บทที่ 146 ใช้ชื่อเสียงตีคน
คนอื่นฟังคำแล้วอาจจะไม่เข้าใจ แต่ซือซือไม่เข้าใจได้หรือ? ก่อนหน้านี้เฉิงเซี่ยก็เคยเตือนนางแล้ว เขาชอบพูดว่าถ้าไม่ชอบหลี่ชิงหมินก็ควรจะไม่ต้องรับน้ำใจของเขาอีก ครั้งแรกๆนางรู้สึกว่าเฉิงเซี่ยกำลังหึงหวงนาง แต่เมื่อเวลาผ่านไป...นางก็เริ่มรู้สึกว่าเฉิงเซี่ยไม่ได้สนใจตนเอง แต่เป็นหลี่ชิงหมินต่างหาก
นางยังนึกขำกับความคิดความชอบของผู้คนอยู่เลย เฉิงเซี่ยมีใจต่อหลี่ชิงหมิน แต่คุณชายหลี่กลับไล่ตามนางด้วยเหตุผลบางอย่าง ในขณะเดียวกัน...นางก็ชอบเฉิงเซี่ยมาก
ช่วงเวลานั้นนางคิดว่าทุกคนอาจจะต้องผิดหวังทั้งหมด แต่ดูจากการปกป้องของบุรุษร่างสูงในตอนนี้ และความสนิทสนมกันของคุณชายหลี่ ซือซือในตอนนี้รู้สึกเหมือนกับว่ามีแค่ตนเองเท่านั้นที่ถูกเตะออกมา ทำไมจึงรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องก็ไม่รู้...
หากว่านางไม่พลาดท่าให้กับแผนของจางหลิวอี้ เวลานี้...นางก็คงจะผละออกจากองค์รัชทายาทที่อ่อนแอ แล้วใช้เวลากับทั้งสองคนนี้แล้ว
“แม่ทัพใหญ่หวง เอ่อ....เรื่องนี้ พวกท่านมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่หรือ?” องค์รัชทายาทไม่อยากจะถาม แต่เขาก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ออร่าที่ปล่อยออกมาจากแม่ทัพใหญ่เริ่มทำให้เขาลังเลจริงๆ ปรากฏว่าซือซือของเขาจะดึงมิตรหรือศัตรูเข้ามาเพิ่มกันแน่ ท่าทางหวงแหนของแม่ทัพใหญ่ทำให้เขาต้องลอบมองคุณชายตัวเล็กด้านหลังอีกครั้ง
“ก็ไม่เชิง เพียงแค่...ข้าไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับ “ว่าที่ฮูหยิน” ของข้า” หวงซีเฉิงเหมือนรอคำถามนี้มานาน เขารีบตอบกลับทันควันอีกทั้งยังเน้นคำว่า “ว่าที่ฮูหยิน” เสียงดัง เหมือนจงใจให้ใครบางคนได้ยินให้ชัดเต็มสองหู
หลี่ชิงหมินได้ยิน รู้สึกเขินอายอยู่บ้าง เจ้าปีศาจผู้นี้ต้องการแสดงออกมาเพื่อหยุดซือซือเป็นแน่ เขาย่อมไม่ได้คิดไปเอง ตั้งแต่ที่เจ้าตัวพยายามถามเขาเกี่ยวกับความรู้สึกที่เหลือให้กับซือซือ ไหนจะสีหน้ามีความสุขหลังจากที่ซือซือกลายเป็นสตรีขององค์รัชทายาท เขาก็รู้ว่าพระเอกตัวร้ายคนนี้ไม่ได้มีใจต่อนางเอกเหมือนนิยาย หากแต่วางตัวเป็นศัตรูกันเสียอีก
“ว่าที่ฮูหยิน นี่....”
