“คุณหนู ลงมาเถอะเ้าค่ะ ถ้าหากนายท่านสวีมาพบท่านปีนป่ายเช่นนี้ต้องโดนลงโทษอีกเป็แน่เลยนะเ้าคะ” สาวใช้กล่าว
เด็กน้อยอายุราว12ปี ผิวขาวใบหน้าแดงระเรื่อเป็ประกรายดวงตาที่เต็มไปด้วยด้วยเดียงสาและบริสุทธิ์ หันมายิ้มให้สาวใช้ข้างกายอย่างร่างเริง
“เจี้ยนเอ๋อร์ ที่นี้ไม่ใช่จวนสกุลสวีเ้ากลัวอะไรนักหนา” คุณหนูสวีกล่าวกับเจี้ยนเอ๋อร์ สาวใช้ของกายของนาง
“ข้าแค่อยากเห็นหน้าอาจารย์ข้าเป็คนแรกแต่เพียงเท่านั้น” เด็กน้อยพูดไปพรางชะโงกซ้ายขวาอยู่บนต้นไม้ย่างไม่เกรงกลัว
“สวี จินเหยียน” เสียงแข็งกร้าวเรียกมาจากด้านหลัง เด็กน้อยตระหนกจากเสียงที่ได้ยินพลันหันหลังกลับไปมอง ขนาดนั้นเองที่มือของนางหลุดจากกิ่งไม้ ร่างของสวี จินเหยียน ตกจากต้นไม้ อีกเพียงนิดจะถึงพื้นดินขณะนั้นทุกคนต่างใตัวแข็งทื่อไป ในพริบตาปรากฏร่างของชายผู้นึงเข้ามารับเด็กน้อยไว้ได้ทันเวลา
“เด็กน้อย เ้าเป็อะไรหรือไม่” บุรุษผู้นั้นกล่าว
สวี จินเหยียน ค่อยๆ ลืมตาจากความกลัวมองหน้าบุรุษนั้น อย่างพินิจพิจารณา
“คิ้วค้างงาม ดวงตาเป็ประกาย จมูกตั้งสันโดดเด่นรูปงามตามตำรายิ่งนัก แต่หากดวงตาคู่นั้นทั้งแข็งกร้าวและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน” สวี จินเหยียนคิดในใจพรางสบตากับเขาอย่างไม่ละสายตา บุรุษผู้นั้นเพียงอุ้มนางและมองมาที่นาง ก่อนที่จะวางนางลงอย่างอ่อนโยน
“กิริยาสตรีที่มารดาเ้าพร่ำสอนอยู่ที่ใด ยังไม่รีบคารวะขอบคุณท่านอาเ้าอีก” สวี ไคเฉิน ผู้เป็บิดากล่าว
“ขอบคุณท่านอาเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าว พร้อมสองมือซ้ายขวาซ้อนทับ ทาบมาที่หน้าท้องพร้อมก้มตัวเล็กน้อย
“เสี่ยวจินเหยียน เติบโตแล้วสินะ” สวี จินเชิงกล่าวพร้อมกับเผยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ท่านเอง อย่ากล่าวโทษนางเลยเด็กที่ใดไม่รักสนุกบ้างเล่า ร่างเริงเช่นนี้แหละดีแล้ว”
“พวกเราเองก็เข้าข้างในเถอะ” สวี จินเชิงกล่าวพร้อมทำท่าเชื้อเชิญให้เข้าข้างในห้องรับแขก
ภายในโถงรับแขกจวนแม่ทัพสวี
ทั้งหมดเดินเข้ามาภายในโถง สวี จินเหยียนเดินพรางมองไปในโถงแม้ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่หากแลดูน่าอยู่ทั้งยังบอกถึงฐานะและความน่าเคารพของเ้าเรือนได้
