“ดูนั่น นี่ไม่ใช่รากิญญาธรรมดา มันคือธาตุทอง นี่คือรากิญญาทองชั้นยอด” รุ่นเยาว์คนหนึ่งเปล่งเสียงเตือนทุกคน พลางชี้ไปยังเสาแสงที่สาดประกายคมกล้าของโลหะและมีสีทอง
ส่วนสัญลักษณ์อีกอย่างที่ปรากฏเขานั้นไม่รู้ จึงไม่ได้ตระหนักว่า นี่ไม่ใช่รากิญญาชั้นยอดเฉย ๆ แต่เด็กหญิงตัวน้อยยังบางสิ่งที่เหนือจินตนาการกว่านั้นมาก
และในทันทีที่มันปรากฏ กระบี่ทุกเล่มในรัศมีกว้างไกลพลันสั่นะเื ส่งเสียงหึ่ง ๆ ของโลหะที่กำลังสั่นไหวโดยไม่มีสาเหตุ
แม้แต่พื้นที่นอกคฤหาสน์ตระกูลโจวยังได้รับผลกระทบนี้ กระบี่เ่าั้ราวกับ้าแสดงการเคารพต่อหน้าร่างกระบี่สูงสุด
ทว่า ก่อนที่ทุกอย่างจะเกินการควบคุมมากไปกว่านั้น ผู้าุโท่านหนึ่งโบกมือส่งพลังไปทางเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน
เพื่อให้เด็กน้อยโจวอันฉี หลุดมือออกจากหินทดสอบไม่เปิดเผยร่างจิติญญาของนางให้ใครทราบมากไปกว่านี้
“มันคือรากิญญาพิเศษอีกคน เป็รากิญญาทองจริง ๆ ด้วย”
“รากิญญาทองชั้นยอด แล้วยังเป็ชั้นยอดในหมู่ชั้นยอดมีความสูง 99 ชุ่นอีกด้วย”
“ฮ่า ๆ ตระกูลโจวของข้าโชคดียิ่งนัก”
รุ่นเยาว์เ่าั้ไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้เลย พวกเขาหลายคนต่างะโเสียงดังด้วยความดีใจ ที่ครอบครัวได้รับสมาชิกอัจฉริยะอีกคน
ทั้งยังเป็อัจฉริยะที่มีพร์ยอดเยี่ยมมากที่สุด จนกระทั่งพวกเขาที่เพิ่งเคยพบเห็น ไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็คำพูดอย่างไรในผู้มีพร์ระดับนี้
นอกเหนือจากนั้น รากิญญาทองนี้ยังถือเป็หนึ่งในธาตุที่เหมาะสมกับวิถีกระบี่มากที่สุดอย่างหนึ่ง
เพราะคุณสมบัติของมัน จะส่งเสริมให้เส้นทางกระบี่โดดเด่นยิ่งขึ้น
ต่อหน้าตระกูลฝึกฝนกระบี่อย่างตระกูลโจว นี่จึงเป็พร์ที่น่าอิจฉาที่สุดสำหรับรุ่นเยาว์เ่าั้แล้ว
“รากิญญาทองชั้นยอด” ผู้าุโถือโอกาสเอ่ยถึงผลลัพธ์การทดสอบเสียงดัง
หลังจากผู้าุโคนนั้นเห็นว่า หลายคนยังไม่ตระหนักถึงความจริงอีกข้อที่สำคัญ เขาจึงยืนยันผลที่ปรากฏตามน้ำไปอย่างนั้น
โดยแท้จริงมีเจตนาที่้าปกปิดร่างกระบี่สูงสุดเอาไว้ เพื่อไม่ให้ข่าวที่น่าในี้เล็ดลอดไปถึงภายนอก
เด็กหญิงตัวน้อยจะได้ปลอดภัยไม่ตกเป็เป้าหมายของกลุ่มคนที่มีเจตนาร้าย ความลับนี้ควรถูกเก็บซ่อนไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยิ่งคนรู้น้อยก็ยิ่งดี โดยเฉพาะคนนอกที่ไม่หวังดีต่อตระกูลโจวเท่าใดนัก
แต่คนจากตระกูลหลักยังนับเป็คนนอกอยู่หรือไม่ ยังไม่ทันไรแขกที่บังเอิญได้มาดูการทดสอบก็แสดงเจตนาแย่งชิงเสียแล้ว
