ตอนที่10พระเอกcome back
พอถึงห้องว่างห้องหนึ่งด้านในชั้น2ของลานประลองเสี่ยวเหมยก็โยนหลินเฟิงไปที่โซฟาทันที
แต่เมื่อเห็นหลินเฟิงคว่ำหน้าลงกับโซฟาก็กลัวขาดอากาศตายเลยพลิกตัวในสภาพนอนหงาย
เมื่อเห็นคราบเืบริเวณปากของหลินเฟิงจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดออกให้แต่แล้วหญิงสาววัยกำลังออกเรือนก็ต้องตะลึงในใบหน้าที่งดงามของชายหนุ่มที่สลบอยู่ก่อนจะเหม่อลอยไป5วิก่อนจะสะดุ้ง ถอยออกห่างไปอีก3ก้าว ใบหน้าแดงก่ำ จนต้องตบหน้าเรียกสติตัวเองเบาๆ
“เสี่ยวเหมยเธอจะตกหลุมพรางใบหน้าเ้าชู้ชอบหลอกหญิงแบบนี้ไม่ได้นะ” หญิงสาวนึกถึงตอนที่ชายหนุ่มกอดเธอท่ามกลางผู้ชมจำนวนมากแล้วก็เขินจนหน้าแดงอีกครั้ง เอาเท้าเขี่ยแก้มของชายหนุ่มอย่างหมั่นไส้
“นี่แหน่ะ บังอาจมาแตะเนื้อต้องตัวชั้นต่อหน้าฝูงชน ถึงจะมีสถานะคู่หมั้นก็ไม่มีสิทธิ์ถ้าชั้นไม่อนุญาตให้มันรู้ซะบ้างว่าหญิงงามอันดับหนึ่งเมืองหลินอานอย่างชั้นจะแก้แค้นนายยังไง” หลังจากเธอเขี่ย ถีบ จนพอใจก็ฉีกยิ้มอย่างผู้ชนะ
“จริงสิ ลืมไปเลย ว่านายาเ็”เหมือนเสี่ยวเหมยพึ่งจะนึกได้ก็ป้องปากอุทานออกมา(หลินเฟิง belike:ถีบท้องอีก3ทีผมคงจะกระอักเือีกรอบ-*-)
ว่าแล้วก็หยิบกระปุกยาลูกกอนบางอย่างจากกระเป๋าบีบแก้มของชายหนุ่มแล้วหยอดยาใส่ปาก ยาลูกกอนไหลลงคอไปอย่างรวดเร็ว โชคดีที่มันลงกระเพาะไม่ไปติดหลอดลมของหลินเฟิงมิเช่นนั้นนิยายเื่นี้คงจบตอนนี้แหล่ะ
เมื่อเห็นว่าการรักษาเสร็จสิ้นแล้วหญิงสาวคิดสักพักว่าจะออกจากห้องเลยดีมั้ยเพราะไม่อยากอยู่สองต่อสองกับชายหนุ่มแต่ก็นึกถึงเสียงพูดคุยของผู้ชมตอนหลินเฟิงกอดก็เขินอายไม่กล้าสู้หน้าทุกคนจึงล้มเลิกความคิดนั้นแล้วรอชายหนุ่มฟื้นดีกว่า
“เป็คู่หมั้นกันคงไม่เป็ไรล่ะมั้ง”เสี่ยวเหมยนั่งมองหลินเฟิงที่กำลังสลบ ก่อนจะใจลอยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
ไม่ว่าสถานการณ์ในห้องจะเป็อย่างไรไม่มีใครรู้แต่ด้านนอกนั้น การประลองคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักกระบี่เมฆาก็ยังคงดำเนินต่อไปมีผู้คัดเลือกรอบเก็บตกขึ้นไปท้าประลองโชว์ความสามารถให้ผู้าุโได้เห็นเรื่อยๆ
จนฟ้าเริ่มมืดใกล้หมดวันคัดเลือกรอบเก็บตกคนเริ่มถอดใจ เพราะแม้จะเป็รอบเก็บตกแต่ผู้ท้าประลองทุกคนก็มีการลงทะเบียนเก็บข้อมูลทุกคนแต่ละคนจะมีโอกาสขึ้นไปโชว์ได้คนละรอบเท่านั้นเพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เมื่อศิษย์พี่เห็นว่าไม่มีคนขึ้นมาท้าอีกก็กำลังจะประกาศสิ้นสุดการคัดเลือกแต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีเสียงชายคนหนึ่งะโออกมาจากประตูทางเข้าลานประลอง