“่นี้เ้าเป็เช่นไรบ้าง” สวี ไคเฉิน
“การทหารก็เช่นเดิม ทัพเกิ๊นจิ่นเองแม้กล่าววาจาสงบศึกแต่กระนั้นก็ยังคอยสอดส่องลู่ทางหากแต่หากเราไม่ปลดประหละหลวมไม่มีทางได้” สวี จินเชิงกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง สวี จินเหยียนมองตามท่านอาอย่างไม่ละสายตาพรางคิดในใจ
“ท่านอาหากสวมเกราะขี่อาชาออกรบจะสง่าเพียงใด” พรางยิ้มน้อยใหญ่
สวีไคเฉินหันมาเห็นลูกสาวตนนั่งยิ้มน้อยใหญ่ จึงได้เรียกนาง
“นั่งยิ้มอยู่ได้ ยังไม่รีบออกมาไหว้อาจารย์ของเ้าเล่า จินเหยียน”
สวี จินเหยียนได้ยินจึงสะดุ้งจากภวังค์ความคิดแล้วจึงกล่าวรับ
“เ้าค่ะบิดา” สวี จินเหยียนพยักหน้ารับ แล้วจึงเดินออกมาตรงกลางโถงรับแขก ด้วยท่าทางนอบน้อมค่อยๆ คุกเข่าลง
“สวี จินเหยียนคำนับอาจารย์ หนึ่งวันนับถือศิษย์อาจารย์ร้อยปีเคารพดุจบิดา” สวี จินเหยียนมองไปยังสวี จินเชิงพร้อมยิ้มให้อย่างสดใสและเดียงสา สวี จินเชิงมองนางอย่างพิจารณาก่อนหันไปกล่าวกับสวี ไคเฉิน
“ข้าเองไม่เคยมีศิษย์หญิงเกรงว่าอาจไม่เหมาะหรือไม่ พี่ใหญ่”
“นางไม่เหมือนบุตรีบ้านอื่นข้าเคยให้นางเรียนกับอี้เหลียนผู้เป็พี่สาวเหล่าอาจารย์ล้วนปฏิเสธบุตรภรรยาอนุเช่นนาง อยู่กับเ้าอาจได้รู้หนังสือบ้าง ข้าเองก็ไม่ได้อยากให้นางเรียนเพียงแต่มารดานางรั้นที่จะให้นางได้เรียน” สวี ไคเฉินพูดพรางส่ายหน้าเบาๆ
“เช่นนั้นท่านหวังให้ข้าสอนสิ่งใด” สวี จินเชิงหันกลับไปมองพิจารณาเด็กน้อย
“พออ่านเขียนได้เป็พอ สิ่งใดเห็นสมควรเ้าก็สอนไปเถอะเพียงอย่าให้นางเรียนการทหารหรือวรยุทธ์ แค่นี้นางก็ดื้อรั้นพอทนแล้ว” สวีไคเฉินหันไปมองบุตรีด้วยสายตาต่อว่า หลังจบประโยคมีเสียงขำพร้อมยิ้มเย้าะจากศิษย์คนที่สองของ สวี จินเชิง
“ใต้เท้าสวี ที่นี่จวนแม่ทัพหากแต่ไม่สอนวรยุทธ์ เช่นนั้นไม่แปลกหรือ” เอ้อหยาง ศิษย์คนที่สองของสวี จินเชิงกล่าวพร้อมยิ้มอย่างมองไปทางสวี จินเหยียน เด็กน้อยเพียงยิ้มมุมปากตอบรับ
“อย่าเสียมารยาท” อี้เจิน ศิษย์เอกของสวี จินเชิงกล่าวพลันส่งสายตาต่อว่าไปทางเอ้อหยาง
สวี จินเชิงมองศิษย์ทั้งสองพร้อมหันกลับมามองสวี ไคเฉินก่อนกล่าว
“เช่นนั้นก็ให้นางอยู่ก่อน จะสอนอะไรนั้นค่อยว่ากันอีกที”
