ดวงจันทร์งามเด่นลอยอยู่บนท้องฟ้า
ลมหนาวพัดพากลิ่นอายอันอบอุ่นของข้าวฟ่างปลายฤดูใบไม้ผลิมาอย่างเบาบาง ลมพัดผ่านหน้าต่างบานเก่าเข้าไปกระทบกับเปลวเทียน ทำให้เปลวเทียนสั่นไหวส่องแสงสว่างสลับมืดไปทั่วห้อง
“ซุ่ยเอ๋อร์ เ้าอย่าได้ไปฟังคนในหมู่บ้านพูดจาเรื่อยเปื่อย เซียวจิ่งเถียนจะเคยเป็โจรได้อย่างไร” ม่ายซานเฉวียนพิงโต๊ะผิงไฟพร้อมกับปัดเสื้อคลุมผ้าเนื้อหยาบที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน จากนั้นหว่านล้อมต่อด้วยสีหน้าขื่นขม
“ตอนนี้เ้าก็รู้แล้วว่าเ้าอู๋ซานหลางนั่นมันไม่ได้จริงใจต่อเ้า มันเชื่อถือไม่ได้ วันพรุ่งนี้ตระกูลเซียวก็จะมาสู่ขอแล้ว เ้าอย่าได้มีความคิดประหลาดอะไรเด็ดขาด มิเช่นนั้นตระกูลเซียวไม่มีทางปล่อยพวกเราไว้แน่”
เซียวจิ่งเถียนชายหนุ่มหมู่บ้านใกล้เคียงที่ออกไปท่องยุทธภพอยู่หลายปี จู่ๆ ก็กลับมาเมื่อเดือนที่แล้ว จากนั้นตระกูลเซียวก็ไหว้วานให้แม่สื่อช่วยจัดแจงหาลูกสะใภ้ให้ โดยสินสอดคือแป้งสาลีหนึ่งกระสอบ
คนในหมู่บ้านต่างก็พูดกันว่าเขาไปเป็โจร เป็ปีศาจที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา
แต่หลี่ซื่อภรรยาของเขากลับไม่สนใจคำครหานี้ ทั้งยังตกลงยอมรับการแต่งงานนี้อีกด้วย
อู๋ซานหลางโกรธเป็อย่างมาก ประกาศกร้าวว่าจะพาม่ายซุ่ยหนีไปให้ไกลสุดฟ้า
แต่ในตอนท้ายกลับไม่ทำอย่างที่พูด...
“ท่านลุงคงจะเสียดายแป้งสาลีสินสอดกระสอบนั้นสินะ” ม่ายซุ่ยถามเสียงเย็น นางมองสำรวจห้องเก่าโทรมนี้อย่างนึกรังเกียจ หน้าต่างที่รั่วมีลมเข้า หลังคาเพดานที่ดำสกปรก โต๊ะผิงไฟเก่าๆ ใกล้จะพัง สิ่งเหล่านี้ทำให้นางะโร่ำร้องในใจว่าพระเ้านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นางแค่เข้าชมกระท่อมโบราณในสมัยราชวงศ์ถังแล้วถูกตาต้องใจ หลงใหลในเครื่องเคลือบสีกับตาข่ายหน้าต่างบุลายดอกไม้จนไม่ได้สติ แล้วพูดว่าอิจฉาคนสมัยก่อนที่กินดีอยู่ดีจังเลย จากนั้นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น นางถูกส่งตัวมาโผล่ที่นี่ ‘ไม่นะ...นางไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้นจริงๆ นะ ปัดโธ่!’
นางก็แค่ดื่มด่ำกับบรรยากาศจนเผลอพูดว่าอิจฉาคนสมัยโบราณ พระเ้าท่านกลับถือเป็จริงเป็จังหรือนี่!