เมื่อทุกคนหันไปก็พบกับชายหนุ่มอายุ20ปีเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าขาดรุ่ยเหมือนขอทาน เดินมาที่เวทีประลองด้วยสายตามุ่งมั่น ตอนนี้สิ่งที่ทุกคนคิดในใจโดยมิได้นัดหมายคือขอทานสติไม่ดีเข้ามาได้ยังไง
เสี่ยวเทียนพ่อของเสี่ยวเหมยขมวดคิ้วก่อนจะจำใบหน้าของชายหนุ่มคนนี้ได้อึ้งไปสักพักก่อนจะะโมาอย่างเชื่อ
“เย่ฟาน!!! แกรอดชีวิตจากหุบเขาแห่งความตายมาได้ยังไง” สิ้นเสียงของเสี่ยวเทียนทุกคนในเมืองก็จำเย่ฟานได้ในทันทีเย่ฟานค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองมากในเื่ความซวย เพราะตอนเย่ฟานเป็เด็กไม่กี่ขวบพ่อแม่ก็หายสาบสูญไปในหุบเขาแห่งความตาย ไม่มีใครพบเห็นกลับมาอีกเลย บ้างก็ว่าโดนสำนักอธรรมบางสำนักไล่ฆ่าบ้างก็ว่าโดนสัตว์อสูรหรืออะไรก็ตามข้างในหุบเขากิน เป็ผลให้เย่ฟานเด็กที่เสียพ่อแม่ไปก็กลายเป็เด็กกำพร้าตอนนั้นคุณนายตระกูลเสี่ยวแม่ของเสี่ยวเหมยที่ไม่มีลูกชายและรู้จักเป็การส่วนตัวกับแม่ของเย่ฟานสงสารจึงเก็บมาเลี้ยงเป็ลูกบุญธรรมหวังเป็เพื่อนเล่นแก้เบื่อให้เสี่ยวเหมยตอน5ขวบปรากฎว่าหลังจากนั้นไม่ถึงเดือนคุณนายเสี่ยวก็ล้มป่วยปริศนา ก่อนจะตายในที่สุด เสี่ยวเทียนพ่อของเสี่ยวเหมยเสียใจมากและโทษตัวเย่ฟานที่เป็ตัวซวยทำให้คุณนายเสี่ยวตาย หลังจากนั้นข่าวลือก็ดังทั่วเมืองถึงความซวยอัปมงคลของเย่ฟานคนต่างรังเกียจไม่อยากอยู่ใกล้ เมื่อชื่อเสียงเย่ฟานไม่ดีและความเป็เหยื่ออารมณ์ของเสี่ยวเทียนอยู่แล้วเสี่ยวเทียนก็ถอดถอนเย่ฟานออกจากการเป็บุตรบุญธรรม แล้วให้ไปเป็เด็กรับใช้แทนเย่ฟานก็เติบโตเป็หนุ่มอยู่ในเรือนข้ารับใช้เรื่อยมา ยิ่งการที่เย่ฟานฝึกลมปราณไม่ได้คนในตระกูลเสี่ยวต่างก็รังเกียจและดูถูกดูแคลนเหยียดเย่ฟานต่างๆนานา ทุกคนอาจถามว่าทำไมตัวเย่ฟานถึงยังอยู่ในตระกูลเสี่ยวต่อไปทั้งที่โดนดูถูกขนาดนั้นน่ะหรอเพราะสาวไงล่ะ หลังจากถูกเสี่ยวเทียนจับแยกจากเสี่ยวเหมยตอนเด็กทั้งคู่ก็ไม่ค่อยได้เจอกันอีกเลย เพียงแค่พบหน้ากันบางครั้งเท่านั้น เสี่ยวเหมยเป็ธิดาแห่ง์สามารถฝึกลมปราณเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วจนเป็ที่เลื่องลือทั้งพร์และความงามจนได้รับขนานนามว่าสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลินอานเผื่อใครสงสัยว่าอันดับสองคือใคร คนๆนั้นก็คือหลินเฟิงหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามนั่นเอง(หลินเฟิง:ไม่ใช่เฟ้ย) ล้อเล่น อะแฮ่มๆ สาวงามอันดับสองคือหญิงสาวลึกลับผู้เลื่องชื่อแห่งหอนางโลมเมืองหลินอาน ฟางเซียนนั่นเอง
แม้เสี่ยวเหมยจะมีความมั่นใจในหน้าตาและพร์ของตัวเองมากจนมีนิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจแต่ก็ไม่ได้ดูถูกดูแคลนเย่ฟานต่อหน้าเหมือนคนอื่นๆบางครั้งก็เคยให้เย่ฟานยืมเงิน(ใช้คำว่ายืมเพราะไม่งั้นถ้าให้เฉยๆเย่ฟานคงไม่รับ)ทำให้เย่ฟานมองเพื่อนสมัยเด็กคนนี้เหมือนความหวังในการมีชีวิตในตระกูลเสี่ยวไม่หนีไปไหน
