บทนำ
ค่ำคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ แมกไม้โบกสะบัดเสียดสีกันดังระงม แสงฟ้าแลบแปลบปลาบเผยร่างหนึ่งวิ่งโซเซบนทางโคลน คบเพลิงนับสิบไล่กวดตามหลัง เสียงย่ำโคลนและเสียงตวาดกระชั้นเข้ามาทุกขณะ
ชายผู้ถูกล่าเสื้อผ้าขาดวิ่นเปื้อนเืและโคลน สองแขนกอดห่อผ้าแพรผืนหนาไว้แนบอก เสียงทารกแผดร้องจ้า ภายในนั้นคือชีวิตที่เพิ่งลืมตาดูโลก เขาไม่นำพาต่อแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลัง มือสั่นระริกลูบปลอบแ่เบา สายตาจับจ้องความมืดเบื้องหน้า เร่งฝีเท้าหนีสุดชีวิต
ทว่า… เืจากาแยังคงไหลทะลัก ลมหายใจติดขัด เรี่ยวแรงเริ่มเหือดหาย… พลันมีเสียงหวีดหวิวแหวกอากาศ ท่อนเหล็กหนาหนักซัดเข้าที่หัวเข่าขวาอย่างแม่นยำ
กึก!
กระดูกแตกหักดังเสียดหู ร่างเขาร่วงครูดไปกับพื้นโคลน ชายหนุ่มกัดฟันแน่นจนเืซึมมุมปาก ไม่ยอมส่งเสียงร้อง อ้อมแขนยังคงโอบอุ้มห่อผ้าแพรไว้แน่น
โคลนเย็นชืดซึมเข้าาแ กลิ่นคาวเืคละคลุ้งปนกลิ่นดิน ความเ็ปเสียดแทงจนตาพร่ามัว มีเพียงเสียงร้องของทารกฉุดรั้งสติเอาไว้ เขากระเสือกกระสนลากขาบิดเบี้ยวไปบนดินตม เบื้องหน้าคือขอบตลิ่งสูงชัน เบื้องล่างคือแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลบ่าคำรามก้อง
กลุ่มชายฉกรรจ์ล้อมกรอบเข้ามา แสงคบเพลิงสะท้อนประกายดาบวาววับ หนึ่งในนั้นสืบเท้าเข้าหา เงื้อดาบขึ้นสูงหมายเผด็จศึก
ชายหนุ่มไม่เอ่ยคำ แววตาแข็งกร้าวจ้องหน้าผู้ล่า ยามที่ปลายดาบสับลงมา เขารวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายยันกายทิ้งดิ่งลงสู่สายน้ำมืดมิดทันที
ตูม!
สายน้ำแตกกระจาย ร่างของเขาและทารกจมหายไปในความเชี่ยวกราก เหล่าผู้ล่าวิ่งมาหยุดริมฝั่ง ชูคบเพลิงส่องหา ทว่าเบื้องล่างมีเพียงความมืดและเสียงน้ำ ที่กลืนกินทุกสิ่งจนหมดสิ้น…
.......
บทที่ 1: ท่วงทำนองบนลานดิน
แดดอุ่นยามเช้าทอแสงผ่านม่านหมอก ชายป่าอบอวลด้วยกลิ่นดินชื้น ท่ามกลางความเงียบสงบ มีเสียงหนึ่งดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ตึก ตัก ตึก ตัก
เสียงไม้เท้าเนื้อแข็งกระทบดิน บนลานหน้ากระท่อมไม้ไผ่ เด็กหนุ่มในชุดผ้าป่านเคลื่อนไหวร่างกาย ก้าวซ้ายสลับขวา มือถือกิ่งสนกวัดแกว่ง บิดกายพลิกแพลงตามจังหวะเสียงเคาะอย่างต่อเนื่อง
“ก้าวซ้ายสาม ปัดเฉียงเจ็ด ลมหายใจช้าลงหนึ่งจังหวะ...” ชายชราขาขวาลีบใช้ไม้เท้าเคาะพื้น ทอดสายตามองเด็กหนุ่มและพยักหน้าเบา ๆ
บนขอนไม้ใกล้กันนั้น แมวดำตัวอ้วนขดตัวรับแดดอุ่น มันปรือตามองเด็กหนุ่มสลับกับชายชรา ก่อนซบหน้าลงกับอุ้งเท้าหลับใหลต่อ
เด็กหนุ่มหยุดเท้า ลดกิ่งไม้ในมือลง ใบหน้าอ่อนเยาว์มีหยาดเหงื่อผุดพราย เขายิ้มให้ชายชรา “ท่านพ่อ ข้าย่างเท้าท่าประหลาดสิบกว่าท่านี้มาั้แ่จำความได้ เหตุใดทิศทางมันพิลึกพิลั่นจนแขนขาข้าแทบพันกันอยู่แล้ว?”
ชายชราเงียบไป มือหยาบกร้านลูบไล้หัวไม้เท้าที่สึกหรอ “อาซิ่ง... ตอนเด็กเ้าป่วยง่าย ร่างกายไม่แข็งแรง ท่าก้าวเหล่านี้ช่วยปรับสมดุลโลหิตและกำลังกาย ตั้งใจทำไปเถอะ วันหน้าเ้าจะเข้าใจเอง”
“ครับท่านพ่อ” อาซิ่งรับคำ เก็บท่วงท่าเ่าั้ไว้ในใจโดยไม่ถามสิ่งใดต่อ
“พอแล้วสำหรับเช้านี้ ไปล้างหน้าล้างตาเถอะ ข้าต้มข้าวต้มสมุนไพรไว้ให้แล้ว” ชายชราพยุงกายลุกขึ้น ลากขากะเผลกเข้ากระท่อมไปอย่างเชื่องช้า
.......
