ขอโทษทีคราวนี้ฉันไม่โง่ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 37 ดูแลน้องสาวให้ดี

            เพียะ!

            เพราะทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เสียงที่ดังขึ้นเมื่อสักครู่จึงได้ยินชัดเป็นพิเศษ

            “แกดูผลงานของแกให้ดี ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของแกแล้ว อยากจะขุดประวัติศัตรูขึ้นมาเพื่อทำลายชื่อเสียงเขา แล้วตอนนี้เป็นยังไง โดนเอาคืนแบบเดียวกันแล้วรู้สึกยังไง ไม่ต้องพูดถึงชื่อเสียงเน่าๆ ของแก แม้แต่บริษัทก็ยังโดนลากเข้าไปรับผิดชอบกับการกระทำของแกด้วย” พ่อหลินต่อว่าลูกสาวด้วยความโกรธ

            “คุณพ่อคะ...” หลินจิงจือกำลังจะพูด

            “บริษัทผลิตเสื้อผ้าของเราขาดทุนย่อยยับ ชื่อเสียงก็ติดลบ ลูกค้าหายไปเกินกว่าครึ่ง คู่ค้าที่มีอยู่ต่างถอนตัวออกไป ไม่มีใครอยากร่วมงานกับเรา ไหนแกลองบอกฉันมาซิว่าแกจะแก้ปัญหาเรื่องพวกนี้ยังไง เมื่อก่อนฉันคิดว่าแกเป็นสายเลือดนักธุรกิจรุ่นใหม่ของตระกูลเรา ฉลาด กล้าคิด กล้าตัดสินใจ แต่ใครจะรู้ว่าฉันคิดผิดมาตลอด แกไม่ได้ฉลาดหรือเก่งกาจอะไรเลย กลับกันแกยังโง่อย่างไม่มีใครเทียบ ฉันได้ยินมาว่าเจ้าใหญ่เคยเตือนแกมาก่อนแล้วว่าให้แกชะลอการสั่งซื้อวัตถุดิบออกไปก่อน แต่แกก็ไม่ฟัง แกหาว่าเจ้าใหญ่อยากจะแย่งตำแหน่งผู้สืบทอดกิจการไปจากแก ฉันขอถามแกหน่อยเถอะ ใครบอกแกว่าแกมีความสามารถที่จะได้ตำแหน่งนั้นไป”

            “คุณพ่อคะ หนูทำงานพลาดไปแค่ครั้งเดียว คุณพ่อไม่คิดที่จะให้โอกาสหนูทำงานแก้ตัวเลยเหรอคะ” หลินจิงจือมีโอกาสพูดในที่สุด

            “ฉันถึงถามแกอยู่นี่ยังไงล่ะว่าแกจะแก้ไขปัญหาเรื่องพวกนี้ยังไง ตอนนี้บริษัทเราไม่มีเงินมาให้แกถลุงเล่นอีกแล้ว ช่วงนี้แกยังไม่ต้องเข้ามาทำงานที่บริษัท งานที่มีอยู่ในมือแกทั้งหมด ฉันจะให้เจ้าใหญ่เป็นคนดูแลต่อ อ้อ...แล้วแกก็อย่าออกไปสร้างปัญหาที่ไหนอีก อยู่คอนโดเงียบๆ ไปซะ”

            “คุณพ่อ!” หลินจิงจือตะโกนขึ้นอย่างตกใจ

            “ทำไม แม้แต่คำสั่งของฉัน แกก็ไม่เห็นด้วยอย่างนั้นเหรอ ฉันแค่สั่งให้แกไปพักเท่านั้น แต่ถ้าแกไม่พอใจ แกก็ออกจากบริษัทไปซะ ตำแหน่งผู้สืบทอดฉันยินดีจะยกให้เจ้าใหญ่”

            หลินจิงจือได้แต่เก็บความโกรธไว้และไม่ได้พูดตอบโต้พ่อหลินอีก ก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากห้อง เธอหันไปดูพี่ชาย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่ชายเงยหน้าขึ้นมาสบตาพอดี ในแววตาที่หลินเจิ้งฉีใช้มองน้องสาวมีแต่ความเห็นใจ แต่ในมุมมองของหลินจิงจือ เธอกลับเห็นว่าพี่ชายกำลังดูถูกและเยาะเย้ยเธอ เธอสะบัดหน้าหนีไปอีกทางทันที

