ณ ห้องนอนห้องหนึ่งในบ้านหลังใหญ่ มีคนๆหนึ่งนอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียงกว้าง หากมองผ่านๆก็จะมองเห็นเป็ร่างที่นอนหลับธรรมดาๆ แต่ถ้าหากตั้งใจมองเสียหน่อยจะเห็นว่า รอบๆร่างกายมีออร่าสีม่วงอ่อนๆรายรอบอยู่ บ่งบอกว่าจิตนึกคิดของเขานั่น กำลังมองหรือัักับบางสิ่งที่ตามองไม่เห็น หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ฝันบอกเหตุ
ใช่แล้ว มันคือความฝัน ความฝันที่บอกเหตุการณ์ทั้งดีและร้าย มองเห็นชัดเจนบ้างไม่ชัดเจนบ้าง มันอาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดอะไรขึ้นเลย มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ั้แ่เล็กจนโตมาผมมองเห็นความฝันบอกเหตุหรือเหตุการณ์ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นแบบนี้จนชินเสียแล้ว ทั้งเื่ที่จะเกิดขึ้นของคนใกล้ตัว และของคนแปลกหน้า ดีร้ายป่นกันไป ถึงจะเห็นอะไรมามากมาย แต่ผมไม่เคยเห็นตัวผมเองในเื่ราวเ่าั้มาก่อน…
แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ ผมฝันเห็นตัวของผม ออกไปทำธุระบางอย่างที่ต่างจังหวัดใกล้ๆกับสถานที่ที่เพื่อนร่วมรุ่นนัดฉลองสอบติดมหาลัย ถึงบางคนจะยังไม่ติด แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา แค่มีเงินอยากจะเข้าเรียนที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ส่วนผมในตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะมาร่วมงานเลี้ยง แต่เพราะสถานที่นัดหมายอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงพอดี จึงได้แวะเอาเหล้าดีๆ มาเป็ของขวัญร่วมงานเลี้ยง ไหน ๆก็จะแยกย้ายกันไปเติบโตแล้ว ถึงจะไม่ได้สนิทกันมากนัก แต่เพื่อนบางคนก็เรียนด้วยกันมาตั้ง 6 ปี
ในงานเลี้ยงครั้งนี้ควรที่จะต้องสนุกถึงจะถูก หากเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งไม่เกิดหมดสติแล้วชักเกร็งขึ้นมา เพื่อนๆส่วนใหญ่คิดว่าเป็การอำกันเล่น จึงไม่ได้สนใจมากนัก จนดิวหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเข้าไปปลุกเพราะเห็นว่านอนนิ่งนานเกินไป
‘เห้ย ลุกได้แล้ว’ ดิวว่าพร้อมเขย่าตัว
‘นิ่งขนาดนี่ไม่ใช่ช็อกตายไปแล้วหรอกนะ ฮ่าฮ่า’ เสียงใครสักคนพูดขึ้นมา ถึงมันจะเป็เสียงในเชิงหยอกล้อก็เถอะ…
แต่ใครจะคิดล่ะ…
‘...ไม่หายใจ’ ดิวเอามืออังจมูกและตรวจชีพจร ‘ตายแล้ว!’
‘...’
‘โทรเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า! ใคร CPR เป็บ้างมาช่วยหน่อย’
หลังสิ้นเสียงของดิวก็มีเสียงที่ดังขึ้นมาหลากหลายเสียง จนฟังไม่ได้ศัพท์ บ้างกรี๊ดร้องด้วยความใ บ้างโทรเรียกรถพยาบาล บ้างโทรแจ้งที่พักที่จัดงานเลี้ยง บ้างก็ยืนมุ้งบริเวณที่เกิดเหตุ บ้างก็ยืนมองสถานการณ์ห่างๆอย่างผม...
จู่ ๆ เสียงของดิวก็ดังท่ามกลางเสียงที่ดังวุ่นวาย
‘ฟื้นแล้วๆ’ ร่างของเพื่อนที่หมดลมหายใจไปเมื่อครู่ อยู่ ๆก็ขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ร่างกายโงเงไปมา ไม่มั่นคง
‘เป็ยังไงบ้าง เมื่อกี้นายไม่หายใจ พวกฉันใแทบแย่’ ดิวยังคงนั่งสอบถามเพื่อนคนนั่นด้วยความเป็ห่วง ในขณะที่ผมรู้สึกแปลกใจ ประสาทััของผมตื่นตัว ระแวงระวังและมีลางสังหรณ์ไม่ดี ค่อยๆถอยออกห่างจากฝูงชน จนกระทั่ง…
เพื่อนคนนั่นก็ขึ้นคร่อม พร้อมสูดดมซอกคอของดิว
‘นายจะทำอะไรน่ะ’ ดิวว่าพลางดันตัวออก
‘…’ ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงเสียงข่มขู่ในคอเบาๆ
ทันใดนั้น...