“เย่ฟาน ขยะไร้ลมปราณอย่างแก ยังมีหน้ามาคัดเลือกเป็ศิษย์สำนักกระบี่เมฆาอีกนะไสหัวไปกวาดสวนซะ ” นายน้อยตระกูลหนึ่งที่ชอบบุลลี่เย่ฟานะโขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะเยาะเย้ยเสียงดัง
“แย่แล้ว อุตส่ารวบรวมความกล้าจะขึ้นเวทีประลองเป็คนสุดท้ายแต่ตัวซวยมาอย่างนี้ ข้าไม่ผ่านแน่ๆเลยเ้าค่ะ” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นกับกลุ่มเพื่อนด้วยความกังวล
“มีอะไรสนุกๆให้ดูแล้วสิ” ผู้ที่ชอบดูดราม่าเริ่มแทะเมล็ดแตงโมนั่งดูคนที่กำลังจะกลายเป็ตัวตลกด้วยความบันเทิง
“เย่ฟานถึงเ้าจะโชคดีที่รอดมาได้ แต่อย่าลืมว่าเ้ายังมีคดีติดตัวกลับไปรับโทษที่ตระกูลเดี๋ยวนี้ อย่ามาอยู่ที่นี่ให้อายชาวบ้านชาวช่อง” เสี่ยวเทียนะโขึ้นอย่างโมโห กับการที่เย่ฟานเป็แค่คนรับใช้ แต่นอกจากจะทำให้ตนขายหน้าในงานหมั้นระหว่างหลินเฟิงกับเสี่ยวเหมยแล้วยังมีหน้ามาคัดเลือกศิษย์สำนักดังทั้งที่ฝึกลมปราณไม่ได้อีก
“…”เย่ฟานมีสีหน้าเรียบเฉยชินชากับคำดูถูกดูแคลนต่างๆที่ถาโถมเข้ามาเด็กหนุ่มเดินตรงไปยังเวทีประลองอย่างช้าๆ ก่อนจะขึ้นไปหยุดยืนอยู่กลางเวทีประลอง
“คนไร้ลมปราณไม่มีสิทธิเข้าทดสอบ”ศิษย์พี่กรรมการเมื่อเห็นเย่ฟานขึ้นมาก็ขมวดคิ้วกล่าวเนิบๆ ทุกคนก็เริ่มโห่ไล่เย่ฟานให้ลงมา บางคนก็ขำราวกับดูการแสดงตัวตลก
“ตู้ม!!!”เย่ฟานไม่พูดมาก ต่อยไปที่พื้นลานประลองจนเกิดรอยกำปั้นเด่นชัดเจนก่อนจะสะบัดผมที่กระเซอะกระเซิงเหมือนขอทาน แล้วพูดขึ้นด้วยความมั่นใจว่า
“เย่ฟาน อายุ20ปี มีพลังลมปราณอยู่ขั้นกายหยาบระดับ 4” ใช่แล้วตอนนี้ ข้า เย่ฟาน คนที่ถูกชาวเมืองหลินอานดูถูกว่าเป็แค่ขยะตัวซวยได้รับโอกาสจากพระเ้าในหุบเขาแห่งความตาย ต่อไปนี้จะก้าวเดินไปสู่จุดสูงสุดของในโลกผู้ฝึกเซียนคนที่คอยดูถูกข้าจะกลายเป็หิน stepped stone ที่ข้าจะเหยียบย่ำไปสู่ความสำเร็จสาวงามทั่วหล้าที่ไม่เคยเหลียวแลข้าก็จะมาเป็ฮาเร็ม หลินเฟิงคอยดูเถอะปีหน้าข้าจะซัดหน้าแกซะ เสี่ยวเหมยเป็ของข้าคนเดียวเท่านั้น
“เป็ไปไม่ได้ มันไม่มีเส้นลมปราณ ฝึกลมปราณไม่ได้ไม่ใช่หรอ”ชายคนหนึ่งพูดอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“ความสำเร็จมาคู่กับความเสี่ยง ในเมื่อมันรอดจากหุบเขาแห่งความตายมันต้องได้เจอสมบัติในนั้นแน่ๆ”ชายคนหนึ่งมองเย่ฟานด้วยความโลภ
“จากไม่มีลมปราณกลายเป็ขั้นกลายหยาบระดับ4 ภายใน3วันนี่มันบ้าอะไรกัน” เสี่ยวเทียนกล่าวอย่างเหลือเชื่อ
