-BAD FRIEND-
21
หลายวันต่อมา
ฉันยังอยู่ที่บ้าน บ้านที่มีพ่อและกระดูกของแม่ หลังจากวันนั้นพ่อก็นำศพของแม่ไปดำเนินพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดซึ่งมีคนมาร่วมงานเยอะมากเพราะพ่อกับแม่เป็คนอัธยาศัยดีจึงไม่แปลกที่คนจะรู้จักเยอะ รวมถึงเพื่อนๆ ของฉันก็มาแสดงความเสียใจด้วย นักรบคงจะเป็คนบอกพวกมัน บีมก็มาด้วยเหมือนกัน ฉันไม่รู้ว่าเขามาได้ยังไงแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ฉันไม่ได้คุยกับใครเลยด้วยซ้ำแม้กระทั่งพ่อ ตอนไหนที่ยังไม่ถึงเวลาที่ไปวัดฉันก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง จะทำอะไรได้นอกจากร้องไห้ วันสุดท้ายที่ต้องเผาร่างของแม่ฉันร้องไห้แทบขาดใจ ร้องจนเพื่อนและคนอื่นๆ ร้องตาม ร้องจนเป็ลมสลบไป
พ่อบอกว่าแม่ป่วยเป็โรคมะเร็งมานานแล้วแต่แม่ขอร้องว่าไม่ให้บอกฉันเพราะไม่อยากให้ฉันเป็ห่วงและกลัวฉันไม่สบายใจ แม่เริ่มอาการแย่่ที่ฉันปิดเทอม พ่อกับแม่ไม่ได้ไปเที่ยวอย่างที่บอกแต่่นั้นแม่ต้องเข้าโรงยาบาลเลยไม่อยากให้ฉันกลับบ้าน ทุกคนปิดฉันบังฉันมาโดยตลอด แม่อาการแย่ขนาดนั้นแต่ก็ยังไม่บอกฉัน จนแม่ต้องจากไปโดยที่ฉันไม่ได้ลาแม่สักคำ แค่ให้ฉันอยู่กับแม่จนลมหายใจสุดท้ายก็ยังดี จะว่าโกรธมันก็ไม่เชิงแค่ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมจะคุยกับใครทั้งนั้น
แอด
ฉันหันไปมองคนที่เปิดประตูเข้ามาในห้องของฉัน ก่อนจะเดินมาหาฉันที่ระเบียง
ฉันทำเป็ไม่สนใจแล้วหันกลับไปมองท้องฟ้าที่มืดสนิทเหมือนกับหัวใจของฉันในตอนนี้ ไม่รู้ว่าฟ้าเล่นตลกอะไรกับชีวิตฉันนักหนาถึงได้เจอแต่เื่เลวร้ายแบบนี้
“มึงจะไม่คุยกับพ่อจริงๆ เหรอ” เนิ่นนานกว่าคนที่เดินเข้ามายืนข้างๆ จะพูดออกมา มันพูดกับฉันแต่สายตากับจ้องไปที่ท้องฟ้าเช่นเดียวกัน
นักรบอยู่ที่นี่ตลอดแม้ว่าพวกเพื่อนคนอื่นๆ จะกลับไปแล้วก็ตาม มันคอยเป็ธุระจัดการดูแลฉันทุกอย่างราวกับเป็คนในครอบครัวของเราอีกคน ก็จะมีแต่มันนี่แหละที่ฉันพอจะพูดด้วย หมายถึงถ้าถามก็ตอบ
“มึงไม่สงสารท่านเหรอ ตอนนี้ท่านเหลือแค่มึงคนเดียวแล้วนะ” มันยังคงพูดต่อเมื่อฉันยังไม่ยอมพูดอะไร
นั่นสินะ ตอนนี้เหลือแค่เราสองคนแล้ว ทำไมฉันถึงได้ทำตัวเป็เด็กแบบนี้นะ
“กลับไปคุยกับพ่อเหมือนเดิมเถอะ”