‘อ๊ากกกก ช่วยด้วย!’ ดิวถูกกัดที่คอจนเนื้อฉีดขาด พยายามผลักดันร่างนั่นออก และหลังจากสิ้นคำร้องของดิว เพื่อนร่วมรุ่นคนนั้นก็หักคอและกัดกินร่างกายของดิวด้วยความหิวโหย...
‘กรี๊ดดดดดดด’ เสียงวิ่งกันวุ่นวายกว่าตอนแรก
บางคนพยายามช่วยกันจับ บางคนพยายามนำร่างของดิวออกมาจากเพื่อนที่คลุ้มคลั่ง บางคนใจนขาอ่อน บางคนพยายามโทรแจ้งตำรวจ บางคนพยายามวิ่งหนี…
ส่วนผมนั่นออกมาั้แ่เพื่อนคนนั้นลุกขึ้นมากัดคนอื่นแล้วล่ะครับ สถานการณ์ไม่ปกติเลยสักนิด จะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ครับ แต่แล้วยังไงล่ะ? ไม่มีใครไม่รักชีวิตตัวเองหรอกครับ
หลังจากออกมาจากที่นั่น ผมก็กลับมาที่รถและพยายามโทรหาแฝดพี่ของผม นิศากร จันวราสกุล ที่ป่านนี้ไม่รู้เป็อย่างไรบ้าง
ติ้ด… ติ้ด…
ไม่มีคนรับสาย…
‘ไอ้บ้านี่ เวลาแบบนี้ทำไมไม่รู้จักรับสายเนี่ย’ ผมว่าพลางขับรถหลบเลี่ยงผู้คนไปมา ถึงตอนนี้จะดูไม่เหมือนผู้คนปกติก็เถอะ เนื้อตัวขาดแหว่งเป็จุด ๆแบบนั้น ไหนจะเดินเชื่องช้า ดวงตาที่ควรเป็สีดำกลับกลายเป็สีขุ่น เจอสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งของที่เคลื่อนไหวก็จะรุมเข้าไปกัดกิน นี่มันซอมบี้ชัดๆ
หลังจากวันที่ผมขับรถออกมาจากสถานที่เกิดเหตุกลับมาที่บ้านก็ผ่านมาแล้วสามวัน เป็สามวันที่ผมพบว่าเื่ที่เกิดขึ้นจะไม่มีวันหยุดลง และเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น เพราะไม่ว่าจะผ่านไปตรงไหนก็มักจะมีซอมบี้อยู่มากมาย
‘เฮ้อ ดีนะที่กลับถึงบ้านก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายมากกว่านี้’ผมว่าพลางส่องกล้องดูสถานการณ์นอกบ้าน มองเห็นลุงยามที่เจอทุกครั้งเวลาออกไปข้างนอก เนื้อตัวดูสะอาด ไม่มีร่องรอยว่าถูกกัดเลยสักนิด นี่ก็เป็อีกหนึ่งอย่างที่ผมค้นพบ ซอมบี้มีทั้งตัวที่ถูกกัดก่อนถึงกลายร่างและตัวที่ได้รับเชื้อมาั้แ่ต้น เหมือนกับเพื่อนร่วมรุ่นคนนั้นที่หมดลมหายใจกะทันหันแล้วจู่ ๆก็ฟื้นขึ้นมากัดกินมนุษย์ด้วยกันเอง
เสียงโทรศัพท์ดัง พร้อมหน้าจอที่สว่างขึ้น ฉายชื่อคนโทรเข้ามา เฮียศา ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พลางกดรับสายไปด้วยแล้วกดเปิดลำโพง
‘วา อยู่บ้านหรือป่าว?’ เสียงปลายสายที่ดังขึ้นทันที บ่งบอกถึงความร้อนใจและเป็กังวล
‘ตอนนี้วาอยู่บ้านแล้ว ว่าแต่เฮียเถอะอยู่ไหนเนี่ย โทรหาตั้งหลายสายแต่ติดต่อไม่ได้เลย’ ผมตอบคำถามพร้อมบ่นพี่ชายที่ติดต่อไม่ได้ไปด้วย
‘เฮียอยู่ประเทศ C...’ เฮียศาตอบกลับมาเสียงเบา
‘….’