หลินฉีและฮุ่ยเหอต่างเพ่งมองเย่ฟานอย่างจดจ่อแต่ก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อไม่พบอะไรผิดปกติ ระดับพลังลมปราณที่ปล่อยออกมาจากตัวเย่ฟานก็อยู่ขั้นกายหยาบระดับ4จริงๆ
“ดำเนินการคัดเลือกต่อได้” ฮุ่ยเหอเมื่อเห็นว่ายังไม่หมดเวลารับรอบเก็บตกก็พูดขึ้นมาศิษย์พี่พยักหน้า ก่อนจะหันไปหาผู้ชมในลานประลองแล้วพูดว่า”ใครยังไม่ได้มาทดสอบอีกบ้าง”
“ข้าเองเ้าค่ะ” หญิงสาวตัวเล็กหน้าตาอายุประมาณ16-17ท่าทางน่ารักบอบบางขี้อายที่พูดว่าจะขึ้นเวทีเป็คนสุดท้ายรีบะโตอบแล้ววิ่งแจ้นขึ้นเวทีมาอย่างรวดเร็วทันทีที่ศิษย์พี่ถาม
“ลี่อิน ยะ..อยู่กายหยาบขั้น5เ้าค่ะ ฝากตัวด้วยเ้าค่ะ” ศิษย์พี่เมื่อเห็นว่าพลังใกล้เคียงกันก็พยักหน้า “เริ่มการประลองได้”
ลี่อินเห็นว่าเย่ฟานไม่มีกระบี่ ก็ลังเลว่าจะใช้หมัดหรือกระบี่ดี สุดท้ายก็เลือกใช้กระบี่ที่ตนถนัดกว่าในการคัดเลือกยกกระบี่มาตั้งท่าป้องกัน โดยเปิดโอกาสให้เย่ฟานบุกเข้ามาก่อนเย่ฟานที่เห็นดังนั้นก็ฉีกยิ้มกำหมัดพุ่งเข้าหาหญิงสาวอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อกำลังจะออกหมัดชกหญิงสาวก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
จู่ๆประตูห้องพักผู้เข้าแข่งขันทิศตรงข้ามเวทีประลองก็เปิดออกพร้อมกับชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมา ฝ่ายชายมีหน้าตาหล่อเหลางดงามราวกับเทพบุตร ส่วนฝ่ายหญิงก็สวยงามราวกับเทพธิดาทั้งคู่เดินออกมาจากห้องราวกับเดินออกมาจากภาพวาด สิ่งที่แปลกคือทั้งคู่เดินคุยกันแบบไม่มองหน้ากันเหมือนดูจะเขินอายกันเล็กน้อย
ทั้งสองคนนี้คือหลินเฟิงกับเสี่ยวเหมยนั่นเองหลินเฟิงที่พึ่งฟื้น สะลึมสะลือแล้วมาเห็นใบหน้าของเสี่ยวเหมยที่นั่งจ้องอยู่ก็เผลอพูดไปว่าที่นี่ที่ไหนชั้นตายแล้วหรอทำไมถึงมีนางฟ้ามาอยู่ตรงนี้ ผลคือเสี่ยวเหมยเขิลอายจนหน้าแดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะสิ่งที่หลินเฟิงพูดหรือโดนจับได้ว่าเผลอมองหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มส่วนหลินเฟิงเมื่อลุกขึ้นมาตั้งสติได้ก็จำได้ว่านี่คือคู่หมั้นตัวเอง ดูแล้วน่าจะคอยปฐมพยาบาลให้ก็รีบกล่าวขอบคุณเบาๆอย่างอายๆกับคำพูดที่ดูโง่ๆตอนตื่นของตนหลังจากนั้นก็เกิดdeath airในห้องขึ้นต่างคนต่างหันหลังให้กันสุดท้ายก็ทนความเงียบที่ก่อตัวในห้องไม่ไหว หลินเฟิงจึงชวนเสี่ยวเหมยออกมาจากห้อง แต่สิ่งแรกที่หลินเฟิงได้ยินหลังก้าวออกมาจากประตูคือ
“หลินเฟิง แกทำอะไรเสี่ยวเหมยน่ะ!!!”
Writer: ม่ายยย เดือนพ.ค.กลับม.ที่รังสิต สอบปลายภาคทั้งเดือนแง ขอไปทวนหนังสือก่อนนะ ี้เีมานานละ555 เรียนกม.แล้วี้เีอ่านตอนปี3นี่อย่าหาทำเน้อ55เดี๋ยวแต่งดองไว้แล้วค่อยๆทยอยลง ใครอยากอ่านต่อกดติดตามและเม้นเป็กำลังใจด้วยนะครับ