สวี ไคเฉินพยักหน้ารับอย่างพอใจ ขณะที่เด็กน้อยเช่นจินเหยียนนั้นได้ยิ้มออกมาอย่างดีใจ พร้อมคำนับลงอย่างตื่นเต้น
“ขอบคุณท่านอาที่เมตตาเ้าค่ะ” พร้อมกับหันไปยิ้มให้กับเจี้ยนเอ๋อร์ เจี้ยนเอ๋อร์เองก็ดีใจไม่น้อยที่ไม่ต้องอยู่ที่จวนใหญ่ดังนั้นจึงพยักหน้าลงเล็กน้อยให้แกนายของนาง
“นับแต่ผู้นี้อี้เจินคือศิษย์พี่ใหญ่ นั้นเอ้อหยางคือศิษย์พี่รองของเ้า” สวี จินเชิงกล่าวต่อ
“จินเหยียนคารวะศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนหันไปกล่าวคารวะต่อศิษย์พี่ของนาง
สวี จินเชิงสังเกตเห็นสวี จินเหยียนคุกเข่าอยู่นานจึงกล่าวพลางยิ้มพลาง
“เ้าเองก็ลุกเถอะไปนั่งดีๆ คุกเข่านานๆ จะปวดขาเอาได้”
“เ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวเสร็จจึงลุกขึ้นกลับไปที่นั่งของตน
สวี ไคเฉินและสวี จินเชิงต่างพูดจากันอีกชั่วครู่สวี ไคเฉินจึงได้เตรียมตัวกลับจวนสกุลสวีที่เมืองเปี้ยนโจว ทุกคนต่างเดินมาส่งสวีไคเฉินที่หน้าจวนแม่ทัพ สวี ไคเฉินชะลอขึ้นรถม้าหันมากล่าวกับบุตรีของตน ด้วยท่าทางจริงจัง
“ชายแดนไม่เหมือนเมืองเปี้ยนโจว อยู่ที่นี้เ้าเองก็อย่าได้สร้างปัญหาแก่ผู้ใด โดยเฉพาะท่านอาของเ้ารู้หรือมั้ย”
จากคำพูดครั้งนี้ของสวี ไคเฉิน สวี จินเหยียนเองนั้นสามารถรู้สึกได้แม้เป็บุตรจากอนุแต่อย่างไรเสียนางเองก็ยังเป็บุตรีในสายเื ความห่วงในประโยคที่นางไม่เคยได้รับจากผู้เป็บิดายังปรากฏให้นางได้ััสักครั้งแม้ครั้งนี้เองจะเพื่อการจากลา ในใจของสวี จินเหยียนนั้นรู้สึกตื้นตันอยู่ไม่น้อย
“เ้าค่ะลูกจะจดจำเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าว แม้ในใจอยากจะออกไปโอบกอดผู้เป็บิดาสักครั้งแต่ร่างน้อยๆ ของเด็กน้อยนั้นกลับไม่สามารถก้าวออกไปทำได้เพียงกล่าวอย่างแ่เบา และคาระผู้เป็บิดา
รถม้าค่อยๆ ไกลออกไปบ่าวในจวนล้วนกลับไปทำงานของตน เพียงเด็กน้อยจินเหยียนนั้นมองผู้เป็บิดาลับไป ได้แต่คิดกับตนเองหากตนเกิดเป็บุตรีฮูหยินใหญ่ยังต้องไกลบ้านจากบิดามารดาหรือไม่ ณ ขณะนั้นเองเอ้อหยางพลันกล่าว
“รถม้าแล่นไปไกลแล้วเด็กน้อยเอ๋ย ไปเถอะข้าจะพาเ้าไปยังห้องของเ้า พวกเ้ายังมีงานให้ทำอีกมาก” ทั้งยังมองไปยังเด็กน้อยด้วยสายตาเอ็นดู
“ที่นี้ไม่มีสาวใช้ห้องหับพวกเ้าคงต้องทำความสะอาดเอง”