“อืม” ฉันตอบมันแค่นั้นก่อนที่เราจะยืนเงียบอยู่แบบนั้น ไม่นานนักรบก็ขอตัวไปนอนเพราะพรุ่งนี้มันต้องขับรถกลับกรุงเทพเพราะเราต้องกลับไปเรียนเนื่องจากขาดมาหลายวันแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ฉันเดินมาเคาะห้องของพ่อ ไม่นานประตูก็เปิดออก พ่อดูจะในิดหน่อยที่เห็นว่าเป็ฉันก่อนจะยิ้มออกมาแล้วเปิดประตูให้กว้างกว่าเดิมเพื่อให้ฉันเดินเข้าไปในห้อง ฉันเห็นรูปที่เราสามคนพ่อแม่ลูกถ่ายด้วยกันตอนที่ฉันเรียนมอปลายวางอยู่บนเตียงก่อนนั่งลงแล้วหยิบมันขึ้นมาดู
“คิดถึงแม่เนอะ” ฉันบอกพ่อที่นั่งลงข้างฉัน
“แม่เราหนีพ่อไปสบายแล้ว” พ่อพูดติดตลก คงจะไม่อยากทำให้ฉันเศร้าไปด้วยล่ะมั้ง
“นั่นสิ แม่ใจร้ายจัง” ฉันว่าพลางมองหน้าพ่อที่ดูเหยี่ยวย่นกว่าแต่ก่อน ใบหน้าที่ดูหมองคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน นี่ฉันโกรธผู้ชายคนนี้ได้ยังไงกัน
“พ่อขอโทษนะ ที่ปิดบังหนูมาตลอด” พ่อเอื้อมมือมากุมมือฉันพร้อมกับพูดด้วยเสียงสั่น จนทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบอย่างรู้สึกผิดที่ไม่ยอมพูดกับท่าน ความจริงมันไม่ใช่ความผิดของท่านเลยสักนิดเพราะที่ท่านทำมันเป็ความ้าของแม่
“หนูต่างหากที่ต้องขอโทษพ่อ” ฉันผิดเองที่ทำตัวงี่เง่าใส่ ทำให้ผู้ชายที่ฉันรักและรักฉันที่สุดต้องคิดมากขนาดนี้
“แม่ฝากบอกว่ารักหนูมากเลยนะ”
“หนูก็รักพ่อกับแม่มากๆ ฮึก มากที่สุด” ฉันวางรูปก่อนจะโผเข้ากอดพ่อทันทีพร้อมกับปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา
คิดถึง คิดถึงอ้อมกอดของแม่
“พ่อก็รักหนูนะ รักยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก” พ่อกอดรัดฉันแน่น น้ำเสียงสั่นเครือไม่ต่างจากฉัน
“สัญญากับหนูนะ ว่าต่อไปนี้มีอะไรต้องบอกหนูทุกเื่ ห้ามปิดบังหนูอีก”
“พ่อสัญญา”
เราสองคนพ่อลูกนั่งกอดกันอยู่อย่างนั้นจนฉันหยุดร้องไห้แล้วขอตัวกลับมานอนที่ห้อง ฉันรู้ว่าพ่อคงจะอยากอยู่คนเดียวเพราะจะได้ไม่ต้องทำตัวเข้มแข็งต่อหน้าฉันทั้งที่ข้างในก็คงจะอ่อนแอและเ็ปไม่ต่างจากฉัน
วันรุ่งขึ้น
“เดินทางปลอดภัยนะลูก” พ่อบอกเราสองคนที่จะต้องเดินทางกลับวันนี้
“ค่ะพ่อ หนูจะรีบเรียนให้จบจะได้กลับมาอยู่กับพ่อนะคะ” ฉันเข้าไปกอดพ่อก่อนจะพูด ไม่มีอยู่ด้วยคงจะเหงาแย่
คิดถึงแม่จัง
“ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะบัว” พ่อกำชับ
