ณ ภายในบนูเาระหว่างเส้นทางที่ใช้เดินทางไปตระกูลลู่ มีรถม้าที่พ่วงที่พักเล็กๆด้านหลังเคลี่อนที่มุ่งไปทางตระกูลลู่อย่างไม่ช้าไม่เร็วหนึ่งคนขับมันดูไปเหมือนบุรุษวัยกลางคนกับอีกสองคนที่ดูอายุราวๆไม่เกินยี่สิบปีที่นั่งอยู่ภายในด้านหลัง
เป็ชายที่นั่งอยู่ด้านหลังเอ่ยเสียงเรียบเฉยเมยเหมือนไม่ได้จริงจังอะไร“ตระกูลลู่เ้าถึงกับส่งคนมานำทางเช่นนี้ช่างรู้ดีนักข้าก็นึกว่าจะเป็เพียงพวกไม่รู้จักเจียมกะลาหัว ข้าเพียงมาตระกูลเ้าเป็ครั้งแรกหากทำข้าไม่พอใจตระกูลลู่เ้ากับข้าคงมองหน้ากันไม่ติดแล้ว” ถ้อยคำของมันเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองแต่ตัวตนของมันก็มีคุณสมบัติที่จะทำเช่นนี้ได้เพราะมันคือนายน้อยตระกูลฟงตระกูลจอมยุทธอันดับหนึ่งของเมืองกระบี่เขียวกล่าวจบมันก็แสยะยิ้ม
ชายที่นั้งตรงข้ามเอ่ยอย่างรวดเร็วร้อนลน “หามิใช่ตระกูลลู่ส่งข้ามา ข้ามาด้วยความตั้งใจของตนข้านั้นรู้ถึงความสูงส่งของคุณชายถึงแม้ตระกูลข้าจะไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรคุณชายฟงก็อย่าได้ถือสาตระกูลข้าก็พอจะมีของดีข้าเชื่อว่าบุรุษสูงส่งเช่นท่านจะต้องสนใจอย่างแน่แท้” ถ้อยคำของมันเห็นได้ชัดว่าไปในทางยกยออีกฝ่าย เหมือนจะเป็การปกป้องตระกูลแต่ก็มิใช่ทั้งหมดมันแฝงไปด้วยการประจบเอาความดีความชอบใส่ตนกล่าวจบมันก็เนื้อตัวสั่นกลัวว่าบางคำของมันจะไม่เข้าหูนายน้อยฟงผู้นี้
จากท่าทีเฉยเมยเมื่อได้ยินคำ ‘ของดี’ คิ้วมันกระตุกเล็กน้อยเอนตัวไปด้านหน้าเอ่ย“โอ้ ในตระกูลลู่มีคนอย่างเ้าค่อยพูดจากันถูกคอหน่อยเอาเป็ว่าข้าจะไม่ถือสาเอาความอะไร แล้วของดีที่ว่าเล่าหากถูกใจข้าไม่แน่ตระกูลฟงข้าอาจจะมีสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆให้เ้า” กล่าวจบมันฉีกยิ้มมันรู้ดีว่า ‘ของดี’ ที่ว่านี่คืออะไรแล้วมันก็ดูเหมือนจะชมชอบนัก
เมื่อได้ยินวาจามันก็โล่งอกดีใจเอ่ย “แต่อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ข้าว่าคนระดับคุณชายฟงเื่แค่นี้คงจะไม่ใช่ปัญหามากมาย” มุมปากของมันยกยิ้มท่าทางเ้าเล่ห์
นายน้อยฟงกำหมัดแน่นเอ่ยเสียงต่ำ“เหอะ เ้าคงจะไม่ได้เสนอของมีตำหนิหรือของคนอื่นให้ข้าหรอกกระมั้งเ้าคงมิได้จะให้ข้าชิงสตรีผู้อื่นนี่เ้าเห็นข้าเป็ตัวอะไรกัน!” ท่าทางของมันเหมือนจะ้าคำตอบ หากตอบไม่ถูกใจไม่แน่ว่ามันอาจจะถูกนายน้อยฟงเตะออกจากรถทันที
มันรีบเอ่ยอย่างร้อนลนกลัวว่ามันจะถูกเตะตูดออกจากรถซะก่อน“มิใช่มิใช่ ข้ารับประกันได้ว่านางบริสุทธิ์ นางผู้นี้เหมือนจะเป็คนรับใช้ส่วนตัวของนายน้อยตระกูลข้าที่เพียงจะตื่นมาได้ไม่ถึงปีไม่น่าจะรู้สึกรู้สาอะไรทั้งนั้นปัญหาก็คือตัวของพวกมันสองคนแทบจะติดกันตลอดเวลามันอาจจะไม่ยอมยกนางให้ก็เป็ได้”
นายน้อยฟงเอ่ย“จิจิ ข้าก็พอจะรู้มาบ้างที่แท้ก็แค่ตัวเศษสวะตัวหนึ่งแต่กลับบังอาจมีตำแหน่งเทียบเคียงกับข้าผู้นี้ถ้าอย่างนั้นก็ดีเข้าทางเลยไม่ใช่รึไงข้าจะได้สั่งสอนมันซักหน่อยมันคงจะเจ็บใจมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ทำได้เพียงมองดูของของมันถูกชิงไปหรืออาจดีไม่ดีมันจะยกให้ทันทีที่ข้าเอ่ยปากไป ฮ่าฮ่าฮ่า” กล่าวจบมันก็ยิ้มเย็นสายตาเต็มไปด้วยความชั่วช้า