            

            “เจ้าใหญ่ สถานการณ์ของบริษัทตอนนี้เป็นยังไงบ้าง” พ่อหลินถามหลินเจิ้งฉี หลังจากที่หลินจิงจือเดินออกจากห้องทำงานไปแล้ว

            “สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับคุณพ่อ ตอนนี้วัตถุดิบในการผลิตของพวกเรามีมากเกินไป และคนงานที่พวกเราจ้างมาก่อนหน้านั้นก็มีมากเกินไปเหมือนกัน”

            “แกมีวิธีแก้ปัญหาแล้วหรือยัง”

            “เราอาจจะต้องขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราออกไปครับ ก่อนหน้านี้ลูกค้าของเรามีเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับบน สินค้าที่ผลิตออกมาขายมีแต่สินค้าราคาแพง ผมคิดว่าจะลองขยายกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มลูกค้าทั่วไปดูน่ะครับ”

            “ถ้าทำอย่างนั้นแล้วหลินกรุ๊ปยังจะรักษาฐานลูกค้าระดับบนได้อยู่อีกหรือ” พ่อหลินถามเสียงเครียด

            “ผมจะเปิดบริษัทลูกขึ้นมาสักบริษัทครับ เพื่อใช้ผลิตเสื้อผ้าสำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไปโดยเฉพาะ เพราะนอกจากเราจะขยายกลุ่มลูกค้าออกไปได้แล้ว เรายังสามารถรักษากลุ่มลูกค้าระดับบนของเราไว้ได้อีกด้วย” หลินเจิ้งฉีอธิบายการแก้ไขปัญหาให้พ่อหลินฟัง

            “พ่อยกเรื่องนี้ให้แกไปจัดการก็แล้วกัน เพราะทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของพ่อตอนนี้ก็กำลังยุ่งมากเหมือนกัน ตระกูลเย่กำลังจะสร้างบ้านจัดสรรอัจฉริยะขึ้นมา ลูกค้าของเราบางคนเริ่มเปลี่ยนใจและมาขอยกเลิกสัญญาบ้างแล้ว พวกเขาหันไปจองบ้านจัดสรรของทางโน้นแทนน่ะ” พ่อหลินพูดอย่างหนักใจ

            “บ้านจัดสรรอัจฉริยะเหรอครับ” หลินเจิ้งฉีสงสัย

            “เป็นบ้านจัดสรรที่นำระบบรักษาความปลอดภัยและระบบอำนวยความสะดวกผ่านระบบ Internet เข้ามาช่วย”

            “ลูกชายสองคนของตระกูลเย่ต่างก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองมากเลยนะครับ”

            “ถ้าโครงการที่พวกเขาทำขึ้นมาได้รับกระแสตอบรับที่ดี มันก็จะไม่เป็นผลดีกับบริษัทเราเลย พ่อไม่ยอมปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นไปได้หรอก”

            “คุณพ่อคิดที่จะทำอะไรต่อเหรอครับ”

            “เรื่องนั้นแกไม่ต้องสนใจ พ่อมีวิธีจัดการของพ่อเอง ส่วนแกก็ดูแลเรื่องของธุรกิจเสื้อผ้าให้มันดี บริษัทนี้คุณย่าเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมาเองตั้งแต่สมัยที่ท่านยังมีเงินทุนไม่มากนัก ท่านถึงรักและหวงแหนมันมาก”

            “ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับคุณพ่อ”