เขาหันหลังจะเดินไป หากรู้สึกได้ว่าสวี จินเหยียนและเจี้ยนเอ๋อร์หาได้ฟังไม่ จึงได้หันกลับมาแตะมือของสวี จินเหยียนเบาๆ
“นี่เ้าฟังข้าหรือไม่”
สวี จินเชิงมองไปยังเด็กน้อยด้วยสายตาเอ็นดูปนสงสารในใจเพียงคิด
“เป็บุตรีอายุเพียงนี้กลับต้องห่างบ้านตนคงคิดถึงมารดานาง” คิดไปเพียงเผยยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นเด็กน้อยได้หลุดจากห้วงความคิดนางหันมามองที่ศิษย์พี่รองของนางแล้วกล่าว
“ขอโทษเ้าค่ะ ข้ายังมีคำถามต่ออาจารย์เพียงข้อขอเวลาข้าสักครู่เ้าค่ะ” สวี จินเหยียนหันไปกล่าวกับอาจารย์ด้วยใบหน้าสดใส พลัดทิ้งซึ่งความเศร้าที่นางเพิ่งประสบ
“อาจารย์เ้าคะ ศิษย์ทุกคนล้วนมีฉายาของตน เช่นนั้นของข้าคืออะไรเ้า” สวี จินเหยียนกล่าวถามพร้อมมองศิษยพี่ทั้งสองของนางจึงหันกลับมามองที่อาจารย์ของนางด้วยสายตาสงสัย
สวี จินเฉิงได้ยินคำถามของเด็กน้อยที่ถูกถามอย่างกะทันหันได้แต่เพียงทำหน้าสงสัย พลันคิดอยู่ชั่วครู่จึงได้กล่าวอย่างอ่อนโยน
“เื่นี้ข้าเองยังไม่ได้คิด เช่นนั้นวันนี้เ้าไปพักก่อนพอข้าคิดได้จะบอกเ้าเอง”
“เ้าค่ะ ศิษย์จะรอนะเ้าคะ” เด็กน้อยตอบรับอย่างเดียงสา กล่าวเสร็จนางจึงคารวะอาจารย์แล้วเดินไปยังที่พักพร้อมศิษย์พี่รองของนาง สวี จินเชิงเผยยิ้มแห่งเอ็นดูมองเด็กน้อยเดินห่างไป
“ท่านอาจารย์คิดว่านางดื้อรั้นจริงหรือ มองจากตอนนี้นางเองดูเป็เด็กที่รู้เทศะและมีมารยาทอยู่มากนะขอรับ” อี้เจินกล่าวออกมาอย่างสงสัย หลังจากพบนางชั่วครู่จึงได้คิดว่าคำพูดของบิดานางอาจดูเกินไปอยู่บ้าง
“นางเป็บุตรีอนุ เพียงเกิดในตระกูลขุนนางเช่นนี้ล้วนต้องแบกรับมากมาย ก้าวเท้าผิดจังหวะยังถูกมองว่าเกินงามได้ไม่แปลกหรอก” สวี จินเชิงกล่าวด้วยใบหน้าเวทนา พลั้นนั้นกลับยิ้มออกมาทั้งกล่าว
“ครั้งแรกไหว้อาจารย์นางก็ปีนต้นไม้หาอาจารย์ นางเองก็คงรับมือลำบากอยู่ไม่น้อย” กล่าวจบทั้งศิษย์อาจารย์ล้วนหัวเราะอารมณ์ดี
ขณะนั้น ทางด้านของสวี จินเหยียนเดินไปยังทั่กของตนกลับสังเกตได้ว่าจวนกว้างขวางแต่กลับดูเงียบเหงาพิกลใจคิดสงสัยปากจึงพลันถาม
“ที่นี้กว้างขวางหากแต่ไร้ผู้คนล่ะเ้าคะ”
“ที่นี้ไม่มีสาวใช้ มีเพียงอาจารย์ศิษย์พี่ ตัวข้าและเด็กรับใช้ชายไม่กี่คน ตอนนี้มีพวกเ้าสองคนเพิ่มมาอย่างไรเล่า” เอ้อหยางตอบพลางเดินพลาง