เ้าของร่างนี้ชื่อม่ายซุ่ย บิดาจากไปั้แ่นางอายุได้เพียงแปดขวบเท่านั้น
ท่านลุงแท้ๆ ของนาง้าฮุบที่นาสองไร่ที่เป็ของบ้านนาง จึงบังคับให้อู๋ซื่อมารดาของนางแต่งงานใหม่เพื่อประหยัดอาหารที่จะต้องให้อู๋ซื่อในแต่ละวัน
ส่วนหลี่ซื่อป้าสะใภ้ของนาง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนในหมู่บ้านก็บอกว่าจะรักและดูแลทะนุถนอมม่ายซุ่ยอย่างดีให้เหมือนกับลูกสาวแท้ๆ แต่ลับหลังกลับไล่ให้นางซักผ้าทำกับข้าวหุงหาอาหาร หากมีข้อผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็จะโดนด่าอย่างไม่มีชิ้นดี ทั้งยังบอกว่าน่าจะให้นางแต่งงานไปกับแม่ของนางที่เป็ตัวกาลกิณีไปเสียพร้อมๆ กัน จะได้ไม่มาทำให้นางโมโหรำคาญใจเช่นนี้
นางใช้ชีวิตเช่นนี้มาแปดปีเต็มแล้ว
ยังดีที่เพื่อนเล่นสมัยเด็กอย่างอู๋ซานหลางดีต่อนางไม่น้อย โดยเขามักจะแอบเอาอาหารจากที่บ้านมาแบ่งให้นางกินบ่อยๆ เพราะเขารู้ว่านางกินจากที่บ้านไม่อิ่ม
ตกลงกันไว้อย่างดีว่าจะหนีไปด้วยกัน
แต่ใครจะคาดคิดว่า อู๋ซานหลางกลับไม่-ปรากฏตัว
ม่ายซุ่ยอับอายจนล้มป่วยหนัก แต่เมื่อหายป่วยแล้วม่ายซุ่ยกลับไม่ใช่ม่ายซุ่ยคนเดิมอีกต่อไป
เมื่อนึกถึงตอนนี้ ม่ายซุ่ยถอนหายใจอย่างแรง ก้มมองมือเล็กเรียวที่ผ่านการทำงานอย่างลำบากตรากตรำจนหยาบกร้าน พร้อมสบถในใจว่า ‘สาวน้อยเอ๋ย เ้าช่างโง่ยิ่งนัก คางคกสามขาแน่นอนว่าหายาก แต่ผู้ชายสองขานี่มีอยู่กลาดเกลื่อนนะ!’
‘ถ้าหากเ้าคิดได้ ข้าก็คงไม่ต้องมาที่นี่!’
‘ข้าเพิ่งจะเริ่มทำงานได้เพียงครึ่งปีกว่า อนาคตอันสดใสของข้ายังไม่ทันได้เริ่มเลยนะ!’
“ซุ่ยเอ๋อร์ ในสายตาของเ้า ลุงเป็คนเช่นนั้นหรือ?” ม่ายซานเฉวียนตะลึงไปมองหลานสาวของตน ที่ตอนนี้สีหน้าแสดงออกชัดเจนถึงความไม่พอใจ เขาจึงพูดต่ออย่างเสแสร้งว่า “ลุงคิดว่าคนที่สามารถนำแป้งสาลีหนึ่งกระสอบมาเป็สินสอดได้นั้น จะต้องใช้ชีวิตไม่ลำบากอย่างแน่นอน ลุงแค่หวังดี อยากให้เ้าไปมีความสุขก็เท่านั้น”
เมื่อถูกหลานสาวอ่านใจออก เขาก็โมโหเล็กน้อย
แปดปีมานี้ หลานสาวผู้นี้ไม่เคยเถียงเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
หลายปีก่อน ม่ายซานเฉวียนเคยเจอเซียวจิ่งเถียนแห่งหมู่บ้านหยวีจุ่ย (หมู่บ้านปากปลา)
เซียวจิ่งเถียนรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาก็ถือว่ารูปงาม แต่ได้ยินมาว่าเขาเป็คนอารมณ์ค่อนข้างฉุนเฉียวรุนแรง หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ข่าวว่าเขาไปเป็โจรแล้ว
แต่เื่แต่งงานนี้เป็ภรรยาเขาที่ตัดสินใจ เขาก็พูดอะไรมากไม่ได้
“ท่านลุง ถ้าหากว่าเป็การไปเพื่อมีความสุขจริงๆ ทำไมท่านไม่ให้ท่านพี่แต่งไปเสียเล่า?” ม่ายซุ่ยได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็รู้สึกขบขัน พร้อมพูดเสริมอย่างสบายใจว่า “ท่านอย่าลืมสิว่า ท่านพี่อายุมากกว่าข้าตั้งหนึ่งปีนะ”
ถึงแม้ว่านางไม่ใช่ม่ายซุ่ย แต่ว่าความทรงจำของม่ายซุ่ยยังคงอยู่
หากไม่ใช่เพราะชื่อเสียงในทางลบของเซียวจิ่งเถียนแห่งหมู่บ้านหยวีจุ่ยผู้นั้นเลื่องลือไปทั่ว มีหรือที่ตระกูลเซียวจะยอมนำแป้งสาลีหนึ่งกระสอบมาเป็สินสอด?