“พวกเ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง เด็กน้อยต้องกลับตระกูลหลักไปกับข้า” ชายหนุ่มคนเดียวกับที่เคยประกาศกร้าวะโขึ้นมาอีกครั้งด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
เขาคนนี้เป็ชายวัยประมาณยี่สิบ บนชุดที่สวมปักลายสัญลักษณ์กระบี่ที่กำลังออกเหินสู่ฟ้า ด้านใต้นั้นมีอักษรว่าโจวแสดงไว้ชัดเจน
แน่นอนสัญลักษณ์ดังกล่าว คนตระกูลโจวล้วนทราบเป็อย่างดีว่ามันหมายถึงอะไร
อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกที่ทุกคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดชายคนนี้มากนัก นั่นเพราะพวกเขาส่วนใหญ่กำลังตะลึงงันกับภาพตรงหน้า
แต่พอชายคนดังกล่าวแสดงท่าทีในทำนองเดียวกันอีกครั้ง โดยยังไม่มีผู้าุโคนใดเอ่ยปากอย่างจริงจัง จึงทำให้เหล่ารุ่นเยาว์พากันหันไปให้ความสำคัญคำพูดของเขา
ทว่าก่อนที่เหล่าผู้าุโกำลังจะได้คัดค้าน ชายหนุ่มคนนั้นก็พุ่งออกไปแล้ว
“เด็กน้อยมากับข้าสิ” ชายจากตระกูลหลักเอ่ยชักชวนด้วยน้ำเสียงที่เขาคิดว่าอ่อนโยนที่สุด หลังก้าวทะยานขึ้นมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ โจวอันฉีตัวน้อย
แต่ก่อนที่นางจะทันได้พูดอันใด พี่ชายของนางก็มาปรากฏบดบังร่างเล็ก ๆ เอาไว้
ชายหนุ่มจากตระกูลหลัก หรือมีชื่อว่าโจวิหยวนพลันชักสีหน้า ขมวดคิ้วมองผู้มาใหม่อย่างไม่สบอารมณ์
ในฐานะผู้ที่เกิดมาในตระกูลฝึกฝนกระบี่อันสูงส่ง ั้แ่เมื่อใดกันที่มีมดประเภทนี้กล้าเข้ามาขวางทางเขา
รึที่ผ่านมาข้าแสดงความอ่อนโยนมากไป
“ไอ้หนู เ้าเป็ใครหลบไป” โจวิหยวนกล่าวอย่างสั่งการราวกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า
อีกทั้งเปล่งรัศมีพลังปะทุขึ้นอย่างรุนแรง จนมองเห็นคลื่นอากาศที่กำลังบิดเบี้ยวรอบกายของเขาได้ด้วยตาเปล่า
ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งไปกว่านั้น เหนือตำแหน่งด้านหลังศีรษะของโจวิหยวนผู้นี้ ยังปรากฏวงล้อิญญาถึงสามวงลอยเด่น เปล่งรังสีความน่าสะพรึงจาง ๆ
นี่บ่งบอกว่า เขากำลังรีดเค้นพลังในระดับวงล้อิญญาขั้นสามออกมาอย่างขีดสุด
เหตุผลที่ทำให้พลังระดับนี้ถึงมีชื่อว่าวงล้อิญญา สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็คำตอบได้ดีที่สุดโดยไม่ต้องอธิบายใด ๆ เลย
“พี่ชาย” มือเล็ก ๆ ของเด็กน้อยกำชุดพี่ชายของนางแน่น พลางซ่อนตัวจากอีกฝ่ายอยู่ด้านหลังเขา
“ไม่ต้องกลัวนะ” โจวเฉินเอามือลูบหัวเล็ก ๆ ปลอบนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปตอบฝ่ายตรงข้ามด้วยรอยยิ้มที่เริ่มไม่เป็มิตร