“จวนแม่ทัพกลับไม่มีสาวใช้ไม่แปลกหรือ” เจี้ยนเอ๋อร์เองก็สงสัยในเหตุ
“อาจารย์ไม่ชอบเอิกเกริก มีสตรีในจวนจะยุ่งยากมากความเสีย” เอ้อหยางตอบปัดอย่างรำคราญ เด็กน้อยเห็นท่าทางเช่นนั้นจึงได้หยุดสงสัย
“ถึงแล้ว ต่อจากนี้นี้ จะเป็ห้องของคุณหนูเ้าด้านหลังที่ติดกันจึงเป็เรือนเ้า” เอ้อหยางหันไปกล่าวกับเจี้ยนเอ๋อร์เพื่อให้นางไปจัดของให้กับนายของนาง ได้ฟังเจี้ยนเอ๋อร์จึงได้เข้าไปเก็บข้าวของด้านใน สวี จินเหยียนมองไปรอบห็นห้องอีกสองสามห้องจึงได้กล่าวถาม
“แล้วอาจารย์และพวกศิษย์พี่พักที่ใดเ้าคะ”
“เรือนหน้าห้องใหญ่เป็ของอาจารย์ เรือนฝั่งซ้ายหลังนี้อาจารย์ไว้เปิดรับแขก ส่วนพวกข้าพักอยู่เรือนฝั่งขวา”
สวี จินเหยียนได้ยินจึงพยักหน้ารับพร้อมคารวะ เอ้อหยางเดินห่างออกไปสวี จินเหยียนจึงได้เดินเข้าไปในห้องของนางช่วยเจี้ยนเอ๋อร์เก็บข้าวของแม้เป็นายแต่สวี จินเหยียนนั้นกลับไม่เคยปฏิบัติกับเจี้ยนเอ๋อร์ดังสาวใช้กลับมองนางเหมือนพี่สาวคนหนึ่ง เด็กน้อยทั้งสองเก็บของพลาง พูดคุยอย่างสนุกสนานเสียงดังไปถึงหอตำราของสวี จินเชิงเขาได้ยินกลับไม่รู้สึกรำคราญหากแต่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ในใจคิดจวนแม่ทัพใหญ่แห่งนี้มีพวกนางคงมีสีสันขึ้นมาก
เย็นวันเดียวกันนั้น
“เจี้ยนเอ๋อร์ เ้าเตรียมเสร็จแล้วหรือยัง” สวี จินเหยียนถามเจี้ยนเอ๋อร์ที่กำลังเตรียมชาอยู่ ณ ขณะนั้น
“เ้าค่ะคุณหนูพร้อมแล้วเ้าค่ะ” เจี้ยนเอ๋อร์หันมากล่าว
“ดีแล้ว งั้นพวกเราไปเถอะ” สวี จินเหยียนกล่าวเสร็จจึงได้วางมือจากพู่กันที่ถืออยู่นั้นลง แล้วลุกขึ้นเดินมาทางเจี้ยนเอ๋อร์
เด็กน้อยทั้งสองเดินออกจากห้อง ไปยังเรือนรับรองกลับไม่พบอาจารย์ ทั้งเดินหาไปทั่วล้วนแต่ไม่พบ ขณะนั้นจึงได้ยินเสียงมาจากทางด้านหน้าจวน เด็กน้อยทั้งเดินออกไปตามเสียงประหลาดอย่างสงสัย เมื่อไปถึงจึงได้พบว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็เสียงจากกระบี่ที่กระทบกัน ภาพตรงหน้านั้นสวี จินเหยียนคือภาพของอาจารย์และอี้เจินที่กำลังประลองดาบกันอยู่ ทั้งสองจับดาบมั่นเคลื่อนไหวรวดเร็ว ท่วงท่าพลิ้วไหวแข็งกร้าว สวี จินเหยียนนั้นแม้ไม่เคยฝึกวรยุทธ์แต่กลับมองเห็นได้ว่าอาจารย์ของนางเป็ต่ออยู่ไม่น้อยทั้งท่วงท่าดุดันแต่รู้จักร่นถอยหาจับจุดได้ยาก ศิษย์พี่ใหญ่ของนางนั้นแม้ไม่ดุดันท่วงท่ากลับงดงามแต่ทะว่าทุกการออกอาวุธกลับรุนแรง คิดได้เช่นนั้นจึงได้ยิ้มออกมากับตนเองอย่างพึงใจ ขณะนั้นเองทั้งสองสังเกตเห็นเด็กน้อยทั้งสองจึงได้หยุดมือ สวี จินเชิงหันมาถามด้วยท่างทางสงสัย