ถึงนางจะคิดว่าพวกเขามีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกันแล้ว แต่ซือซือก็ไม่ได้คิดว่าความสัมพันธ์ที่ว่านี้ได้พัฒนาจนกลายเป็น “ว่าที่ฮูหยิน” ซึ่งเขากล้าที่จะประกาศมันออกมาให้ผู้คนรับรู้ด้วย แสดงว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้ปิดเป็นความลับเลย
แม้ว่าซือซือจะรู้ว่าเส้นทางนี้หวนกลับไปไม่ได้แล้ว แต่นางก็ยังคาดหวังว่ามันจะไม่ออกมาเลวร้ายเช่นนี้ ต่อให้เฉิงเซี่ย...ไม่สิ! แม่ทัพใหญ่หวงซีเฉิงมีใจต่อคุณชายหลี่ หากอีกฝ่ายไม่เล่นด้วย และยังมีใจเหลือต่อนาง ซือซือยังสามารถขอให้เขาช่วยทำบางอย่างในอนาคตให้ได้
คุณชายหลี่ผู้นี้ทุ่มเทต่อนางมาก หลายครั้งก็เป็นเขาที่ออกมาช่วยเหลือเอาไว้ ก่อนหน้านี้ซือซือไม่อยากจะยอมรับน้ำใจของเขาเพราะรู้ว่าเขาไม่มีใจ แต่เส้นทางของนางเปลี่ยนไป ความต้องการของนางก็ใหญ่โตขึ้นด้วย นางจึงวางแผนที่จะเก็บเขาเอาไว้ข้างกายในฐานะสหายผู้หนึ่ง
ใครจะคิดว่าความสัมพันธ์นี้ไม่อาจจะใช้งานได้อีกแล้ว ถ้าคนข้างกายของเขาเป็นสตรีผู้หนึ่งหรือต่อให้เป็นบุรุษอื่น นางก็คิดว่าตนเองสามารถขอให้เขาช่วยได้ แต่ถ้าเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้นี้...เขาไม่มีทางยอมให้คนของเขาต้องเสียเปรียบแน่
“โอ้ แม่นางซือซืออาจจะยังไม่รู้ ทว่าคุณชายหลี่นั้นได้รับสมรสพระราชทานจากองค์จักรพรรดิ และหลังจากแต่งงาน...เขาจะได้รับตำแหน่งเป็นฮูหยินขั้น 1 หมายความว่า...พวกเราจะต้องปฏิบัติต่อคุณชายหลี่เหมือนองค์หญิงของอาณาจักร ภายหลังเมื่อเจ้าเข้าเป็นสนมในวังองค์รัชทายาทแล้ว ต้องเรียนรู้ธรรมเนียมการปฏิบัติของชาววังเอาไว้ด้วย”
“เจอหน้าคุณชายหลี่จะต้องทำความเคารพอย่างเต็มรูปแบบ อย่าทำให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น...องค์รัชทายาทอาจจะเดือดร้อนเพราะเจ้าได้”
จางหลิวอี้ฉลาดมาก นางมองดูท่าทางของคนทั้งหมดก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ ถึงนางจะไม่รู้ว่าคุณชายหลี่เคยไล่ตามซือซือมาก่อน แต่แม่ทัพใหญ่ที่ติดหนี้ชีวิตของหญิงสาวนั้นไม่ชอบใจให้ทั้งสองคนสนิทสนมกันแน่นอน อีกทั้งสายตาของซือซือ....มองดูก็รู้ว่าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
ซือซือผู้นี้มีใจต่อแม่ทัพใหญ่หวงนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่อย่างนั้นนางคงไม่หลุดพูดว่าเขาเป็นของนาง เช่นนั้นเวลานี้ นางคงจะริษยาคุณชายหลี่ไม่น้อยกระมัง
เห็นว่าเรื่องสนุกอยู่ตรงหน้า จางหลิวอี้ไม่กระโดดเข้าไปเล่นได้อย่างไร คำพูดของนางไม่เพียงตบหน้าของซือซือเท่านั้น แต่ยังทำให้แม่ทัพใหญ่พึงพอใจด้วย ดูเถอะว่าเขาถึงกับหันมาพยักหน้าให้กับนางเลย ความสัมพันธ์ของนางและเขาดีขนาดนี้เสียเมื่อไร จะมาดีก็เพราะมีศัตรูเป็นคนเดียวกันนี่แหละ!