            “เจ้าใหญ่ ช่วงนี้แกช่วยดูแลน้องสาวแกให้ดีหน่อยสิ จิงจือมั่นใจในตัวเองเกินไป วิสัยทัศน์ในการทำงานก็ยังไม่กว้างพอ แกต้องสอนงานน้องให้มากขึ้น พัฒนาให้จิงจือมีประสบการณ์และไหวพริบในการทำงานให้ดีกว่านี้ พ่อหวังว่าบทเรียนที่เกิดขึ้นครั้งนี้คงพอจะเตือนสติน้องสาวแกได้บ้าง ไม่ว่ายังไงในอนาคตกิจการของเราก็ต้องให้แกสองพี่น้องดูแลต่อ แกเข้าใจที่พ่อพูดใช่ไหม”

            “ผมไม่กล้ารับปากคุณพ่อหรอกนะครับ แต่ผมจะพยายามสอนน้องให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ก็แล้วกัน” หลินเจิ้งฉีตอบรับพ่อหลินอย่างไม่ค่อยเต็มปาก เพราะเขารู้จักนิสัยของน้องสาวดีว่าที่ผ่านมาเธอแทบจะไม่เห็นพี่ชายอย่างเขาอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ ถึงขนาดที่เธอยังคิดว่าเขาเป็นศัตรูที่จะเข้ามาแย่งตำแหน่งผู้สืบทอดกิจการกับเธออีกด้วย

     

            “คุณเจิ้งฉีไม่เจอกันนานเลยนะคะ” จูจื่อรั่วทัก

            "ช่วงนี้งานผมยุ่งน่ะครับ วันนี้คุณจื่อรั่วมาปีนเขาสายกว่าปกตินะครับ”

            “เมื่อคืนกลับถึงบ้านดึกนิดหน่อยค่ะ เช้านี้ก็เลยตื่นสาย คุณเจิ้งฉีเพิ่งจะมาถึงหรือว่ากำลังจะกลับคะ”

            “ผมก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน วันนี้เราเดินไปด้วยกันดีไหมครับ”

            “ก็ดีเหมือนกันค่ะ วันนี้เป็นวันหยุดของฉัน เพราะงั้นก็เลยไม่ต้องรีบเดินทำเวลา เดินช้าๆ สบายๆ ได้ เดี๋ยวพอเราเสร็จจากที่นี่แล้วเราไปที่ร้านอาหารของวั่งเจี๋ยต่อดีไหมคะ”

            “ดีครับ วันนี้ผมจะทำตัวเกเรสักวัน ช่วงบ่ายค่อยเข้าบริษัทก็แล้วกัน”


            หลินเจิ้งฉีกับจูจื่อรั่วใช้เวลาปีนเขาอยู่ราวสองชั่วโมง หลังจากนั้นพวกเขาก็ขับรถไปที่ร้านของมู่วั่งเจี๋ยในช่วงสาย

            “จื่อรั่ว ทำไมแกมาพร้อมกับคุณเจิ้งฉีได้ล่ะ” มู่วั่งเจี๋ยถามขณะที่เดินมาต้อนรับพวกเขา

            “ไปปีนเขาแล้วเจอกันน่ะ วันหลังแกไปเป็นเพื่อนฉันมั่งสิ ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างฉันก็กลัวเป็นเหมือนกันนะ” จูจื่อรั่วแกล้งเย้าเพื่อน

            “คงไม่มีใครกล้ามาทำมิดีมิร้ายคุณหมอจูหรอกครับ ผมกลัวก็แต่คุณจะไปทำร้ายคนอื่นแทน” มู่วั่งเจี๋ยตอบกลับ

            “แกนี่ช่างไม่มีน้ำใจเอาซะเลย ฉันไม่แปลกใจเลยที่จนป่านนี้แล้วแกยังหาแฟนไม่ได้”

            “แกหาได้แล้วเหรอ”มู่วั่งเจี๋ยถามกลับ

            “วั่งเจี๋ย แม่ฉันเคยบอกว่าผู้หญิงที่จะมาคบกับแกได้คงหนีไม่พ้นผู้หญิงที่มีนิสัยอย่างฉันกับเจินเจิน”

            “ไม่มีทาง ฉันต้องหาผู้หญิงเรียบร้อยน่ารักมาเป็นแฟนให้ได้” มู่วั่งเจี๋ยปฏิเสธอย่างไม่ลดละ