“ข้าเป็พี่ชายของนาง”
ต่อหน้าแรงกดดันที่โถมซัดเข้ามา โจวเฉินไม่แสดงความจำนนหรือคิดหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
เขารีดเร้นพลังออกมาท้าทายพร้อมรอยยิ้มที่แปรเปลี่ยนเป็อันตราย จนกระทั่งรอบตัวเกิดการปะทุราวกระแสน้ำเชี่ยวกราก พรั่งพรูรังสีสังหารขั้นสุดออกมาอย่างระงับไว้ไม่ได้
“พี่ชายงั้นเหรอ ต่อไปไม่จำเป็แล้ว ข้าจะดูแลนางเอง” โจวิหยวนพ่นคำพูดพวกนั้นออกมา เพื่อแสดงเจตนาของเขาให้อีกฝ่ายทราบ
“เ้าต้องรู้ว่าอะไรดีต่อตัวเ้าเอง เ้าเห็นชุดข้าแล้วรู้ใช่ไหมว่าข้ามาจากตระกูลหลัก อนาคตของนางอยู่ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่”
โจวิหยวนยังคงเลือกวิธีการเกลี้ยกล่อมโดยชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ แทนที่จะใช้กำลังซึ่งอาจนำไปสู่การถูกแทรกแซงจากเหล่าผู้าุโ
ถึงแม้เขาจะมีความมั่นใจในตัวเองมาก แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ แน่นอนเขาไม่ลืมว่าพื้นดินที่เหยียบตั้งอยู่ในเขตอำนาจของใคร
หากเขากล้าลงมือกับรุ่นเยาว์ที่นี่จริง ๆ ต่อให้จะไม่ถูกผู้าุโเหล่านี้ฆ่าตาย แต่คงโดนต่อต้านทุบตีอย่างเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น ถ้าไม่สุดวิสัยจริง ๆ การเลือกประนีประนอมย่อมดีกว่าวิธีการบีบบังคับ
“พี่สามข้าไม่อยากไป” โจวอันฉีพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็กน้อย
พี่ชายที่เห็นดังนั้นยังคงลูบศีรษะปลอบนาง แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องเป็ห่วงถ้าเสี่ยวฉีไม่อยากไป พี่ชายจะไม่ยอมให้ใครพาน้องสาวของเขาไปจากที่นี่ได้หรอก”
“หรือต่อให้อยากไป ข้าก็ไม่อนุญาต” โจวเฉินหันไปตวาดเจตนาของเขา จนฝ่ายตรงข้ามมีสีหน้าตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฮ่า ๆ ดี ดีมาก เป็แค่มดระดับรวบรวมพลัง แต่คิดจะเข้ามาขวางข้าผู้นี้งั้นเหรอ ได้เลยเห็นแก่ที่เราต่างมีสกุลเดียวกันข้าจะให้โอกาสเ้าสักครั้งก็ได้” โจวิหยวนเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ แล้วพูดต่อ
“เอาเช่นนี้เป็ไง มาประลองกันผู้ใดชนะต้องตกลงทำตามอีกฝ่าย”
โจวิหยวนหยุดพักหายใจ ก่อนเผยแววดูถูกเล็กน้อยขณะเริ่มยื่นข้อเสนอต่ออีกว่า
“เ้าไม่ต้องห่วงนะ ข้าไม่เอาเปรียบเ้าหรอก ข้าจะระงับพลังลงไปอยู่ในระดับเดียวกับเ้าเอง ข้อเสนอนี้ฟังแล้วเป็ยังไงบ้างน่าสนใจไหม”
“บ้าเอ้ย เ้านั่นมันเป็ใครถึงคิดแย่งตัวพร์จากตระกูลของเรา” ชายที่ยืนชมการแสดงพูดขึ้น