“สมรสพระราชทาน? ฮูหยินขั้น 1? เทียบเท่าองค์หญิง.....” ซือซือทบทวนคำที่นางได้รับมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
นางมองดูแขนเล็กๆของหลี่ชิงหมินที่ถูกจับเอาไว้ อยากจะสบตากับเขาเพื่อถามว่าเรื่องทั้งหมดนี้จริงหรือไม่ แล้วมันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ทว่าแม่ทัพใหญ่กลับขวางเอาไว้จนนางไม่เห็นแม้แต่เส้นผมของเขาเลย
คุณชายหลี่ผู้นี้เป็นตัวเกียจคร้านขนาดไหนไม่มีใครไม่รู้ เขาทำงานให้ตระกูลหลี่ก็จริง แต่เป็นคนที่ไม่ชอบความก้าวหน้า ทำงานเหมือนกับเดินเล่น แม้จะเก่งกาจ...แต่คนที่ไม่คิดถึงเส้นทางในการเติบโตอย่างเขา นางไม่ต้องการ
ในใจของซือซือยังดูแคลนเขาที่ทำตัวไม่สมกับเป็นบุรุษด้วยซ้ำ สาเหตุหนึ่งที่นางไม่เลือกเขาเป็นเพราะนางไม่ต้องการจมปลักอยู่กับเขา นางต้องการแสวงหาการเติบโต เริ่มจากต้องการหลุดพ้นจากครอบครัวเดิมของตนเอง นางก็ต้องการที่จะกลายเป็นขุนนางผู้หนึ่ง เป็นคนที่ทุกคนไม่สามารถดูแคลนได้อีกต่อไป
แต่การผูกติดกับคุณชายหลี่ ถึงเขาจะเป็นบุตรชายของขุนนาง มีสายเลือดของขุนนาง ทว่าเมื่อสายเลือดนั้นสืบทอดลงไปแล้ว บุตรของเขาก็จะไม่เป็นขุนนางอีกหากเขาไม่มีความสามารถที่จะเข้าติดต่อกับทางการได้ ต่อไปอาจจะเป็นเพียงพ่อค้าเล็กๆผู้หนึ่งเท่านั้น
นางไม่คิดเลยว่ากลับมาเจอกันอีกที เขาจะสามารถเลื่อนตนเองจนถึงขั้นเทียบเท่ากับเชื้อพระวงศ์ได้แล้ว กับคนนิสัยอย่างเขาเนี่ยนะ...นางไม่อยากจะเชื่อจริงๆ
ไม่สิ! หลี่ชิงหมินทำไม่ได้ แต่คนข้างหน้าของนางทำได้แน่นอน ออร่าความยิ่งใหญ่ของเขา ความทะเยอทะยานและมีความตั้งมั่นของเขา หากต้องการทำให้คนของตนเองมีหน้ามีตา ทำไมเขาจะทำอะไรไม่ได้กัน
“ข้ายินดีกับคุณชายหลี่ที่ได้รับสมรสพระราชทานด้วย ถึงอย่างไรการจะขึ้นเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพ ก็สมควรจะได้รับรางวัลนี้จริงๆ”
ซือซือจ้องตากับแม่ทัพใหญ่ คนที่นางเคยช่วยชีวิตเอาไว้ ทำราวกับว่าเขานั้นไม่ยุติธรรมเลย แทนที่จะตอบแทนนางด้วยการทำเช่นนี้เหมือนกัน เขากลับทำให้หลี่ชิงหมินที่ไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อเขา
จางหลิวอี้เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา นางทำเหมือนเป็นเรื่องที่น่าขำที่สุด
“ซือซือ เจ้าคิดน้อยเกินไปแล้ว เจ้าคิดว่าพอถูกใจท่านแม่ทัพใหญ่ก็จะได้รางวัลมากมายจากองค์จักรพรรดิเลยหรือ? เจ้าช่างดูแคลนรางวัลจากองค์จักรพรรดิจริงๆ” จางหลิวอี้เริ่มขึ้นด้วยการตำหนิคนก่อนเป็นอันดับแรก
“องค์จักรพรรดิไม่ได้มอบสมรสพระราชทานให้กับผู้อื่นง่ายๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของสมรสพระราชทานนั้นเป็นอย่างไรเจ้าอาจจะไม่รู้ความหมาย เอาไว้เมื่อเจ้าเข้าวังแล้ว คงจะต้องรับการสั่งสอนใหม่ทั้งหมด อย่าทำให้วังองค์รัชทายาทต้องอับอายในอนาคต”
“คุณชายหลี่นั้นสร้างความดีความชอบมากมายในช่วงสงครามที่ผ่านมา ถ้าไม่ใช่เพราะคุณชายหลี่ พวกเราคงไม่มียาอัมพาตใช้งานได้ แถมเจ้าดูเอาเถอะ...ผลคันที่ทำให้ทุกคนอิ่มหนำกันหลายวันที่ผ่านมา รวมถึงทำให้ชาวบ้านในหุบเขาไม่ต้องอดตายอีก นี่ก็คือวิธีที่คุณชายหลี่คิดได้”
“ข้ายังคิดอยู่ว่าถ้ากลับไป คุณชายหลี่จะต้องได้รับรางวัลชิ้นใหญ่อีกเป็นแน่ แต่ก็นั่นแหละ...เพราะคุณชายหลี่มีความสามารถและเสียสละถึงเพียงนี้ จึงเหมาะสมกับแม่ทัพใหญ่ที่ทำเพื่อบ้านเมืองมาตลอด”
“ทั้งสองคนเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันที่สุดที่ข้าเคยเห็นมา ต่างคนต่างก็ได้รับคำชื่นชมจากประชาชนในอาณาจักรเซินของพวกเรา ซึ่งอีกไม่นาน...ชื่อของคุณชายหลี่คงจะส่งไปถึงอาณาจักรอื่นๆด้วย เพราะหลายอาณาจักรต้องการยาอัมพาตจากอาณาจักรเซิน และเรื่องการใช้ผลคันที่เติบโตในหุบเขาได้ง่ายๆ ก็จะช่วยชีวิตของผู้คนอาณาจักรอื่นๆเช่นกัน”
“องค์จักรพรรดิน่าจะส่งข่าวดีเหล่านี้ให้อาณาจักรพันธมิตรและอาณาจักรใหญ่ทั้งหลาย ต่อไปพวกเขาต้องส่งของขวัญมาให้อาณาจักรเซินเป็นจำนวนมากเพื่อแลกกับข้อมูลนี้ เจ้าคิดว่า...คุณชายหลี่ยังไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินขั้น 1 อีกหรือ?”
