“ยายจ๋า อัญถึงบ้านแล้วนะจ๊ะ” เสียงอัญณิกากรอกเสียงไปตามสายหายายเป็กิจวัตรหลังถึงบ้านอย่างอารมณ์ดี
“ไปไหนมาไหน ระวังตัวให้มากๆ นะ ยังไงก็เป็ผู้หญิงนะเรา”
“จ้ายาย อัญไปนอนก่อนนะจ๊ะ พรุ่งนี้อัญจะไปหานะยาย” หญิงสาวบอกลายายเสร็จเรียบร้อยก็วางสายไป และทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนนุ่ม เธอได้แต่คิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ถ้าเขาเป็แค่นายราฟธรรมดาที่ไม่ใช่คุณราฟก็คงจะกว่านี้มากๆ เลย หญิงสาวที่คิดอะไรเพลินๆ ก็ผล็อยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
ตึกเอสเค กรุ๊ป...
“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน” ราฟโยนแฟ้มงานลงบนโต๊ะหลังจากอ่านรายงานด่วนที่แมรี่นำมาให้
จนเลขาส่วนตัวที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเองถึงกับสะดุ้งสุดตัว หันไปมองหน้าเ้านายขั้วโลกเหนือด้วยความใเสียงที่แผดออกมาด้วยความพอใจ
“ลูกค้าหายไปได้ยังไงตั้งยี่สิบเปอร์เซ็นต์ตอบผมสิ แมรี่”
“ตามรายงานที่ได้รับมาจากแผนกการตลาดตอนนี้เรายังไม่สามารถหาคำตอบ...”
ปัง...
แมรี่พูดไม่ทันจบก็ตามมาเสียงทุบโต๊ะดังลั่น พร้อมด้วยเสียงเ้านายที่ดังราวฟ้าผ่า แค่ฟังก็รู้แล้วว่าเขากำลังอยู่ในอารมณ์โกรธกริ้วถึงขีดสุด
“ยังหาคำตอบไม่ได้ พวกคุณทำงานกันยังไง ไปตามหัวหน้าฝ่ายการตลาดมาพบผมด่วน ถ้าผมไม่ได้คำตอบภายในวันนี้เื่นี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ”
“คะ” แมรี่หมุนตัวออกไปจากห้องเ้านายที่กำลังอารมณ์คุกรุ่นด้วยความรีบร้อน ั้แ่เธอทำงานกับเขามาวันนี้ดูเขาจะโมโหที่สุดแล้ว ก็แน่ละเื่ข้อมูลบริษัทที่รั่วไหลยังหาคำตอบไม่ได้ นี่ยังจะมีเื่ลูกค้าหายไปอีก ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งกลุ้มใจ ปัญหาในบริษัทครั้งนี้ดูจะเป็เื่ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าที่เธอคิด และที่สำคัญที่สุดก็คือ ขอแค่อย่าให้ทั้งสองเหตุการณ์เกี่ยวข้องกันก็พอไม่อย่างนั้นสถานการณ์ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปเมื่อมีใครบางคนรับรู้ถึงเื่ที่เกิดขึ้น
ผ่านไปเกือบสิบนาทีคนที่นั่งทำเสียงจิ๊จ๊ะด้วยใจจดจ่ออยู่บนโซฟาภายในห้องทำงานก็ยังไม่เห็นใครเข้ามา หญิงสาวที่อยู่ร่วมห้องทำงานด้วยทนไม่ได้ที่เห็นเ้านายขั้วโลกเหนือนั่งทำหน้าเบื่อโลกแถมเสียงดังเล็กๆ ที่น่ารำคาญนั่นอีก จนเธอต้องเดินเข้ามาหาเ้านายเืร้อนด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
“คุณราฟคะ” เลขาส่วนตัวเดินมายืนข้างๆ จนเ้านายที่นั่งอยู่ต้องเงยหน้าขึ้น
“ว่าไง”
“เอ่อ...” อัญณิกาเห็นตาสีเทาดุกร้าวมองมาก็พาให้ขนลุกเกรียว จนนึกเื่ที่อยากจะพูดไม่ออกขึ้นมาซะอย่างนั้น แม้เธอจะไม่กลัวเขาเหมือนพนักงานคนอื่นๆ ก็จริงแต่แววตาแบบนี้เป็แววตาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“ตกลงว่าไง...” เหมือนคนถามจะรู้ตัวว่าตอนนี้ใบหน้าตัวเองน่ากลัวแค่ไหน เขาจึงปรับสีหน้าและแววตานิ่งขึ้นและหันกลับไปถามเลขาสาวที่ยืนอยู่อีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้อ้าปากอยู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก...
“เชิญ” ราฟะโบอกบุคคลที่กำลังเคาะประตูห้องด้วยอารมณ์ที่ยังไม่มั่นคงนัก
ประตูห้องที่ถูกเปิดออกโดยผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเ้านายหนุ่มอย่างกล้าๆ กลัว แล้วตามด้วยแมรี่ที่เดินตามหลังมาอีกที ส่วนอัญณิกาได้แต่ก้มหน้าก้มตายืนอยู่ข้างๆ เ้านาย
ราฟลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและโยนแฟ้มเอกสารที่แมรี่เพิ่งยื่นให้ลงไปบนโต๊ะด้านหน้า จนผู้จัดการที่ยืนตัวสั่นอยู่สะดุ้งโหยง
“ผมอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” ราฟถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งชัดว่าไม่พอใจเป็อย่างมาก
“คือทางเราได้รับคำสั่งจากลูกค้าเมื่อเช้าเื่้ายกเลิกคำสั่งซื้อรถรอบใหม่ที่กำลังจะเข้ามา และยังบอกอีกว่าไม่้ามัดจำคืน ซึ่งผมเห็นว่าทางเราไม่ได้เสียหายอะไรเพียง...”
“อะไรนะ!!” ราฟตะคอกใส่ผู้จัดการเสียงดังลั่น จนอัญณิกาต้องรีบคว้าข้อมือเ้านายไว้เพราะกลัวผู้จัดการฝ่ายการตลาดจะหัวใจวายตายเสียก่อน
ราฟสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความพยายามที่จะสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุเดือดอยู่ในอกหลังจากได้ยินคำว่า ‘ไม่เสียหายอะไร’ จากปากผู้จัดการฝ่ายการตลาดของตัวเอง เขาแทบจะไม่เชื่อหูเลยจริงๆ แต่จะว่าไปแล้วอาจจะเป็เขาเองที่ผิดพลาดในการบริหารที่ยกคนแบบนี้ให้ขึ้นเป็หัวหน้า แต่ยังดีที่อัญณิกาดึงสติเขาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นเข้าคงได้ทำอะไรบ้าๆ โดยการไล่ผู้จัดการที่ไร้ความรับผิดชอบออกไปแล้ว แต่ครั้งนี้คือครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ดังนั้นเขาจะให้โอกาสอีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
คนที่ค่อยปรับอารมณ์ตัวเองให้นิ่งขึ้นได้แล้วค่อยๆ พลิกข้อมือออกจากมือของเลขาส่วนตัวช้าๆ จนเธอรับรู้ว่าเขาสามารถควบคุมอารมณ์แล้ว ซึ่งสังเกตได้จากแววตาและท่าทางตอนนี้ เธอจึงยอมปล่อยมือเขาออก
“ผมว่าคุณคงไม่ได้อ่านรายงานเลยใช่มั้ย” ราฟมองหน้าที่ซีดเผือดของผู้จัดการอย่างเอาเื่ ั์ตาสีเทาดุกร้าวจนอีกฝ่ายต้องหลบตาลงต่ำด้วยความกลัว
“คุณเห็นชื่อลูกค้าที่แผ่หลาสองชื่อนั่นมั้ย นั่นมันลูกค้าประจำของบริษัท แต่คุณกล้าพูดว่าไม่เสียหายอย่างนั้นเหรอ คุณใช้สมองส่วนไหนคิด” นิ้วเรียวยาวชี้ไปชื่อบนเอกสารเพื่อให้คนที่บอกว่าไม่เสียหายดูให้ชัดๆ
“ผมให้เวลาคุณแค่หนึ่งอาทิตย์กับสองตัวเลือก หนึ่งคุณเอาคำสั่งซื้อจากลูกค้าพวกนี้กลับมา สองคุณไปหาคำสั่งซื้อกลับมาให้เท่ากับเดิม หรือสุดท้ายคุณต้องรับผิดชอบเื่พวกนี้ทั้งหมด เพราะยังไงคุณก็คิดว่ามันไม่เสียหายอยู่แล้วนิ และผมหวังว่าคำสั่งที่ผมสั่งไปจะทำให้คุณกลับไปคิดอีกครั้งว่าเื่ครั้งนี้เริ่มมีความเสียหายขึ้นมาบ้างหรือยัง แล้วก็ออกไปได้แล้ว” ราฟสั่งงานผู้จัดการจนหน้าตาตื่นเป็ที่เรียบร้อย เขาก็เดินไปยังโต๊ะทำงานตัวเอง
“คุณราฟคะ...” แมรี่เดินตามหลังมาและจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเ้านายที่กำลังอารมณ์แปรปรวนยกมือห้ามไว้ ตอนนี้เขาไม่อยากจะได้ยินอะไรทั้งสิ้น
“ออกไป...” ราฟสั่งอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและเยือกเย็นผิดปกติ จนแมรี่ต้องหันไปพยักหน้ากับอัญณิกาว่าให้รีบออกกันเถอะ
จนเหลือเพียงเ้านายที่นั่งเอามือเท้ากับพนักพิงกุมขมับอย่างกลุ้มใจ เขาคิดไม่ออกเลยว่าตอนนี้มันเกิดเื่บ้าบออะไรกับบริษัทเขากันแน่ ใครกันที่มันกล้าทำกับเขาแบบนี้ ทั้งล้วงข้อมูลบริษัท ทั้งขโมยลูกค้าคนสำคัญที่ผูกมิตรกันมานานไปได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือมันจะทำไปเพื่ออะไร นี่มันบ้าชัดๆ เขาไม่สามารถสืบหาตัวคนทำได้ด้วยซ้ำว่ามันเป็ใคร ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเครียด
ก๊อก ก๊อก ...
เสียงเคาะประตูดึงความสนใจของคนที่กำลังจมอยู่กับความคิด จนเขาต้องเงยหน้าขึ้น
‘นี่มันบ้าชัดๆ’ ราฟสบถในใจ
ภาพที่อัญณิกาเดินยิ้มแฉ่งเข้ามาทำเอาหัวใจของเขาที่หงุดหงิดเมื่อครู่ กลับมาเต้นแรงจนเ้าของหัวใจเองยังใ แต่อยู่ๆ หัวใจที่กำลังพองโตก็เหี่ยวลงทันตาเมื่อเห็นสิ่งที่เธอถือติดมือมาด้วย
“คุณราฟ... ชาไข่มุกคะ” เธอยื่นแก้วในมือไปตรงหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้มสดใส
แม้คนรับไม่ได้เต็มใจรับเพราะไม่ชอบความหวานของมันสักเท่าไหร่ แต่เพราะรอยยิ้มเจิดจ้านั่นหรอกนะที่ทำให้เขายื่นมือออกไปรับเ้าแก้วน้ำเชื่อมนั่นมา เมื่อเ้านายรับไมตรีจากเธอเธอเรียบร้อย หญิงสาวที่เห็นเ้านายอารมณ์ดีขึ้นจึงขยับเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะเ้านายออกและถือวิสาสะนั่งลงไปทันทีโดยไม่ต้องรอให้เ้าของเชื้อเชิญแต่อย่างใด
“เธอเอาชาไข่มุกมาให้ฉันทำไม” ราฟอดสงสัยสิ่งที่อยู่ในมือไม่ได้
“คุณราฟคงยังไม่รู้สินะคะ ว่าน้ำตาลจะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น ดังนั้นสิ่งนี้ช่วยได้รับไปเถอะคะไม่ต้องเกรงใจ”
ใจจริงของเ้านายอยากจะบอกหญิงสาวตรงหน้าไปว่าไม่ได้เกรงใจแต่เขาแค่ไม่ชอบของหวาน แต่ก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย ดังนั้นที่เขาทำได้คือรับมันมาเท่านั้นเอง
“ขอบใจ” ราฟวางแก้วลงและหันไปมองเลขาสาวที่จ้องเขาตาไม่กระพริบจนต้องเอ่ยถาม
“มีอะไร... ไม่ไปทำงานหรือไง” เ้านายชี้นิ้วไปที่โต๊ะกิตติมศักดิ์ของเลขาส่วนตัวมุมห้อง จนเลขาส่วนตัวที่นั่งอยู่ต้องยิ้มแห้งๆ และส่ายหน้ายิกๆ เพราะเธอยังไม่หมดธุระที่จะคุยกับเขา
“คุณราฟ คุณว่าทั้งเื่ข้อมูลที่รั่วไหลออกไปกับเื่ลูกค้านี่เป็ฝีมือคนเดียวกันหรือเปล่า” หญิงสาวที่ใครรู้ถามในสิ่งที่สงสัยทันที
“ก็อาจจะใช่ หรือเธอคิดว่ายังไง”
“ฉันก็คิดแบบคุณแหละคะ แต่ที่ฉันสงสัยมากกว่านั้นคือ ข้อมูลทั้งหมดมันเป็ข้อมูลที่ลับเฉพาะทั้งนั้น ไม่ใช่ใครก็เรียกดูได้ ดังนั้น...” หญิงสาวที่พูดไม่ทันจบได้แต่ทำหน้าครุ่นคิด จนคนฟังต้องมีสีหน้าครุ่นคิดตาม จนรอคำตอบไม่ไหวถึงเอ่ยถาม
“ดังนั้น...”
“เฮ้อ... ช่างเถอะ” เธอถอนใจออกมาทันที
“ฝ่ายการตลาดใช่มั้ย” ราฟมองหน้าหญิงสาวแล้วส่ายหัวน้อย ผู้หญิงอะไรอ่านง่ายจริงๆ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เธอที่สงสัยเื่นั้น เขาเองก็เช่นกัน
“ใช่คะ แต่เราก็ไม่อาจรู้ได้ ดังนั้นพูดไปก็เหมือนจะปรักปรำเขาเปล่าๆ”
“นั่นเป็สาเหตุที่แฟ้มกองโตนั่นอยู่บนโต๊ะเธอไง ฉันอยากได้ข้อมูลที่แปลกที่สุดในประวัติของพนักงานกองนั้นมา”
หญิงสาวตาโตขึ้นอย่างคนเพิ่งเข้าใจสัจธรรมของที่มาของเอกสารกองนั้น ตอนแรกเธอแค่นึกว่าเขา้าจะแกล้งเธอเฉยๆ แต่ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว ดังนั้นตอนนี้สิ่งที่เธอจะช่วยเขาได้คือ การทำงานเอกสารนั่นให้เร็วที่สุด ซึ่งเธอก็ไม่รอช้าเธอลุกขึ้นจากเก้าอี้รับแขกหน้าโต๊ะเ้านาย พุ่งไปที่เก้าอี้ของตัวเองทันที และหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดอย่างตั้งใจ จนเ้านายที่เห็นได้แต่ส่ายหัว แต่พอหันไปเห็นแก้วชานมไข่มุกก็ถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังใส่ใจความรู้สึกเขา
แม้เวลาล่วงเลยมาจนพระอาทิตย์ตกดินทั้งเ้านายและเลขาส่วนตัวก็ไม่มีใครมีทีท่าจะขยับลุกขึ้นออกจากกองเอกสารตรงหน้าสักนิดเดียว จนเ้านายที่เพิ่งจะรู้ว่านี่ก็เริ่มค่ำแล้วเงยหน้ามองเลขาสาวที่ยังง่วนกับเอกสารด้วยความตั้งใจ ซึ่งมันเป็เื่ที่ผิดปกติก็ว่าได้ เพราะเธอเปรียบดังนาฬิกาสำหรับเขา เพราะทุกมื้อที่เป็มื้ออาหารเป็เธอที่จะรู้ตัวก่อนเสมอ แต่วันนี้กลับแปลกไป จนเป็เขาเองที่ต้องลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง แต่หญิงสาวที่ยังจดจ่ออยู่กับงานของตัวเองก็ยังคงไม่ยินเสียงปิดประตูของเ้านายอยู่ดี
แต่อยู่เมื่อประตูห้องทำงานถูกเปิดออกอีกครั้งพร้อมด้วยกลิ่นหอมแตะจมูก จนหญิงสาวที่นั่งทำงานอยู่ต้องรีบเงยหน้าขึ้นทันที สายตาก็ดันสบกับมือที่กำลังยื่นถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลิ่นหอมกลุ่นลงบนโต๊ะเธออย่างช้าๆ จนหญิงสาวต้องเงยหน้ามองเ้าของมืออีกครั้งสลับกับถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรงหน้า แต่ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวว่าเธอคิดอะไรจึงรีบชิงพูดก่อน
“ฉันหิวก็เลยไปหาอะไรกิน และ เอ่อ... คิดว่าเธอคงหิวเหมือนกัน ฉันเลย...” เ้านายพูดตะกุกตะกักจนลูกน้องต้องชิงพูดก่อน
“ขอบคุณนะคะ” เลขาส่วนตัวยิ้มแก้มปริให้เ้านาย จนเขาต้องทำเฉยแล้วก้มหน้าทานพร้อมกับสะโพกที่ค่อยๆ หย่อนลงนั่งเก้าที่ตรงข้ามหญิงสาว
อัญณิการีบหยิบถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหอมกลุ่นที่กำลังร้อนตรงหน้าขึ้นสูดดมด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ตอนแรกเธอก็ไม่ได้หิวอะไรหรอกแต่พอได้กลิ่นหอมๆ เท่านั้นแหละต่อมความหิวก็ทำงานขึ้นทันที
ราฟส่ายหัวให้หญิงสาวตรงหน้า ผู้หญิงอะไรมีความสุขง่ายเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ผ่านมาของเขา แม้เขาจะให้เช็คไปหลายแสนบาทก็ไม่เห็นว่าสาวๆ คนไหนจะมีทีท่ามีความสุขได้เท่ากับหญิงสาวที่ได้รับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราคาสิบสองบาทจากเขาสักคน หลังจากทั้งคู่ต่างกินอาหารเย็นง่ายๆ กันอย่างอิ่มหนำสำราญเรียบร้อยก็แยกย้ายกันทำงานต่อ
จนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ราฟที่รู้สึกเมื่อยเนื้อตัวไปหมดจึงยกมือขึ้นบิดแขนไปมาไล่ความเมื่อยล้าตามร่างกาย แต่สายตาพลันเหลือบไปเห็นยายเลขาตัวยุ่งดันก้มหน้ามุดลงในกองเอกสารไปเรียบร้อยและดูสภาพก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเธอกำลังฝันดีอยู่แน่ๆ เขาจึงหันไปมองนาฬิกาที่ผนังห้องซึ่งบอกเวลาว่าตอนนี้เริ่มจะเข้าสู่วันใหม่แล้ว นั่นทำให้เขาละมือจากเอกสารตรงหน้าทั้งหมด และเดินมาที่โต๊ะยายเลขาตัวยุ่งแทน
‘แล้วจะเอายังไงกับยายตัวยุ่งละเนี่ย’
ถึงในใจจะพร่ำคิดแต่มือดันเผลอไปอุ้มคนหลับขึ้นมาแนบอกอุ่นเรียบร้อย และพาตรงไปยังห้องพักชั้นบนสุดเช่นเคย ราฟค่อยๆ ใช้มือเดียวเปิดประตูห้องนอนอย่างระมัดระวังเพราะกลัวหญิงสาวที่กำลังหลับฝันดีจะตื่น แต่จริงๆ ถ้าอุ้มมาได้ถึงขนาดนี้จนจะถึงอยู่แล้ว หญิงสาวขี้เซาในอ้อมแขนก็คงจะไม่ตื่นกับแค่เสียงประตูที่ถูกเปิดออกหรอก
ราฟค่อยๆ วางหญิงสาวขี้เซาลงบนเตียงและค่อยๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไว้ให้เพราะกลัวว่าเธอจะหนาว เขาแอบนั่งลงข้างเตียงที่หญิงสาวนอนอยู่และลอบมองใบหน้าหวานเกลี้ยงเกลาตรงหน้า ั้แ่เธอเข้ามาในชีวิตเขาทุกอย่างมันดูจะผิดรูปผิดรอยจากสิ่งที่เคยเป็ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นิสัย หรืออารมณ์ จนบางครั้งเขาเองก็ต้องแปลกใจ แต่พอมาคิดดูดีๆ อีกทีมันก็เป็สิ่งที่ดีขึ้นไม่ใช่เหรอ แม้ตอนนี้เขายังตอบไม่ได้ว่าเขารู้สึกกับเธอยังไง แต่ที่เขาตอบได้แน่ๆ คือ เขารู้สึกดีที่มีเธออยู่ใกล้ๆ
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อไม่ทำให้เสียงดังขึ้นรบกวนคนที่นอนหลับอยู่เพื่อไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยในห้องน้ำ และจะได้นอนซักที วันนี้มันช่างเป็วันที่หนักหนาพอแล้วสำหรับเขา
อัญณิกาเปิดตาโพลงขึ้นด้วยใบหน้าตื่นตระหนก เธอใจนหัวใจเกือบหลุดจากร่างตอนที่เขาอุ้มเธอขึ้น และวางเธอลงบนเตียง แต่เธอไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลที่ว่า เธอไม่รู้จะต้องทำหน้ายังไงถ้าลืมตามาแล้วต้องสบตากับเขา ดังนั้นที่เธอทำได้ก็คือการตามน้ำไปก่อน แต่อยู่ๆ เธอต้องพับความคิดทั้งหมดลงกระเป๋า และหลับตาลงอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคนในห้องน้ำกำลังจะเดินเข้ามาภายในห้องอีกครั้ง
ชายที่จัดการกับตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วได้แต่ยืนชั่งใจว่าเขาควรจะนอนที่ไหนดี ครั้นจะไปนอนบนโซฟามันก็สปริงดีเกินไปจนเขาไม่สามารถหลับได้ทั้งคืนแน่ หรือจะนอนบนพื้นก็คงไม่ใช่เื่เพราะมันน่าจะแข็งเอาการอยู่ เพราะฉะนั้นที่ที่ดีที่สุดคือ พื้นที่ว่างๆ ข้างเตียงที่หญิงสาวกำลังนอนอยู่นั่นเอง ซึ่งเขาไม่ได้แค่คิดเท่านั้นขายาวๆ ก็ก้าวขึ้นเตียงอย่างหมายมั่น จนคนที่ไม่ได้นอนหลับจริงๆ อีกฝั่งของที่นอนหัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกอยู่แล้ว เธอจึงได้แต่นอนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ แต่ด้วยความเหนื่อยอ่อนมันทำให้เธอผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คืนนี้เธอหลับสบายและฝันดีที่สุดนับั้แ่ยายเข้าโรงพยาบาล
หญิงสาวที่กำลังหลับพริ้มอย่างสบายอารมณ์ต้องเปิดเปลือกตาขึ้นเพราะแสงแดดยามเช้าที่กำลังส่องผ่านม่านสีขาวใสขุ่นมาที่เธอพอดี เธอพยายามคลำหานาฬิกาปลุกเหมือนทุกเช้าที่เธอตื่นมา แต่วันนี้เธอรู้สึกว่าเตียงแข็งกว่าทุกวันจนต้องเบิกตาให้กว้างขึ้นเพื่อที่จะมองบรรยากาศรอบๆ ให้ชัดเจนอีกครั้ง จนเห็นดวงตาสีเทาที่จ้องเธออยู่ก่อนแล้ว
‘บ้าจริงฝันอะไรแต่เช้า’
หญิงสาวที่ยังไม่รู้ตัวพึมพำในใจแต่อยู่ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็แวบเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วจนหญิงสาวต้องอุทานขึ้น
“คุณราฟ!”
“ใช่! ก็ฉันนะสิ ว่าแต่ลุกออกไปจากตัวฉันได้หรือยัง”
คำพูดของเ้านายขั้วโลกเหนือทำเธองงจนต้องก้มหน้ามองอีกครั้ง
“กรี๊ด...” เสียงกรีดร้องโวยวายของอัญณิกาทำให้คนที่ถูกคนทับอยู่รีบลุกขึ้น จนหญิงสาวขี้เซาที่ซบอกเขาอยู่ทีแรกหมุนกลิ้งจนเกือบตกเตียง
“ทำไมคุณไม่ใส่เสื้อ” หญิงสาวหลับตาปี๋
“ใครเขานอนใส่เสื้อกันร้อนจะตายไป” คนโดนว่าพูดอย่างสบายอารมณ์
“แต่มีฉันอยู่ในห้องด้วยนะ” หญิงสาวเถียงกลับอย่างเร็ว
“นี่เธอยังไม่เห็นร่างกายฉันจนชินอีกหรือไง” ปกติเขาก็ใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวให้ดูออกบ่อย
“ใครมันจะชินกันเื่แบบนี้กันละ คุณเข้าห้องน้ำไปเลยนะ เดี๋ยวฉันจะไปในครัวแล้ว”
ราฟได้แต่ส่ายหัวให้หญิงสาวตรงหน้าแต่ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนที่ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก เขาเดินเข้ามาใกล้ยายตัวเล็กจอมยุ่งบนเตียง และเขาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้แม้หญิงสาวจะไม่ว่าเขากำลังจะทำอะไรแต่ที่รู้คือเขาอยู่ใกล้มาก เพราะเธอก็จำกลิ่นเขาได้ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ทักท้วงชายหนุ่มที่นึกสนุกก็พ่นลมใส่หูหญิงสาวเหมือนที่เขาชอบทำทุกครั้งที่เธอหลบหน้าเขาเวลาเขาไม่ใส่เสื้อ จนเธอขนลุกเกลียวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูก
‘เ้านายบ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะ’ หญิงสาวที่หลับตาอยู่ได้แต่นึกในใจ
จนเสียงประตูห้องน้ำที่แยกไปในห้องแต่งตัวปิดลง หญิงสาวจึงะโออกจากเตียงเ้านายและวิ่งเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดเข้าเปลี่ยนใจหรือลืมอะไรขึ้นมาเดี๋ยวจะมายุ่งกับใบหูเธออีก
‘บ้าจริงๆ เลย’ แค่คิดหญิงสาวก็ใบหน้าแดงก่ำ
“เธอจะไปทำงานทั้งแบบนี้เลยเหรอ” เ้านายตัวดีที่จัดการตัวเองเรียบร้อยเดินมานั่งที่โต๊ะกินข้าวที่มีอาหารพร้อมอยู่แล้ว
“ใช่คะ หรือถ้าเ้านายใจดีจะอนุญาตให้ฉันกลับไปอาบน้ำที่บ้านก่อนก็จะดีมากเลยคะ”
“ได้สิ” คนที่กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มเอ่ยขึ้น
“ขอบ...” หญิงสาวที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ตามคำขอจริงๆ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แต่ประโยคถัดมาที่ได้ยินทำให้เธอหุบยิ้มทันที
“แต่ที่นี่นะ” ราฟหันไปส่งมองหน้าเลขาสาวที่หุบยิ้มลง ก่อนจะพูดต่อ
“หรือจะไปทำงานทั้งกลิ่นแบบนี้ก็นะ เมื่อคืนก็ไม่ได้อาบนิ”
“คุณราฟ!” หญิงสาวที่ยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ครัวเสียงดังขึ้น
“แล้วแต่เธอ...” คนพูดยกแก้วกาแฟขึ้นจิบต่อ
หญิงสาวที่ไม่พอใจคำพูดเ้านายเดินผ่านเขาเข้าไปในห้องน้ำทันที วิจารณ์เื่อะไรก็วิจารณ์ได้แต่วิจารณ์เื่ความสวยและกลิ่นตัวมันก็เกินไปนะ อย่างน้อยเธอก็เป็ผู้หญิง
หญิงสาวที่เข้ามาในห้องน้ำกว้างได้แต่หันรีหันขวางว่าเธอจะใช้เครื่องอาบน้ำเขาได้หรือนี่ แต่ละอย่างดูจะราคาแพงทั้งนั้น แต่ในเมื่อเขาพูดแบบนั้นเธอก็จะอาบน้ำให้หอมฉุยด้วยข้าวของราคาแพงเขานี่แหละ
‘พอได้อาบน้ำแล้วมันสดชื่นจริงๆ’
อัญณิกาคิดในใจ แต่ปัญหาถัดไปก็คือ เธอจะใส่อะไรละทีนี้ แต่อยู่ๆ ก็มีเสียง์มาโปรด
“ชุดคุณอยู่ข้างนอกนะ”
เ้านายผู้ปากร้ายแต่ใจดีะโมาเหมือนรู้ใจ จนคนในห้องน้ำรีบใส่เสื้อคลุมออกมายังห้องแต่งตัว และเห็นถุงกระดาษตั้งอยู่บนโต๊ะเล็กพอดี เธอจึงเปิดดู แต่อยู่ๆ ใบหน้าหญิงสาวต้องร้อนผ่าวเมื่อเธอเห็นชั้นในสองชิ้นภายในถุงด้วย
‘แล้วเขารู้ขนาดเธอได้ไง แต่อย่างว่าผ่านสังเวียนมาเยอะ แค่นี้คงไม่ใช่ปัญหาสินะ’
เ้าตัวที่กำลังนึกเื่สนามรบที่เ้านายผ่านมาก็กำถุงจนย่นด้วยความไม่พอใจสักเท่าไหร่ แต่พอเธอนึกขึ้นได้ก็ต้องรีบสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดที่น่ากลัวออกไป
‘เธอคิดแบบนี้ไม่ได้...’
เธอไล่ความคิดที่สับสนออก และจัดการหยิบเสื้อผ้าออกจากถุงแต่สายตาดันไปสะดุดกับป้ายราคาเข้าพอดี
“แปดพัน! เสื้ออะไรของเขาเนี่ย” หญิงสาวที่เห็นราคาเสื้อถึงกับใรีบเดินออกไปโดยลืมไปว่าตอนนี้เธอมีแค่เสื้อคลุมห่อหุ้มตัวอยู่เท่านั้น
“คุณราฟ!”
ปุ๊ป...
เสียงแฟ้มที่ล่วงจากมือมาดาเรียกให้สติอัญณิกาในเสื้อคลุมให้กลับมาอีกครั้ง
“พี่มาดา” อัญณิกาเรียกเลขารุ่นพี่เสียงหลงสลับกับมองสภาพเนื้อตัวของตัวเองตอนนี้
‘โอ๊ย... สติ อัญณิกา สติเธออยู่ไหน’
“เอ่อ...” มาดาที่เห็นภาพตรงหน้าก็ทำอะไรไม่ถูกจึงได้แต่ก้มหยิบแฟ้มที่ร่วงหล่นจากมือวางบนโต๊ะเ้านาย และหันหลังออกไป
หญิงสาวที่โดนเข้าใจผิดได้แต่ทำหน้าเหวอจนพูดอะไรไม่ออก ส่วนเ้านายที่นั่งอยู่ก็ทำหน้าเฉยๆ ราวกับไม่ได้เกิดอะไรขึ้น
“คุณราฟ คุณทำอะไรเนี่ย” หญิงสาวถึงกับหลับตาแน่นเดินเอามือกุมขมับ เขาจะเรียกมาดาขึ้นมาทำไมตอนนี้
“โอ๊ย แล้วฉันจะอธิบายว่ายังไงเนี่ย” อัญณิกาได้แต่พึมพำ
จนคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวแทบจะหลุดขำกับท่าทีของหญิงสาวที่ดูเดือดร้อนเสียเหลือเกิน ก็แค่เห็นเธออยู่กับเขาไม่เห็นจะเป็อะไรเลย สาวๆ คนไหนก็อยากให้คนอื่นเห็นภาพแบบนี้ทั้งนั้นแหละ
“ฉันให้มาดาเอาแฟ้มที่การตลาดเพิ่งได้ลูกค้าใหม่เพิ่มมาสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาให้ ส่วนไอเื่อธิบายอะไรของเธอนะ ถ้ามันยากนักก็ไม่ต้องอธิบาย”
“คุณนี่นะ ฉันจนใจจะพูดกับกับคุณแล้วจริงๆ” พูดจบหญิงสาวก็ตั้งท่าหันหลังเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว แต่พอเธอนึกอะไรออกก็ต้องหยุดฝีเท้าไว้และเอ่ยออกไป
“ห้ามหักค่าเสื้อผ้ากับเงินเดือนฉันเด็ดขาด ถือว่าแลกกับโอทีเมื่อวาน” อัญณิกาเดินเข้าห้องแต่งตัวทันที ทิ้งให้คนที่นั่งอยู่ส่ายหัวไปมา
‘ตกลงใครเป็เ้านายกันแน่’
“พิม พิม พิมขวัญ” มาดาร้องเรียกเพื่อนรักมาแต่ไกล
“อะไร แกเห็นผีมาหรือไง” พิมขวัญที่นั่งจัดเรียงเอกสารถามขึ้นอย่างไม่ได้ใส่ใจ เพราะทุกเื่สำหรับมาดา เธอตื่นเต้นเสมอ
“ยิ่งกว่าเห็นผีอีก” มาดาวิ่งหน้าตาตื่นมายืนหน้าโต๊ะทำงานด้วยอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่งบวกด้วยความใเมื่อครู่
“อะไรอีกละ”
“ยัยอัญ ฉันเห็นยัยอัญ”
“นี่... เห็นยัยอัญแล้วจะตื่นเต้นทำไม เธอนี่ชักจะเพ้อใหญ่แล้ว” พิมขวัญเงยหน้ามองเพื่อนอย่างเซ็งๆ แต่พอได้ยินประโยคถัดมาเท่านั้นแหละคนที่กำลังทำหน้าเซ็งเพื่อนก็มีสีหน้าไม่ต่างจากเพื่อนที่มาแจ้งข่าวสักเท่าไหร่
“ยัยอัญใส่เสื้อคลุมและอยู่บนห้องชุดคุณราฟข้างบนนะ”
“ห๊ะ”
“ห๊ะอะไรละ โอ๊ย ฉันเป็ห่วงยัยอัญจริงๆ เลยแก”
“คงไม่มีอะไรหรอก” แม้ปากคนพูดว่าไม่มีอะไรแต่ในใจก็อดห่วงเลขารุ่นน้องไม่ได้เช่นกัน
‘ขอให้คุณราฟจริงจังกับยายตัวเล็กก็แล้วกันนะ’
“แต่ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย” มาดาเอ่ยสิ่งที่คิดออกไป เธอหวังว่าเธอคงจะแค่คิดไปเอง
........................................................................................................
ขอบคุณสำหรับการติดตามอย่าลืมเพิ่มเข้าชั้นหนังสือกัน และกดlove เพื่อรออัพเดตนะจ้า
มาพูดกับไรท์ได้นะจ๊ะ ด่าได้ถ้าไรท์ทำร้ายตัวละครเกินแต่อย่าแรงเดี๋ยวไรท์เจ็บนะจ๊ะ รีดที่รัก ....
ฝากติดตามเพจในลิิ๊งค์ด้านล่างหรือ คลิ๊กที่นี่
https://www.facebook.com/ainkfanamtalay/