ในสิบลี้แปดหมู่บ้าน ใครๆ ก็รู้ว่าแป้งสาลีเป็สิ่งล้ำค่าหายาก
ว่าแต่หญิงสาวที่นี่ช่างไม่มีค่าเอาเสียเลย ดูหญิงงามอย่างนางสิ กลับมีค่าเพียงแค่แป้งสาลีหนึ่งกระสอบเท่านั้นหึๆ ๆ!
ทันใดนั้นเองม่านกั้นประตูที่ทำจากผ้าหยาบเก่าๆ สีฟ้า ซึ่งเต็มไปด้วยรอยปะชุนถูกเปิดสะบัดออกอย่างแรง หลังจากที่แอบฟังอยู่นานหลี่ซื่อก็อดรนทนไม่ไหว รีบก้าวเข้ามาในห้องพร้อมเท้าสะเอวคำรามเสียงดังว่า
“ซุ่ยเอ๋อร์ไหนๆ เ้าก็กล้าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะปิดบังเ้าแล้ว ข้าจะบอกให้นะถ้าหากตอนนี้เ้าไม่ใช่ว่าที่เ้าสาวของเซียวจิ่งเถียนละก็ ป่านนี้คนตระกูลอู๋แห่กันมาเอาเื่แล้ว น้ำหน้าอย่างเ้ากล้าคิดที่จะหนีตามกันไปกับอู๋ซานหลาง เ้ายังมียางอายหลงเหลืออยู่หรือไม่!”
ถึงอย่างไรนางก็เลี้ยงดูหลานสาวคนนี้มาถึงแปดปีเต็ม ถ้าหากปล่อยให้หนีตามคนอื่นไปละก็เช่นนั้นนางก็ไม่ได้อะไรเลยน่ะสิ
“พวกท่านเห็นแก่แป้งสาลีหนึ่งกระสอบ ถึงกับบังคับข้าผู้เป็หลานสาวแท้ๆ ให้แต่งงานกับโจรที่ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา ซานหลางแค่สงสารข้าจนทนดูไม่ได้ถึงคิดที่จะพาข้าหนีไป เขาแค่ไม่อยากเห็นข้าต้องตกนรกทั้งเป็ก็เท่านั้นเอง” ม่ายซุ่ยชำเลืองตามองหลี่ซื่อเงียบๆ พร้อมกับพูดจายั่วยุต่อท้าย
“ชีวิตข้ายังเกือบจะเอาไม่รอดแล้ว ยางอายจะเอาไว้ทำไมเล่า?”
“ตกนรกทั้งเป็? ซุ่ยเอ๋อร์นี่เ้ากล้าพูดว่าตระกูลเซียวเป็นรกเชียวหรือ” หลี่ซื่อยิ้มยิ้มเย็นเยียบจนมุมปากกระตุก
“หากคนอื่นได้ยินเข้าเขาจะคิดว่าพวกเรากดขี่ข่มเหงรังแกเ้าเอาได้ เ้าลองคิดดูสิ ปีนี้เ้าก็อายุครบสิบหกปีแล้ว ซึ่งก็เป็วัยที่ควรแต่งงานได้แล้ว พวกเราอุตส่าห์หวังดีช่วยจัดการให้ แต่เ้ากลับไม่รักดี ไม่เพียงแต่ไม่ยอมแต่ง แต่ยังคิดจะหนีตามอู๋ซานหลางไปอีก ถ้าหากอู๋ซานหลางดีต่อเ้าจริง เหตุใดจึงไม่ยอมนำแป้งสาลีหนึ่งกระสอบมาสู่ขอเ้าเล่า?”