จางหลิวอี้กล่าวถึงความดีความชอบทั้งหมดของหลี่ชิงหมินราวกับว่าพวกนางเป็นสหายกันมาหลายสิบปีแล้ว ออกหน้าเสียจนรัชทายาทยังต้องมองนางเป็นครั้งที่สอง แต่เมื่อเห็นความพึงพอใจบนหน้าของแม่ทัพใหญ่ เขาก็เริ่มเอาด้วย
“คุณชายหลี่ผู้นี้เก่งกาจจริงๆ ไม่เพียงแค่อาณาจักรเซินเท่านั้นที่ชื่นชมเขา แม้แต่ขบวนการค้าสกุลทงก็ยังต้องการเขาด้วย ข้าเคยได้ยินว่าผู้นำกลุ่มการค้าต้องการซื้อตัวของเขาไปจากอาณาจักรเซินด้วย ดีที่ท่านแม่ทัพใหญ่และคุณชายหลี่ได้กลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน อาณาจักรเซินจึงสามารถเก็บคนมากความสามารถเอาไว้ได้ ฮ่าๆ”
องค์รัชทายาทหยอกล้อขึ้นมา ทำให้บรรยากาศดูสดชื่นมากขึ้น ไม่สิ! อันที่จริงต้องบอกว่า พวกขุนนางนั้นสดชื่นมาตั้งแต่ที่เห็นว่าซือซือถูกตำหนิซ้ำไปซ้ำมาแล้ว แต่พวกชาวบ้านยังไม่เข้าใจในคราแรก อย่างไรก็ตาม...พวกเขาได้ยินที่คุณหนูจางหลิวอี้พูดทั้งหมด
ผลงานที่คุณชายหลี่ทำเอาไว้ รวมถึงการคิดวิธีการใช้ผลคันและทำให้อนาคตของพวกเขาไม่ต้องมีคนอดตายนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกชื่นชมจริงๆ
ในตอนนี้ ความแตกแยกของชาวบ้านและขุนนางดูเหมือนจะเบาบางลงมาก หลี่ชิงหมินคือคนที่ชาวบ้านไม่รังเกียจทั้งยังเทิดทูน แน่นอนว่าท่านแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรที่มีชื่อเสียง และเป็นคนจบสงครามทั้งหมดของอาณาจักรเซินก็เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นทั้งสองอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็อยากจะก้มลงไปคุกเข่าเพื่อขอบคุณ ติดที่ว่าพวกเขาอยู่ไกลเกินไปหน่อย
“.......” ทุกคนรู้เรื่องนี้กันดี เว้นแต่ซือซือเท่านั้น นางเม้มริมฝีปาก รู้สึกไม่อยากจะยอมรับ ดังนั้นจึงไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา
นางรู้ว่าตนเองกำลังวางตัวไม่ถูกต้อง ทว่าจิตใจของนางว้าวุ่นเกินไป นางย่อมได้ยินเกี่ยวกับวีรบุรุษอย่างแม่ทัพใหญ่ เมื่อเจอว่าเฉิงเซี่ยก็คือแม่ทัพใหญ่ นางไม่ประหลาดใจเลย เพราะบุคลิกของเขามันสื่อให้เห็นตั้งแต่แรก ทว่า...คนเกียจคร้านเช่นคุณชายหลี่ เขาจะพยายามขนาดนั้นเลยหรือ?