‘….’
‘เฮียไปทำบ้าอะไรที่นั่นน่ะห้ะ!!’ ผมถามเสียงดังด้วยความใ ไอ้บ้านี่ ผมร้อนใจแทบตายที่ไม่กลับบ้านสักที แต่หมอนี่ดันไปต่างประเทศแล้วกลับมาไม่ได้!!
‘เฮียมาทำธุระอะไรนิดหน่อยกับลุงโจวน่ะ’
‘เฮอะ แน่ใจใช่ไหมเนี่ยว่าไปทำธุระน่ะ อย่าให้รู้นะ’ ผมพูดขมขู่ไป เผื่อเฮียจะบอกว่าไปทำธุระอะไร
‘เอาหน่า เฮียกำลังจะกลับไปหา อย่าออกไปไหนล่ะ’ เสียงปลายสายบอกกล่าว
‘ฮึ!’ ผมทำเสียงขึ้นจมูกบ่งบอกถึงความไม่พอใจนิดๆ ‘แล้วเฮียจะกลับมายังไง ทุกที่เต็มไปด้วยซอมบี้แบบนี้’
‘ยืมเครื่องบินลุงโจวมาน่ะ เดี๋ยวก็ได้เวลาไปแล้ว’
‘ก็ดี แต่เฮียไม่ต้องรีบนะปลอดภัยไว้ก่อน วาเตรียมของกินไว้เยอะมาก น่าจะอยู่ได้อีกหลายสัปดาห์’ ผมว่าพลางมองดูข้าวของที่ไปปล้นมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
‘อือฮึ เฮียจะระวังตัวแล้วจะกลับไปอย่างปลอดภัย วาก็ด้วยอย่าเปิดประตูรับคนแปลกหน้าล่ะ’ ปลายสายตอบกลับ
‘รู้แล้วหน่า!’
‘ฮ่าฮ่า เฮียจะวางแล้วนะ’
จู่ ๆ ผมก็รู้สึกไม่ดี มันกระวนกระวายใจ และมีลางสังหรณ์ว่าเราจะได้คุยกันเป็ครั้งสุดท้าย...
‘เฮีย...’ เสียงสั่นครือ พร้อมน้ำตาที่เอ่อล้น
‘เฮียจะไม่เป็อะไร’ เสียงตอบกลับอย่างหนักแน่น
‘อือ วารอเฮียนะ’ พอผมพูดจบปลายสายก็วางไป
เฮียไม่เคยผิดสัญญา ถ้าบอกว่าไม่เป็ไรก็คือไม่เป็ไร! เพราะงั้นผมก็ต้องไม่เครียด ปิดประตูหน้าต่างให้แ่า รักษาตัวให้รอดปลอดภัย แล้วรอเฮียกลับบ้าน!
ผมจัดการปิดตายทุกช่องทางเข้าออกของบ้าน นัดจำนวนอาหารและคัดแยกประเภท อะไรควรกินก่อนก็กิน อะไรควรเก็บไว้ก็เก็บ เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารจะเพียงพอจนถึงวันที่เฮียกลับมา!
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมก็หอบขนมนมเนยมานั่งหน้าทีวีในห้องนั่งเล่น พลางกดเลือกหนังสนุกๆ น่าดูไปด้วย
‘ฮ่าฮ่า ตลกชะมัดเลย’ หนังเื่นี้ดีชะมัดเลย ไว้เฮียกลับมาชวนดูอีกรอบก็น่าจะดี
‘ฮ่าฮ่า’ เสียงหัวเราะสดใสดังไปทั่วห้องนั่งเล่น
จู่ ๆก็มีเสียงแปลกประหลาดดังขึ้น...
‘แค่กๆ แค่ก’ ขนมที่กินอยู่ระหว่างดูทีวีเกิดติดคอขณะผมหัวเราะ...
ผมดิ้นรนหาน้ำและพยายามจะล้วงคอเอาขนมโมจิที่ติดคอออก ก็สะดุดพรมล้มแล้วขาดใจตาย...
ไอ่บ้าเอ้ย! รอดตายมาได้ตั้งหลายวันจะมาตายแบบนี้ไม่ได้!
-----
นิยายเื่แรก ฝากติดตามด้วยค่ะ