เงาร่างนั้น สุดท้ายแล้วมันก็สลายหายไป
กอนลืมตาขึ้นมาช้าๆ เนื่องจากเขาเข้าไปฝึกในโลกแห่งจินตนาการของเขา นี่เป็หนึ่งในวิชาของชาติที่แล้ว การฝึกแบบนี้จะทำให้เขาได้รับประสบการณ์ไม่ต่างจากการสู้จริง ศัตรูในคราวนี้เขาก็อ้างอิงพลังจากตัวของเขาติที่เมื่อตอนอายุเท่ากันกับตอนนี้
วันเวลาร่วงเลยไปเรื่อยๆ จนเขาอยู่ในหุบเหวนี้มาสองปีแล้ว ผลการฝึกนั้นเป็ที่หน้าพอใจอย่างมาก ในตอนนี้เขาสามารถต่อสู้สี่ต่อหนึ่งกับคนที่มีพลังน้อยกว่าเขา1ขั้นได้อย่างไม่ตึงมือ ลมปราณพื้นฐานของเขาตอนนี้ก็อยู่ในขั้นที่สองแล้ว แม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนแต่การรวบรวมลมปราณนั้นทำได้ยากลำบากยิ่ง ส่วนระดับพลังธาตุิญญาก็อยู่ในระดับิญญาธาตุขั้นที่1แล้ว
อาหารที่มีก็ใกล้จะหมดลงและมันคงอยู่ได้อีกไม่เกิน5วัน เสื้อผ้าที่เขาใส่ก็ขาดรุ่งริ่งเหลือน้อยพอๆ กับอาหารเช่นกัน วันนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะออกไปจากหุบเหวนี้สักที ก่อนที่จะจากไปเขาก็เดินไปที่หน้าหลุมศพของอาจารย์เพื่อกราบลา
อาหารที่เหลือก็ถูกเก็บเข้าไปไว้ในแหวนคลังจนหมด และการที่หน้าผาสูงมากเกินไปทำให้เขาไม่สามารถบังคับดินแบกตัวเองขึ้นไปข้างบนได้ เนื่องจากจะทำให้พลังธาตุิญญาหมดตัวซะก่อน เขาจึงผนึกปราณไปที่ขาและเท้า ก่อนจะใช้ท่าเท้าก้าวชมจันทร์ทะยานเข้าหาหน้าผา แล้วไต่มันขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อใดที่เขาเหนื่อยเขาจะดึงแผ่นดินออกมาจากหน้าผา แล้วนั่งพักอยู่ตรงนั้นสักครู่ก่อนจะไต่ขึ้นไปอีกครั้ง