            “เพ้อเจ้อมากๆ แกดูผู้หญิงรอบตัวแกให้ดีๆ นอกจากฟางซินแล้วมีใครที่น่ารักอ่อนหวานอย่างที่แกพูดบ้าง”

            “ฉันต้องหาผู้หญิงแบบนั้นเจอแน่นอน” มู่วั่งเจี๋ยยังยืนยันคำตอบ

            “คนเรามักไม่ได้ในสิ่งที่หวังนะ แกเชื่อฉัน แฟนของแกจะต้องมีนิสัยเหมือนฉันกับเจินเจินนี่ล่ะถึงจะเหมาะ ว่าแต่ช่วงนี้เจินเจินกับฟางซินแวะมาหาแกบ้างหรือเปล่า” จูจื่อรั่วเปลี่ยนมาถามถึงเพื่อนคนอื่น

            “แกไม่ได้ติดตามข่าวมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย ตั้งแต่โดนข่าวลือโจมตี บริษัทของเจินเจินกับฟางซินก็ได้รับผลกระทบมากเลยล่ะ แต่ตอนนี้ดูเหมือนเจินเจินจะพลิกสถานการณ์กลับคืนมาได้แล้ว แถมยังเริ่มโปรเจคใหญ่อีกหลายอย่างเลยล่ะ สองคนนั้นก็เลยไม่มีเวลาแวะมาที่ร้านฉัน”

            “ข่าวลือเหรอ ข่าวลืออะไร แล้วใครเป็นคนปล่อยข่าว เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องธุรกิจ” จูจื่อรั่วถามต่อ

            “ก่อนหน้านี้แกไปจำศีลในป่ามาเหรอไง ถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย ต้นตอข่าวลือก็คือยัยคุณหนูหลินนั่นยังไงล่ะ” มู่วั่งเจี๋ยพูดจบก็นึกขึ้นได้ว่าหลินเจิ้งฉียังยืนฟังพวกเขาอยู่ เขาหันไปพยักหน้าขอโทษหลินเจิ้งฉีทีหนึ่ง

            “คุณหนูหลิน หลินกรุ๊ปน่ะเหรอ” จูจื่อรั่วถามตาโต ก่อนที่จะหันไปมองหลินเจิ้งฉี

            “จิงจือเป็นคนปล่อยข่าวลือจริงๆ นั่นล่ะครับ” หลินเจิ้งฉียอมรับว่าเป็นการกระทำของน้องสาวตัวเอง

            “เอาล่ะ วันหยุดทั้งทีไม่ต้องคุยเรื่องงานกันแล้ว แกกับคุณเจิ้งฉีนั่งรอก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันเข้าไปทำอะไรมาให้กิน” มู่วั่งเจี๋ยพูดเปลี่ยนเรื่อง เพราะนึกสงสารหลินเจิ้งฉี

            “โอเค ตอนนี้ฉันหิวมากจริงๆ” จูจื่อรั่วตอบรับ เธอเห็นด้วยกับการเปลี่ยนหัวข้อสนทนานี้ เธอมองหน้าหลินเจิ้งฉีอย่างเห็นใจ เพราะทุกครั้งที่หลินจิงจือก่อเรื่อง เขาก็จะต้องออกหน้ารับผิดต่อการกระทำของน้องสาวตัวเองเสมอ

            หลินเจิ้งฉีขอบคุณจูจื่อรั่วและมู่วั่งเจี๋ยอยู่ในใจ เขารู้ดีว่าที่ทั้งสองคนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพราะไม่อยากจะทำให้เขาลำบากใจ แต่ถึงอย่างไรเรื่องที่เกิดขึ้นกับบริษัทซูหลิวก็เกิดจากคนของเขาจริงๆ “คุณจื่อรั่วครับ เอาไว้วันหลัง ผมอาจจะรบกวนคุณให้ช่วยนัดคุณซูเจินให้ผมทีนะครับ ผมมีเรื่องอยากพูดกับเธอ คือผมมีเรื่องอยากจะขอโทษเธอด้วยน่ะครับ”

    คล้ายกับเรื่องขอโทษทีคราวนี้ฉันไม่โง่ (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน