“ทำไมวันนี้กลับบ้านช้าจัง" เกวลินยืนเท้าสะเอวอยู่หลังประตูบ้าน “นึกว่าโดนสัตว์อสูรงาบไปแล้วซะอีก”
“ทำไงได้ ก็หมู่บ้านโดนบุก ผมก็ต้องอยู่เพื่อป้องกันของของผมสิ จริงไหม?” เตชินท์ตอบแบบขอไปที เขาไม่ได้สนใจท่าทางที่บึ้งตึงของพี่สาวเขาด้วยซ้ำ
หลังได้ยินสิ่งที่น้องชายพูด เกวลินขมวดคิ้วหรี่ตามองเตชินท์ทันที จนถึงตอนนี้เธอก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ยิ่งหนนี้กลับมาเล่าให้ฟังว่าหมู่บ้านโดนบุกอีก นี่น้องชายเธอเก่งถึงขนาดป้องกันหมู่บ้านจากการโดนรุกรานได้ภายในวันเดียวเลยอย่างนั้นเหรอ? ยังมีคำถามผุดขึ้นมาอีกมากมาย แต่หลาย ๆ คำถามเธอเคยถามไปแล้วและน้องชายเธอตอบได้อย่างจะแจ้ง แต่มันก็ยากที่เธอจะทำใจเชื่อได้
ตุ้บ!
ทันทีที่ถึงโต๊ะอาหาร เตชินท์ก็โยนธนบัตรหนึ่งมัดที่เขาได้มาลงบนโต๊ะ เป็ใครบ้างจะไม่ตาโตเมื่อเงินก้อนโต
“เอาเงินนี่มาจากไหน?” เกวลินรีบถามเตชินท์ทันทีขณะกรีดก้อนธนบัตรเล่น
“ผมก็เคยบอกพี่ไปแล้วไงว่าหลังจากนี้พี่ไม่ต้องกังวลเื่เงินอีกต่อไปแล้ว” น้ำเสียงเตชินท์ช่างราบเรียบจนเกวลินจับไม่ได้ว่าเขากำลังพูดจริงหรือกำลังล้อเธอเล่นอยู่ เตชินท์ไม่สนใจ เขากล่าวต่อว่า “ส่วนนั่นก็ได้มาจากค่าใช้ประตูมิติที่หมู่บ้านที่ผมเป็เ้าของอยู่ไง ในอนาคตก็คงจะมีอีก อย่างค่าที่พัก ค่าเปิดแผงขายของ และอีกหลายค่า ๆ ถ้าคิดอะไรออก”
เกวลินตกตะลึง เธอจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว เธอเริ่มเชื่อแล้วว่าเื่หมู่บ้านที่น้องชายของเธอคอยโม้มาในสองสามวันนี้เป็เื่จริงเสียแล้ว จากเงินปึกนี้ เธอเชื่อว่าต้องมีมากกว่าหมื่นเหรียญแน่ ๆ ซึ่งนั่นน้องชายเธอไม่มีทางหามาได้ภายในสองสามวันนี้แน่
ความจริงแล้วเตชินท์ให้เงินพี่สาวของเขามากถึงสามหมื่นเหรียญ ส่วนตัวเขาเองตอนนี้เก็บติดตัวไว้สามหมื่น เขาเก็บมาได้จากสี่คนแรกที่เขาเจอและเคยแจ้งราคาไว้ ส่วนอีกสองหมื่นเป็อะไรที่เหลือเชื่อว่ามีคนพกเงินหมื่นเดินไปเดินมาในมิติมาตุภูมิด้วย ส่วนวันพรุ่งนี้เขาควรจะได้เพิ่มอีกหลายหมื่นเหรียญ
เป็ที่น่าเสียดายที่บ้านพักยังมีน้อยเกินไป จึงทำให้เขาต้องยอมลดค่าเช่าบ้านพักลงเพราะต้องให้ทุกคนแบ่ง ๆ กันอยู่ไปก่อนบ้านละสองถึงสามคนแล้วแต่ขนาดบ้านและความพึงพอใจ และบางคนก็เลือกจะจ่ายด้วยเนื้อสัตว์อสูรขั้นวิวัฒนาการด้วย จึงทำให้รายได้เขาลดลงไปบ้าง มิฉะนั้นเขาคงได้เพิ่มอีกเกินแสนเหรียญไปแล้ว ซึ่งนั่นถ้าพี่สาวของเขารู้คงช็อกตาตั้งแน่ ๆ
เตชินท์เริ่มลงมือกินมือเย็นที่พี่สาวทำตั้งไว้ให้ แต่พี่สาวของเขาก็ยังไม่เลิกหรี่ตาจ้องเขาราวกับจะมองเขาให้ทะลุให้ได้อยู่นานสองนาน ในที่สุดเธอก็เอ่ยออกมาว่า “พรุ่งนี้พี่จะเริ่มออกเดินทางไปหานาย ถ้ากลับมาแล้วไม่เจอพี่ก็ไม่ต้องในะ”
“มีใครมากับพี่บ้าง?” เตชินท์ถามสวนทันที เขาให้ความสำคัญเื่ความปลอดภัยของพี่สาวของเขามากที่สุด เขาไม่้าให้เธอมาเพียงลำพังจริง ๆ
“น่าจะสองคนแน่ ๆ ส่วนคนที่สามเขายังลังเลอยู่” เกวลินตอบอย่างไม่ใส่นัก
“มีใครบ้าง?” เตชินท์ถามย้ำ
“จะรู้ไปทำไม? ต่อให้บอกนายไป นายก็ไม่รู้จักพวกเขาอยู่ดี” เกวลินสวนกลับอย่างหงุดหงิด
“ก็ควรรู้ไว้บ้างไม่ใช่หรือไงเล่า เกิดพี่ขาดการติดต่อไปนาน ๆ ผมจะได้ลองไปถามหาจากคนที่ไปกับพี่ดูไง” เตชินท์หมายความอย่างที่พูดจริง ๆ
แม้ไม่อยาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ เกวลินกัดฟันยังขุ่นเคืองก่อนจะตอบว่า “คนที่ชัวร์ชื่อจองกุกกับสายธาร ส่วนอีกคนที่ยังไม่ชัวร์แต่เป็คนที่ฉันอยากให้ไปด้วยมากที่สุดเพราะดูเหมือนจะเป็คนรู้ทางไปเขตไฟร์คริสตัลมากกว่าใคร เขาชื่อโคลอี้”
ทันทีที่ได้ยินชื่อ ‘โคลอี้’ หัวสมองเตชินท์ทำงานหนักทันทีและได้คำตอบออกมาว่า ‘นั่นคือชื่อของคนที่ฆ่าพี่นี่!’
“คงไม่ใช่คนเดียวกันหรอกใช่ไหม?” เตชินท์พูดกับตัวเอง
“มีอะไรงั้นเหรอ?” เกวลินหรี่ตามองถามเตชินท์เพราะเห็นน้องชายของเธอมีท่าทีแปลก ๆ
“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร” เตชินท์รีบส่ายหัวทันที
“ครับหายไปอีกแล้วนะ” เกวลินทำสายตาขุ่นเคืองใส่ ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้สายตาจริงจังขณะพูดต่อว่า “แล้วอย่าลืมกลับบ้านมาทุกวันล่ะ ต่อให้ฉันไม่ได้กลับมาทุกวันก็เถอะ”
เตชินท์ได้แต่ยิ้มเหยเกออกมาขณะคิดว่า ‘เป็ชายวัยกลางคนที่ต้องใช้ชีวิตในร่างเด็กวัยรุ่นนี่มันยุ่งยากจริง ๆ ให้ตายสิพับผ่า’
คงเป็คนละโคลอี้แหละ แต่ถ้าใช่ ไว้ค่อยคิดอีกทีว่าจะทำยังไง เพราะอย่างไรเสียก็อีกหลายปีกว่าจะถึงวันนั้น
เตชินท์ยังคงคิดไม่ตกมาั้แ่เมื่อคืน จนตอนนี้เขากลับเข้ามายังมิติมาตุภูมิอีกครั้งก็ยังคงคิดอยู่
จริงอยู่ว่าเขาจำชื่อได้ แต่เขาไม่รู้เบื้องลึกเื้ัของคนที่ชื่อโคลอี้เลย เขาไม่รู้ว่าโคลอี้เคยสนิทกับพี่สาวของเขามาก่อนหรือเปล่า เพราะในความทรงจำของเขา กว่าเตชินท์จะได้เจอกับพี่สาวก็ปาเข้าไปปีที่สี่ที่ห้าหลังจากเขาเข้ามิติมาตุภูมิครั้งแรกแล้ว มันมีความเป็ไปได้มากมายที่อาจจะเป็ละโคลอี้กัน เพราะคนที่ชื่อโคลอี้อาจมีเป็สิบเป็ร้อยเป็พันหรือมากกว่าล้านคนก็เป็ไปได้ เตชินท์จึงพยายามปลอบใจตัวเองว่าอาจเป็คนละโคลอี้เสียมากกว่า
“หัวหน้า สวัสดียามเช้า” โจเซฟกล่าวทักทายทันทีที่เห็นเตชินท์
“เรียกเตชินท์ก็พอ” เตชินท์บอกชื่อตัวเองออกไปอย่างง่าย ๆ เขาเชื่อว่าต่อให้รู้ถึงชื่อจริงเขา แต่มันก็ยังยากเกินไปที่จะรู้ถึงตัวตนเขาบนโลก
“ได้” โจเซฟตอบรับอย่างว่าง่าย
“เมื่อคืนปกติดีใช่ไหม?” เตชินท์เริ่มสอบถามสถานการณ์โดยรวม แม้จะรู้ว่าไม่น่าเป็ห่วงนักเพราะเ้าจ่าฝูงก็อบลินและลูกน้องอยู่คอยประจำการ แต่อย่างไรเสียพวกมันก็พูดจาสื่อสารกับเขาไม่รู้เื่เหมือนกับคนด้วยกันเองอยู่ดี
“ทุกอย่างปกติดี มีผู้คนแวะผ่านมาบ้าง แต่ไม่มีใครที่มาจากหมู่บ้านต้นหอม” โจเซฟกล่าวรายงาน
“อืม กองกำลังของเรายังรับคนเพิ่มอยู่นะ ถ้าเห็นคนไหนน่าสนใจก็รับเข้ากองกำลังได้เลยนะ ฉันให้อำนาจนายในเื่นี้” เตชินท์บอกสิ่งที่เขาตั้งใจจะบอกกับโจเซฟั้แ่เมื่อคืนพร้อมกับยื่นกระดาษให้ “นี่คือเอกสารรับสมัครเข้ากองกำลัง ให้คนใหม่ลงลายนิ้วมือบนกระดาษนี้ แล้วเย็น ๆ ฉันมาตรวจเช็กอีกที”
“แล้วตกลงกองกำลังของเราชื่ออะไรครับ?” โจเซฟพยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ แต่ก็มีใครบางคนแทรกการสนทนาขึ้นมา
เ้าของเสียงไม่ใช่ใคร ฮงนั่นเอง เขาแสดงตัวออกมาพร้อมกับพกอุปกรณ์ทำการเกษตรอย่างพะรุงพะรัง มีทั้งจอบ เสียม พลั่ว ถังน้ำ สุดแล้วแต่ที่มิติมาตุภูมิจะอนุญาตนำเข้ามาได้
เตชินท์ค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นฮงนำของพวกนี้มา เขาเข้าใจไปเองว่าด้วยยุคสมัยปัจจุบัน ด้วยความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยี ของพวกนี้ฮงอาจจะไม่มีแล้ว และอาจเหลือเพียงใช้ิญญาอสูรจอบของเขาเท่านั้นที่จะสามารถใช้ได้ในมิติมาตุภูมิ
เนื่องด้วยมิติมาตุภูมิไม่อนุญาตให้นำเทคโนโลยีทุกชนิดที่มีไฟฟ้าเข้ามา สิ่งที่นำเข้ามามันจะกลายเป็ขยะที่ใช้งานไม่ได้ทันที ส่วนอุปกรณ์ที่ฮงนำเข้ามา ด้วยสสารของมัน เมื่อเทียบกับทุกสิ่งในภพมรรตัยแล้ว ทุกอย่างในมิติมาตุภูมิจะมีความแข็งกว่าเมื่อเทียบกับทุกสิ่งที่อยู่ภายนอก เปรียบได้ดั่งทุกอย่างที่มาจากโลกจะเป็เหมือนโลหะชนิดเหล็ก ส่วนทุกสิ่งที่อยู่ภายในภพมรรตัยจะเป็ดั่งไทเทเนียมที่เหล็กทำได้แค่เพียงทิ้งรอยไว้ เว้นแต่ผู้ใช้จะมีพละกำลังมากพอ ก็อาจจะทำให้วัตถุในมิติมาตุภูมิเป็รูได้
ดังนั้นเตชินท์จึงคิดว่าต่อให้ฮงนำสิ่งของพวกนี้มา สุดท้ายก็คงมีเพียงแค่ิญญาอสูรจอบของเขาเท่านั้นที่สามารถขุดลงไปในพื้นดินของภพมรรตัย แต่อย่างน้อยเขาก็ได้เห็นความตั้งใจของฮงแล้ว
“แต่ถ้าลูกพี่ยังไม่ได้คิดชื่อว่า เดี๋ยวผมคิดให้เอาไหม?” ฮงรีบเสนอตัวทันทีราวกับเขาคิดชื่อเอาไว้อยู่
แต่เตชินท์รีบชิงตอบออกมาอย่างมั่นคงว่า “เทพดาบ”
เตชินท์ตั้งใจใช้ชื่อนี้เพื่อบอกให้ทุกคนรับรู้ว่าเขาคือเทพดาบเหมือนดั่งในอดีตก่อนเขาจุติได้เคยทำได้มาแล้ว
“เจ๋งไปเลย ฉันชอบชื่อนี้นะ” ฮงดูชื่นชอบแต่มีแววตาแอบผิดหวังในตาของเขา เพราะเขารู้สึกว่าชื่อมันเฉิ่มเสียไม่มี เขามั่นใจว่าชื่อที่เขาคิดไว้ยังดูดีกว่าเยอะ หรืออย่างน้อยตั้งให้มันเท่ ๆ อย่าง ‘ราชันดาบ’ หน่อยก็ยังดี
แม้แต่โจเซฟยังทำได้แค่ยิ้มจาง ๆ ออกมาและหายไปทันทีหลังได้ยินชื่อที่เตชินท์ตั้ง แต่เมื่อเ้าของกองกำลังเป็คนตั้งเอง เขาก็ไม่ขัดสัทธา
กดใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจกันด้วยนะครับ