เซียวจิ่งเถียนจะเป็โจรจริงหรือไม่ นางไม่สนใจใคร่รู้
นางรู้แต่ว่าหากได้แป้งสาลีกระสอบนี้ ปีนี้ทั้งปีครอบครัวนางจะต้องอยู่ดีกินดีกันอย่างแน่นอน
อีกอย่างการที่ผู้ชายโตเต็มวัยแล้วเป็หัวหน้าครอบครัว ผู้หญิงโตแล้วออกเรือนก็เป็เื่ปกติ ไม่มีใครติฉินนินทานางได้ นางเป็ป้าสะใภ้ช่วยจัดแจงเื่แต่งงานให้หลานสาวก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน
“ซุ่ยเอ๋อร์เ้าไม่คิดหน่อยหรือว่า ถึงอย่างไรตระกูลอู๋ก็เป็ถึงตระกูลนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้ พวกเขาจะชายตาแลเ้าได้อย่างไร” ม่ายฮวาค่อยๆ เดินบิดเอวเข้ามาอย่างช้าๆ ยืนพิงอยู่หน้าประตูพร้อมพูดอย่างดูถูกว่า
“เ้าคิดว่าเขาสอนเ้าอ่านเขียนได้เพียงไม่กี่ตัวก็ชอบเ้าเช่นนั้นหรือ ไม่มีทาง ถ้าหากเขารู้สึกอะไรกับเ้าจริงเขาก็ต้องพาเถ้าแก่มาสู่ขอเ้าแล้วสิ”
ม่ายฮวาเคยร่ำเรียนอ่านเขียนกับลูกพี่ลูกน้องของนางมาเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็คิดว่าตนเองเก่งกาจมีความรู้มากมาย
นางมักจะถือหนังสือรวมบทกวีเก่าๆ เล่มหนึ่งไปไหนมาไหนด้วยอยู่เสมอ และนางก็รู้สึกว่าตนเองเป็เพชรที่อยู่ในตม ในไม่ช้าจะต้องมีเ้าชายขี่ม้าขาวมารับตัวนางไปอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่สิบเจ็ดปีที่ผ่านมานี้นางได้เห็นแต่วัวสีเหลืองนวลกับลาสีดำ ยังไม่เคยเห็นแม้กระทั่งม้าขาว ดังนั้นยังไม่ต้องพูดถึงเ้าชาย
ม่ายซุ่ยเหลือบมองนางอย่างเ็า จากนั้นก็ไม่สนใจนาง
ทุกคนต่างก็เป็ชาวบ้านเหมือนกัน จะแสดงอย่างกับว่าตนเองเป็คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทำไม?
“ม่ายฮวาพูดถูก อู๋ซานหลางจริงๆ แล้วแค่อยากจะเล่นๆ กับเ้าก็เท่านั้น ถ้าหากเขาคิดจะแต่งงานกับเ้าจริง เหตุใดพวกเ้าจะต้องหนีตามกันด้วยเล่า? แค่หาคนมาสู่ขอก็เป็อันเรียบร้อยแล้ว เื่อื่นข้าไม่พูดแล้ว ให้ดูพี่สาวของเขาที่แต่งไปเข้าตระกูลสวี่ ถ้าทำเช่นนั้นก็ไม่มีทางที่พวกข้าจะปฏิเสธ” หลี่ซื่อยิ่งพูดยิ่งโมโหพูดต่ออย่างโมโหว่า “เป็เ้าที่ไม่มีสมองที่คิดจะหนีตามกันไป ที่พวกข้าเลี้ยงดูเ้ามาเ้าไม่สำนึกบุญคุณบ้างเลยรึ!”