“เ้าไม่เห็นหรือ นั่นมันคนจากตระกูลหลัก พ่อข้าเคยเล่าให้ฟังสวมชุดลักษณะแบบนั้นต้องเป็พวกเขาแน่นอน”
“อะไรนะ”
“นั่นคนจากตระกูลหลักงั้นเหรอ” สมาชิกรุ่นเยาว์คนหนึ่งเผยแววตาใ
ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากทั้งคู่ยังคงยืนสนทนา แต่ด้วยท่าทีของพวกเขาบวกกับที่ความจริงทั้งสองฝ่ายต่างใช้สกุลโจว จึงไม่มีใครคิดเข้าไปห้ามหากอีกฝ่ายไม่ทำเกินไป
แต่ทว่าพอได้ยินเื่ดำเนินมาถึงขั้นนี้ เหล่าผู้าุโก็คิดจะเข้าไปแทรกแซง เพื่อไม่้าให้สมาชิกอัจฉริยะในตระกูลถูกแย่งชิง
ถึงอย่างนั้นคราวนี้ก็เป็อีกครั้งที่พวกเขาตัดสินใจช้า และลงมือไม่ทันการ
จู่ ๆ โจวเฉินที่ยืนประจันหน้ากับโจวิหยวนก็ตกปากรับคำ แล้วกำหมัดที่ถูกหุ้มด้วยพลังปราณซัดเปรี้ยงเข้าชายโครงฝ่ายตรงข้ามกะทันหัน
ด้วยเสียงดังปัง ร่างโจวิหยวรลอยปลิวอย่างกับว่าวสายป่านขาด ก่อนจะได้ยินเสียงตูมของกำแพงด้านหนึ่งที่ถูกกระแทก
รัศมีฐานการฝึกฝนที่เคยระงับไว้ที่ระดับรวบรวมพลัง พลันแตกกระจายไม่อาจสะกดข่มได้อีกต่อไป
“ลุงรองข้าฝากเสี่ยวฉีด้วย” โจวเฉินถือโอกาสที่ลุงของเขาเข้ามา้าช่วยเหลือ ส่งร่างเล็ก ๆ ก่อนแล้วจึงกระโจนไปทางอีกร่างที่ทะยานเข้ามา
แน่นอนว่า โจวิหยวนคือเงาร่างที่ว่าซึ่งพุ่งตัวกลับมาด้วยสีหน้าโกรธจัด เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายทำเช่นนั้นได้อย่างไร
ในความเห็นของเขา การโจมตีที่ดูเหมือนจะธรรมดานั่น มีพลังรุนแรงเกินกว่าระดับรวบรวมไปมาก
“อะไร ไม่ระงับพลังของเ้าแล้วหรือ” โจวเฉินส่งเสียงหยอกล้อเล็กน้อย
ขณะนั้นเขาหมุนตัวเตะโจวิหยวนที่กระโจนสวนเข้ามากลางอากาศ ร่างที่เพิ่งถูกซัดด้วยกำปั้นโดนเท้าฟาดเข้าเต็ม ๆ
ด้วยเสียงปังโจวิหยวนปลิวหายไปอีกครั้ง ซึ่งฉากที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนที่พบเห็นไม่น้อย
“นั่นมันยังเป็นายน้อยสามคนนั้นอยู่ไหม”
“เป็ไปได้ไง โจวเฉินทำแบบนั้นได้ั้แ่เมื่อไหร่”
“เขาเพิ่งแพ้ศึกรอบแรกในการประลองศิลปะการต่อสู้ที่ผ่านมามิใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงก้าวหน้าขนาดนี้ได้”
ไม่เพียงแต่รุ่นเยาว์ที่เกิดความสงสัย แม้แต่เหล่าผู้าุโที่เฝ้ามองยามที่โจวเฉินใกล้จะเสียเปรียบแล้วจึงเข้าไปช่วย ยังไม่เข้าใจเช่นกันว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
นายน้อยคนที่สามมีฝีมือรุดหน้าขนาดนั้นั้แ่เมื่อใด เด็กหนุ่มเบื้องหน้าที่พวกเขากำลังเห็นราวกับเป็คนละคนเลยทีเดียว