“อ่ะ เอ่อ ทุกท่านพูดเกินจริงเกินไปหน่อย อันที่จริงข้าก็ไม่ได้ทำอันใดมากนัก...” ชิงหมินเขินอาย เขาไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ แต่รู้สึกว่าตนเองเหมือนกับกำลังจะลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างไรอย่างนั้น
“อืม เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้แล้ว เอาเวลาไปเล่นสนุกเถอะ ข้าไม่อยากเห็นเจ้าเหนื่อยอีก” หวงซีเฉิงจับหัวคนตัวเล็ก ดันเขาหันหลังแล้วอุ้มขึ้นสิงโตน้อยที่รออยู่ก่อนแล้ว
สิ่งที่ควรจะให้ชิงหมินได้รู้ก็รู้แล้ว สิ่งที่ควรจะให้ซือซือรู้ นางก็ได้รู้ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นหลังจากนี้ไม่มีเหตุผลให้ชิงหมินต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นอีก
“พาเจ้านายของเจ้าไปเก็บดอกไม้ที่เขาต้องการเถอะ” ซีเฉิงตบขาของสิงโตน้อย พริบตาเดียวมันก็กระโจนออกไป พร้อมกับพาหลี่ชิงหมินจากไปด้วย ปิดโอกาสไม่ให้ซือซือได้มีเวลาส่วนตัวไถ่ถามกับชิงหมินอีก
หวงซีเฉิงหันกลับมา เขาค่อนข้างอารมณ์ดีในวันนี้ จึงอธิบายเกี่ยวกับการนำความช่วยเหลือมาถึงให้ฟัง
“ตอนนี้คนของกระหม่อมกำลังทำสะพานแขวนเพื่อเชื่อมจากข้างนอกมายังหมู่บ้าน และเชื่อมจากหมู่บ้านมาที่นี่ คาดว่าอีกสองสามวันน่าจะพากันออกไปข้างนอกได้แล้ว จะจัดสรรการเดินทางอย่างไรก็ได้โปรดดำเนินการด้วย”
“อย่างไรก็ตาม สันดินที่พังทลายนั้นยังไม่ถูกจัดการ กระหม่อมรับราชโองการเพื่อช่วยเหลือพระองค์กับชาวบ้านออกมาเท่านั้น เมื่อภารกิจสำเร็จจะเร่งเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงทันทีเพื่อรายงานสถานการณ์”
หวงซีเฉิงไม่ปล่อยให้องค์รัชทายาทได้พูดอะไร เขาพูดถึงพระราชโองการที่รับมาและแผนการทำงานของเขารวดเดียวจบ ต่อให้องค์รัชทายาทอยากจะขอให้เขาอยู่ช่วย แต่คนก็ไม่กล้าพูดอะไร
ขบวนของพวกเขารับงานมาเหมือนกัน อีกฝ่ายทำงานสำเร็จลุล่วงแล้ว ยังต้องเร่งมาช่วยพวกเขาออกไปจากหุบเขาน้ำท่วมนี้อีก แค่นี้ก็ทำให้คนรู้สึกผิดได้แล้ว ถ้ายังขอให้เขาช่วยเหลือในการสร้างสันดินอีก มันจะเป็นการโยนภาระที่ตนเองทำทิ้งไว้ให้ผู้อื่นเปล่าๆ
ไม่ใช่แค่แม่ทัพใหญ่จะโกรธแค้น ทว่าขุนนางคนอื่นๆก็คงจะดูแคลนเขาไม่น้อยเช่นกัน
“ขอบใจเจ้ามากแม่ทัพใหญ่ กลับไปเมืองหลวง ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าที่มาช่วยแน่นอน”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอตัวพะย่ะค่ะ” คนตัวสูงไม่มองเหล่าสตรี เขาพูดสิ่งที่ตนเองต้องการจนจบและพาคนออกไปเลย เป้าหมายไม่ได้ออกไปข้างนอก แต่พากันขึ้นภูเขา น่าจะมีบางอย่างที่พวกเขาต้องทำอยู่ที่นั่น ทว่าองค์รัชทายาทไม่กล้าให้คนตามไป
ไม่ใช่เพราะกลัวว่าแม่ทัพใหญ่จะโกรธที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขา แต่กลัวว่าคนของตนเองจะไร้ปัญญารอดกลับมาได้ต่างหาก...
……………………………