“พ่อก็เหมือนกันนะคะ เป็อะไรต้องรีบบอกหนูนะ” ฉันย้ำกับพ่ออีกครั้ง
“รู้แล้วน่า จู้จี้เหมือนแม่เราไม่มีผิด” พ่อบอกก่อนจะดันตัวฉันออกมาแล้วจับหัวฉันโยกไปมา
“ก็หนูลูกพ่อกับแม่นี่” ฉันยิ้มให้ท่านก่อนจะกอดอีกรีบและผละออก
“แล้วก็ขอบคุณนักรบมากนะที่คอยดูแลลูกคนนี้ให้” พ่อหันไปพูดกับนักรบที่ยืนดูเราสองคนอยู่ แต่พ่อพูดเหมือนฉันเป็เด็กอย่างนั้นแหละ
“ยินดีครับ เพราะว่าบัวเป็เพื่อนผม” มันบอกพร้อมกับส่งยิ้มให้พ่อ
แต่ประโยคของมันทำให้ฉันยิ้มไม่ออกเลยสักนิด โคตรเกลียดคำนี้ที่ออกมาจากปากมันเลย มีใครพูดคำว่าเพื่อนได้เจ็บเท่ามันไหม เพื่อนที่มีอะไรกัน เพื่อนที่นอนเอากัน นี่เหรอคำว่าเพื่อน
ดีนะที่วันนั้นมันซื้อยาคุมมาให้ฉันกินเพราะตอนนั้นฉันคงไม่มีกะจิตกะใจมาสนใจอะไรทั้งนั้น
“มาเที่ยวที่นี่บ่อยๆ นะนักรบ” ลุงสมที่ยืนเงียบอยู่นานพูดขึ้น
“ครับ”
“ถ้างั้นหนูไปก่อนนะคะพ่อ ไปนะคะลุงสม” ฉันกล่าวลาท่านทั้งสองก่อนจะเดินไปขึ้นรถรอนักรบที่ยืนคุยอะไรกับท่านทั้งสองไม่รู้ก่อนจะตามมาขึ้นรถก่อนจะขับออกไป
“เป็อะไร” นักรบถามฉันที่นั่งเงียบมาตลอดแตกต่างจากตอนที่อยู่ต่อหน้าพ่อ ทุกคนอาจจะคิดว่าฉันทำใจได้เร็วกับการจากไปของแม่ แต่เปล่าเลย ฉันยังคิดถึงท่านทุกเวลาแต่มันก็ต้องยอมรับความจริงไง ว่าแม่ไม่ได้อยู่กับฉันแล้วตอนนี้ฉันเหลือแค่พ่อ ฉันไม่อยากให้ท่านเป็ห่วงและกังวลเกี่ยวกับฉันรวมถึงเพื่อนๆ
ฉันด้วย ฉันสัญญาว่าอีกไม่นานฉันจะกลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิม
“เปล่านี่” ฉันตอบแต่ไม่ได้หันไปมองหน้ามัน สายตายังจับจ้องไปที่วิวข้างทางก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าลืมกินยาแก้เมารถ คือฉันเป็คนที่เมารถเมาเรือเมาทุกอย่างในชีวิตเลยมั้ง เวลาเดินทางไปไหนก็ต้องกินยาทุกครั้ง เมื่อนึกขึ้นได้จึงเอายาที่มีติดกระเป๋าขึ้นมากิน
“หิวหรือเปล่า กูเห็นมึงกินข้าวมานิดเดียว” นักรบมองฉันที่กินยาก่อนจะพูด พวกเรากินข้าวมาจากที่บ้านแล้ว แต่ฉันก็กินได้แค่นิดเดียว มันเป็แบบนี้ั้แ่รู้ว่าแม่เสียแล้ว ่แรกๆ ฉันไม่แตะอาหารเลยด้วยซ้ำ มันกินไม่ลงอ่ะ พอตักข้าวใส่ปากแล้วมันทำให้นึกถึงกับข้าวฝีมือแม่ตลอดเลย แม่ฉันเป็คนที่ทำกับข้าวอร่อยมากๆ
“ไม่หิว”
“รู้ตัวไหมว่าตอนนี้ตัวเองผอมลงแค่ไหน” มันบอกพร้อมกับมองรูปร่างของฉันไปด้วย