“สมกับเป็คุณชายฟงผู้สูงส่ง หากท่านพอใจกับสิ่งที่ข้าเสนอข้าไม่้าสิ่งตอบแทนอันใดขอรับไว้เพียงน้ำใจก็เพียงพอ” สินน้ำใจเน้นย้ำว่าของ 'ตระกูลฟง' มันคงจะเป็ของมีค่ามากมายแต่มันก็ต้องเอ่ยบอกปัดเพื่อที่อาจจะได้ใกล้ชิดกับนายน้อยฟงผู้นี้
มันมุมปากยิ้มเอ่ยอย่างหยิ่งผยอง “เ้านี่ถูกใจข้าจริงๆ หากมีเื่อันใดเ้าสามารถอ้างชื่อข้าว่าเป็สหายได้ฮ่าฮ่าฮ่า”
แล้วก็เป็ดั่งที่มันคิดมันดีใจแทบจะอยากตระโกนลั่นแต่ก็ทำได้แค่เก็บอาการเอ่ย“ผู้น้อยมีวาสนานัก ขอบพระคุณคุณชายฟงผู้สูงส่ง”
นายน้อยฟงเอ่ยขึ้น “ฮ่าฮ่าไม่ใช่เื่ใหญ่อันใด” ตระโกนไปทางคนขับ “พี่ไป๋ ข้าชักจะรอไม่ไหวแล้วอีกนานแค่ไหนจะถึง” ตอนมันมามันเฉยชาเบื่อหน่ายที่จะต้องถ่อสังขารมาไกลขนาดนี้แต่ตอนนี้มันกลับอยากจะถึงไวที่สุด
“อีกราวๆครึ่งลี้ท่าทางนายน้อยจะสนใจอะไรเข้าแล้วใช่หรือไม่”มันได้ยินที่ทั้งสองพูดคุยกันทั้งหมดแล้วท่าทางมันก็รู้จักตัวตนของนายน้อยฟงเป็อย่างดี
“ฮ่าฮ่าฮ่า เร่งหน่อยก็ดีเ้าก็รู้จักข้าดีหนิ”
ณ ภายในตำหนักใหญ่ตระกูลลู่
ลู่เฟยคิดจะเดินออกไปจากตรงนี้หลายครั้งแต่ก็เกรงว่าลู่เทียนฉีจะเสียหน้าเอาได้มันครุ่นคิดอยู่นานจึงคิดออก...ข้าอึดอัดนักคนพวกนี้จะทำเมินเลยรึไงกันเหมือนว่ามีแต่ข้ากับหนิงกวงซือนั่งกันอยู่สองคนแต่ถ้าหากมันเป็สามคนก็คงจะดีขึ้นกว่านี้
ลู่เฟยลุกขึ้นยืนเอ่ย “อะหื้ม ท่านพ่อท่านแขกตระกูลหนิงทั้งสี่ ข้าขอตัวออกไปด้านนอก” คนตระกูลหนิงมีห้าคนแต่ที่มันเอ่ยไปคือสี่
ลู่เทียนฉีเอ่ยเสียงเบา “สี่คนงั้นรึ”
“ใช่แล้วสี่คน” เอ่ยจบลู่เฟยก็เดินไปด้านหน้าหนิงกวงซือ “ท่านสนใจจะไปชมด้านนอกหรือไม่”
ที่แรกลู่เทียนฉีมันก็ใจหายใจคว่ำนึกว่าลู่เฟยจะหนีไปแบบดื้อๆที่แท้ก็ชวนหนิงกวงซือออกไปชมด้านนอกลู่เทียนฉีกับคนตระกูลหนิงทั้งสี่ต่างก็รู้สึกผ่อยคลายลงหลายส่วนพวกมันถึงจะทำเป็ไม่เห็นแต่ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย
หนิงกวงซือแน่นิ่งแหงนหน้ามองลู่เฟยไม่เอ่ยอะไรเหมือนว่าจะมีอาการเดิมเหม่อลอย
หลายลมหายใจมันถึงรู้สึกตัว “หืม ท่านมีอะไรหรือ”
ลู่เฟยเอ่ยสั้น “ไปข้างนอกกัน” กล่าวจบมันก็เห็นว่าหนิงกวงซือผู้นี้จะเป็อาการงงๆลู่เฟยตัดสินใจใช้มือดึงแขนหนิงกวงซือเดิน(ลาก)ออกไปจากตำหนักใหญ่
ทั้งสองคนออกมาจากตำหนักใหญ่ผู้คนข้างนอกตอนนี้ต่างก็มากันมากมาย
หนิงกวงซือเอ่ย “นายน้อยลู่ ท่านจะพาข้าทำอะไรหรือ?”
ลู่เฟยเอ่ยขึ้น “ข้าจะพาไปรู้จักกับคนคนหนึ่ง” ลู่เฟยมองซ้ายมองขวา“อยู่นั่นไง” กล่าวจบลู่เฟยก็จับข้อมือหนิงกวงซือเดิน(ลาก)ไปอย่างรวดเร็ด
พอเข้าใกล้แล้วแต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ทันรู้ตัวลู่เฟยเอ่ยเรียกเสียงดัง “พี่หญิง”
มู่ไฉซูที่ดูเหมือนว่าจะกำลังแจกจ่ายน้ำอยู่พลันสีหน้าแดงแข็งค้างเพราะว่าที่สองคนเคยคุยกันไว้คือห้ามเรียก’พี่หญิง’ ต่อหน้าผู้อื่น
ลู่เฟยมาถึงตรงหน้ามู่ไฉซูหญิงสาวเอ่ยเสียงเบา “เ้าเสียงดังเกินไปแล้ว!”กล่าวจบนางก็ยิ้มแย้มแล้วสายตาก็ต้องไปตกที่บนตัวของหนิงกวงซือที่ลู่เฟยพามา มู่ไฉซูเบนหน้ามาทางลู่เฟย “หืมมม”