“อะไรสำนึกไม่สำนึกบุญคุณพอเถิด นี่นางก็ไม่ได้หนีไปแล้วนี่นา” ม่ายซานเฉวียนมองสองแม่ลูกที่กำลังโกรธพร้อมพูดเสียงทุ้มต่ำ “พวกเ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ถึงอย่างไรม่ายซุ่ยก็ยังเป็เด็กอยู่ นางก็แค่ไม่รู้ความ”
เขามองไปที่ม่ายซุ่ยแล้วนึกถึงน้องชายที่จากไป รู้สึกเจ็บแปลบในใจทันที
จะโทษก็ต้องโทษที่ครอบครัวของเขายากจนข้นแค้นเกินไป ไม่เช่นนั้นจะให้หลานสาวแต่งงานออกไปเพื่อแลกกับแป้งสาลีกระสอบเดียวได้อย่างไร
“ทำไม? เ้าสงสารนางรึ?” หลี่ซื่อเห็นม่ายซานเฉวียนดูไม่สบายใจก็โมโหเป็อย่างมาก พุ่งเข้าทุบตีสามีอย่างรุนแรงเหมือนกับคนบ้าพร้อมด่าทอ “ถ้าหากไม่เป็เพราะน้องชายเฮงซวยของเ้ารีบตาย ข้าจะต้องมากลุ้มใจเื่เหล่านี้หรือ? ข้าโชคร้ายขนาดไหนที่ต้องมาแต่งให้คนน่าเบื่ออย่างเ้า ถ้าหากเ้าเก่งจริงก็ไปหาใต้เท้าสักคนให้หลานเ้าสิ!”
“เมียจ๋า...เ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...” ม่ายซานเฉวียนไม่กล้าหลบ ได้แต่ยอมให้นางทุบตีพร้อมเกลี้ยกล่อมว่า “ไม่เอาน่า...พอแล้ว ข้าไม่ดีเอง ถึงอย่างไรพรุ่งนี้ก็เป็วันมงคลของซุ่ยเอ๋อร์ ยังมีเื่ต้องรบกวนให้เ้าจัดการเตรียมพร้อมอีกมากมายไม่ใช่หรือ?”
พูดไปเขาก็ถลึงตาใส่ม่ายซุ่ยไป เพื่อส่งสัญญาณให้นางยอมลงให้แก่หลี่ซื่อ
แต่ม่ายซุ่ยกลับแกล้งทำเป็มองไม่เห็น
“ฮึ! หลานสาวของเ้าเพิ่งบอกว่าข้าผลักนางให้ไปตกนรกทั้งเป็ เช่นนี้แล้วยังจะมีอะไรให้ข้าจัดการอีก ข้าไม่ยุ่งด้วยหรอก!” หลี่ซื่อผลักม่ายซานเฉวียนออกอย่างแรงพร้อมพูดด้วยความโมโห “ม่ายซานเฉวียน! เื่ของหลานสาวเ้าต่อไปข้าจะไม่ยุ่งอีก เ้าจัดการเองแล้วกัน! ม่ายฮวาพวกเรากลับไปบ้านยายของเ้ากัน เราคงจะอยู่ที่นี่กันต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ!”
“ท่านแม่ พวกเราไปกันเถอะ! นางแต่งหรือไม่แต่งก็เื่ของนาง อย่างน้อยๆ พวกเราก็มีมโนธรรมช่วยเหลือนางแล้ว” ม่ายฮวาถลันเข้าไปประคองแขนมารดา แล้วใช้สายตาดูถูกมองไปที่ม่ายซุ่ยพร้อมพูดว่า “ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างหรือ เ้าคิดว่าเ้าจะแต่งงานกับท่านแม่ทัพคนไหนได้จริงๆ”
สองแม่ลูกต่างพากันผลักประตูเดินออกไปด้วยอารมณ์โมโห
“โธ่...พวกเ้าจะไปไหนกันเล่า มีอะไรก็พูดกันดีๆ สิ” ม่ายซานเฉวียนรีบวิ่งตามออกไปรั้งพวกนางไว้อย่างร้อนรน ทั้งสามยื้อยุดกันไปมาอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็รั้งพวกนางไว้ไม่ได้
ผ่านไปครู่ใหญ่เมื่อม่ายซานเฉวียนตั้งสติได้ก็เดินกลับเข้าไปในห้อง เขาถอนหายใจยาวพร้อมกับกุมศีรษะนั่งยองๆ ลงกับที่ผิงไฟแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าใจว่า
“ม่ายซุ่ย เ้าดูสิว่านี่มันไปกันใหญ่แล้ว พรุ่งนี้ตระกูลเซียวก็จะมารับเ้าสาวแล้ว หากป้าเ้ากลับบ้านนางไปแล้วใครจะจัดการเื่สินสอดทองหมั้นให้เ้ากันเล่า?”