ไอหม้อต้มยาโชยกลิ่นขมปร่าจาง ๆ อยู่ในเรือนไม้ไผ่ ตัวกระท่อมทรุดโทรมซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้ หลังมื้ออาหารและงานตัดฟืน สองพ่อลูกนั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเก่า คัดอักษรลงบนแผ่นกระดาษ ทว่าบ่ายวันนี้บิดามักทอดสายตามองนอกหน้าต่าง อาซิ่งสังเกตเห็นมือที่ลูบเคราสั่นไหวเล็กน้อย จังหวะเอ่ยปากเว้น่เนิ่นนาน
“เส้นพู่กันบอกนิสัยคน” ชายชราเอ่ย “หนักแน่นแต่ไม่แข็งกระด้าง ใจเ้าต้องนิ่งดุจน้ำในสระ ยามนั้นอักษรจึงมีิญญา”
อาซิ่งผ่อนลมหายใจ ลากเส้นสุดท้ายจนสมบูรณ์ เขามองลายมือตนเองก่อนเหลือบมองใบหน้าเรียบเฉยของบิดา
“ท่านพ่อ... เหตุใดท่านรู้เื่ตำรามากมายถึงเพียงนี้? ท่านเคยบอกว่าวัยหนุ่มเป็เพียงคนรับใช้ตระกูลใหญ่ ลักจำความรู้มา แต่ข้าว่าท่านรู้แจ้งกว่าครูหลิวในหมู่บ้านเสียอีก”
บิดาแค่นยิ้ม หลุบตาลง “นายท่านเมตตาให้คอยดูแลคุณหนูยามเรียนหนังสือ ข้าจึงพลอยได้อานิสงส์มาบ้าง”
คำว่าคุณหนู สะกิดใจเด็กหนุ่ม อาซิ่งรวบรวมความกล้าถามคำถามเดิมที่ไม่เคยกระจ่าง “ท่านพ่อ... แล้วท่านแม่เล่า? ท่านบอกว่านางป่วยตายหลังจากคลอดข้าไม่นาน แต่นางเป็คนเช่นไร? ข้าไม่เคยเห็นแม้แต่ป้ายชื่อของนางเลย”
ชายชรานิ่งงันไปครู่หนึ่ง หลับตาลง มือที่วางบนเข่าสั่นเทา
"แม่เ้าชอบปลูกดอกเหมย... ทั้งที่ปลูกไม่เคยขึ้นสักต้น นางภายนอกดูอ่อนโยน แท้จริงเด็ดเดี่ยวเกินใคร… ก่อนจากไป นางแค่อยากให้เ้าเติบโตเป็คนธรรมดา มีชีวิตเรียบง่าย เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
นิ้วหยาบกร้านกดลงบนผิวสากของกระดาษจนเกิดรอยยับ อาซิ่งมองเห็นหยาดน้ำใสคลอในดวงตาที่อ่อนล้าของบิดา ทุกครั้งที่ถามเื่มารดามักเป็เช่นนี้ เด็กหนุ่มจึงไม่กล้าเซ้าซี้ ได้แต่ก้มหน้าคัดอักษรเงียบ ๆ
.......
ค่ำคืนคืบคลานเข้ามา ลมหนาวชายป่าพัดกรูแทรกผ่านซอกไม้ผุ อาซิ่งหลับใหลด้วยความอ่อนล้า
บนแคร่ไม้ด้านนอก ชายชรายังคงนั่งนิ่ง แสงจันทร์สลัวจับใบหน้าซูบซีด เขาลูบคลำหัวเข่าขวาที่บิดเบี้ยวพิการ าแจากค่ำคืนนั้นยังคงปวดแปลบเข้ากระดูกทุกครั้งที่ลมหนาวมาเยือน
สายตาจดจ่อที่ป้ายไม้สีดำบนโต๊ะ... มีผู้นำมาเสียบไว้รั้วบ้านเมื่อตอนบ่าย
ป้ายไม้ชื้นน้ำค้างดำทมึนในความสลัว บนป้ายมีเพียงอักษรตัวเดียวสลักลึกเป็คำว่า เมฆา… เนื้ออักษรผ่านกาลเวลาหลายปีจนเลือนราง ทว่าเขายังจำมันได้ดี มือที่กำไม้เท้าแข็งเกร็ง ราวกับาแเก่าก่อนถูกกรีดซ้ำ
ชายชราหลับตาลง ภาพสตรีผู้หนึ่งปรากฏในความทรงจำ นางร่ำไห้เนื้อตัวสั่นเทา ยามส่งห่อผ้าในอ้อมอกให้แก่เขา
“พาเขาหนีไป... อย่าให้คนผู้นั้นพบลูกข้า... ได้โปรด...”
ใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาผุดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแตกสลายคล้ายหมอกควัน ลอยหายไปกับสายลมราตรี
ชายชราลืมตาขึ้นในความมืด ถอนหายใจยาว แววตาที่ทอดมองออกไปภายนอกนิ่งสนิท
“ในที่สุด... ท่านก็มาจนได้”