“เื่ของกูเถอะน่า” ฉันหันไปมองมันอย่างรำคาญ ก็รู้นะว่าเป็ห่วงแต่มันมาในสถานะที่ฉันไม่้าไง
“ดูแลตัวเองบ้างดิวะ ไม่มีใครมาคอยดูแลมึงได้ตลอดนะบัว”
“กูก็ไม่ได้ขอมึงนี่”
“บัว”
“พอเหอะ กูจะนอน” ฉันบอกก่อนจะหลับตาลงเพื่อหนีมัน ี้เีฟังมันบ่น มันเรียกเสียงแข็งแบบนี้ก็รู้แล้วว่ากำลังไม่พอใจ ไม่รู้ว่าไปคุยอะไรกับพ่อถึงเหมือนมีร่างพ่อมาสิงแบบนี้ บ่นยิ่งกว่าพ่อกูอีกมั้ง
“บัว ตื่นถึงแล้ว” ฉันงัวเงียตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียเรียกและแรงสะกิด ไม่สิเรียกว่าเขย่าตัวน่าจะถูกกว่า ไม่รู้ว่ากลัวฉันไม่ตื่นหรืออะไร
“มึงขึ้นไปก่อนเลย เดี๋ยวกูไปขนของที่เหลือมาก่อน” มันบอก
“กูต้องไปช่วยป่ะ” ฉันถามมันด้วยเสียงเอือยๆ คือมันยังง่วงอยู่ไง
“ไม่ต้องอ่ะ พวกมันขนมาให้บางส่วนละเหลือของส่วนตัวนิดหน่อย”
ฉันพยักหน้ารับก่อนจะลงจะรถแล้วนักรบก็ขับรถไป ฉันเดินขึ้นไปบนคอนโดแล้วเข้าไปในห้องนอนก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์ออกมาเช็คเพราะตอนอยู่ที่บ้านฉันไม่ได้แตะมันเลย เกือบจะลืมว่ามีโทรศัพท์ไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่ได้คุยกับใครไม่ได้ติดต่อใครทั้งนั้น อย่างแรกฉันเปิดเข้าเฟสบุคก่อนก็เห็นว่ามีคนมาโพสแสดงความเสียใจ ส่วนมากก็เป็เพื่อนๆ และน้องๆ ในสาขานั่นแหละ ฉันเลื่อนผ่านๆ ไปแต่ไม่ได้ตอบอะไร ก่อนจะเข้าไปในไลน์ก็พบว่าไลน์กลุ่มคุยกันเกือบพันข้อความ ส่วนมากที่คุยก็เื่ของฉันนี่แหละ แต่แจ้งเตือนที่ทำให้ฉันใก็คงจะเป็ของบีมนี่แหละที่เยอะพอๆ กับไลน์กลุ่มฉันเลย
Beam: ถึงบ้านแล้วนะ
Beam: ฝันดีครับ
Beam: ส่งสติ๊กเกอร์
ข้อความนี้น่าจะเป็วันที่เขามาส่งฉันแล้วฉันบอกให้ไลน์มาหา
…
...
...
Beam: ฉันรู้ข่าวจากเพื่อนเธอแล้วนะ
Beam: เธอโอเคหรือเปล่า
Beam: เสียใจด้วยนะบัว
...
Beam: เธอผอมไปเยอะเลยนะ กินข้าวเยอะๆ สิ
Beam: ถ้ากลับมาแล้วบอกฉันด้วย
Beam: เป็ห่วง
ฉันนั่งอ่านข้อความของบีมแล้วยิ้มออกมานิดๆ ฉันรู้สึกถึงความห่วงใยที่ส่งมาจริงๆ ไม่คิดว่าเขาเองจะแคร์ฉันมากขนาดนี้
Bua: ฉันกลับมาแล้ว
Bua: ไว้เจอกันนะ
ฉันพิมพ์ข้อความส่งกลับไป ก่อนจะเก็บมือถือแล้วล้มตัวลงนอนแล้วค่อยๆ หลับตาลง อยากจะลบความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ออกไปให้หมด ขอให้ตื่นขึ้นมาแล้วเป็ฉันที่เข้มแข็งเหมือนเดิม เป็บัวคนเดิม....
-TBC-