“ท่านลุง ข้าไม่แต่งไม่ได้หรือ?” ม่ายซุ่ยมองสีหน้ายุ่งยากใจของม่ายซานเฉวียน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ข้าไม่รู้จักเซียวจิ่งเถียนและก็ไม่อยากแต่งงานกับเขาด้วย ขอเพียงแต่ท่านให้ข้าอยู่ที่นี่ต่อ แป้งสาลีกระสอบนั้นข้าจะหามาคืนให้ท่านอย่างแน่นอน”
“ซุ่ยเอ๋อร์ ถ้าหากเ้าไม่แต่งตระกูลอู๋ไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่ พวกเขา...พวกเขาพูดว่าเ้าหลอกล่อให้อู๋ซานหลางลุ่มหลง ขู่ว่าจะจับเ้าถ่วงน้ำตามกฎธรรมเนียมของหมู่บ้าน แต่เมื่อได้ยินว่าบุคคลที่เ้าจะแต่งงานด้วยคือเซียวจิ่งเถียน เื่นี้จึงได้เงียบไป” ม่ายซานเฉวียนพูดไปดึงผมไป “เ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะซุ่ยเอ๋อร์”
ม่ายซุ่ยตะลึงงันไปชั่วขณะ
‘นี่มันธรรมเนียมบ้าบออะไรกัน! ก็เห็นกันอยู่ว่าสองคนจะหนีตามกัน แล้วทำไมมีแค่ฝ่ายหญิงที่จะถูกจับถ่วงน้ำเล่า บ้าบอที่สุด!’
‘รื่องที่นางกับอู๋ซานหลางจะหนีตามกันไป อู๋ซานหลางเป็คนที่คิดเื่นี้ขึ้นมาเองนะ!’
‘เขาบอกว่าจะพานางไปหลบอยู่บ้านของป้าที่เมืองหยวี่โจวสักพักก็เท่านั้น ไม่ได้บอกว่าจะพานางหนีไปไกลสุดขอบโลกไม่กลับมาอีกเลยเสียหน่อย!’
เมื่อเห็นว่าม่ายซุ่ยไม่พูดไม่จา ม่ายซานเฉวียนก็รีบพูดต่อ “เ้าแต่งไปแล้วก็ใช้ชีวิตกับเซียวจิ่งเถียนดีๆ อย่าทำเหมือนกับป้าสะใภ้ของเ้าที่มีเื่อะไรก็หนีกลับบ้าน”
“ท่านลุงท่านวางใจเถิด ต่อให้ข้าถูกเซียวจิ่งเถียนตีตายข้าก็จะไม่กลับมาอีก” ม่ายซุ่ยพูดอย่างจริงจัง “นับจากวันนี้เป็ต้นไป ข้ามีชีวิตอยู่ก็เป็คนของเขา ตายไปก็เป็ผีของเขา ไม่มีทางที่จะกลับมาเหยียบตระกูลม่ายอีกแน่นอน!”
โบราณว่าไว้ต้นไม้ขยับก็ตาย แต่คนต้องขยับจึงจะมีชีวิต
เพื่อความอยู่รอด เห็นทีนางคงจะต้องแต่งงานเสียแล้ว!
“ซุ่ยเอ๋อร์ เ้าคิดมากไปแล้ว” ม่ายซานเฉวียนได้ยินเช่นนั้นก็ตะลึงงันไป จากนั้นรีบพูดอย่างตะกุกตะกักว่า “ลุงไม่ได้หมายความเช่นนั้นหรอก เมื่อมีเวลาว่างเ้าก็สามารถมาเยี่ยมเยียนได้”
ม่ายซุ่ยหัวเราะหยันเบาๆ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
ไหนๆ ก็มาแล้วก็ตามน้ำไปละกัน นางคงจะไม่ตายอีกเป็ครั้งที่สองหรอกมั้ง!
ฟ้าใกล้สาง ทันใดนั้นด้านนอกก็มีเสียงดังของประทัดจุดขึ้น
ตระกูลเซียวมารับตัวเ้าสาวแล้ว
******ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/989b72eeb7cc486fe81b7f5e2bdce5a8
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่Fisherman หนุ่มประมงที่รักที่ไหน ขอฝากแฮชแท็ก #Fisherman หนุ่มประมงที่รัก #readAwrite ด้วยน้า