“เ้าสองคนมาทำอะไรที่นี่หรือ ที่นี่เป็ลานประลองหากระวังอาจาเ็ได้”
“จินเหยียนมาคารวะอาจารย์เ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวพร้อมยกน้ำชาเดินไปหน้าอาจารย์ สองมือยกขึ้นตัวก้มลงเล็กน้อย
ทั้งสามศิษย์อาจารย์มองหน้ากันอย่างสงสัย
“คารวะข้าด้วยเื่อะไร” สวี จินเชิงกล่าวทั้งยังทำหน้าสงสัยแต่ได้ยื่นมือขวาออกไปรับถ้วยน้ำชา จ้องถ้วยชาอยู่ชั่วครู่สวี จินเหยียนจึงกล่าว
“มารดาสั่งสอนตามกฎกราบอาจารย์รับศิษย์ ศิษย์คารวะอาจารย์ห้ายามเ้าค่ะ”
ทั้งสองได้แต่มองหน้า สวี จินเชิงทำตัวไม่ถูกจึงได้กล่าวปัดไป
“แต่นี้อยู่จวนข้าไม่ต้องมากพิธี ประเพณีจารีตที่มารดาสอนเป็สิ่งดีไว้ใช้เมื่ออยู่ต่อหน้าคนคงไว้ซึ่งชื่อเสียงสกุลเป็พอ”
“แต่กราบอาจารย์นับเป็บิดา ไม่ให้คารวะอาจารย์ห้ายามจะไม่แปลกหรือเ้าคะ” สวี จินเหยียนกล่าวอย่างไม่มั่นใจ
“ไม่เป็ไรหรอกจินเหยียนอยู่ที่นี่มีแต่คนกันเองพวกข้าเองก็ไม่เคยไหว้อาจารย์ห้ายามหรอก” ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวออกไปจึงยิ้มออกมาอย่างใจดี สวี จินเหยียนได้ยินดังนั้นจึงยิ้มและพยักหน้ารับอย่างประหลาดใจ
“เช่นนั้นศิษย์ขอตัวนะเ้าคะ ไม่รบกวนอาจารย์และศิษย์พี่เ้าค่ะ” กล่าวเสร็จจึงได้ถอยร่นและเดินกลับไปในทางของตน หลังจากกลับมาถึงห้องเจี้ยนเอ๋อร์ได้กล่าวอย่างพอใจ
“อยู่ที่นี้ล้วนอิสระนะเ้าคะคุณหนู”
สวี จินเหยียนได้ยินจึงยิ้มรับและพยักหน้า
“นั้นสิแต่อย่าได้ลืมคำสอนอาจารย์อย่างไรเสียต่อหน้าคนต้องรักษามารยาทนะเจี้ยนเอ๋อร์” เจี้ยนเอ๋อร์เองเข้าใจพยักหน้ารับและจากไป สวี จินเหยียนนั่งอยู่คนเดียวในห้องนึกอยู่ในห้วงภวังค์หามารดาอยู่ชั่วครู่ จึงได้รู้สึกตัวจับพู่กันขึ้นวาดรูปที่วาดค้างไว้ต่อให้เสร็จ
“คุณหนูถึงเวลานอนแล้วนะเ้าคะดึกดื่นป่านนี้จะไปที่ใดเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์กล่าวขณะจัดเตียงให้กับสวี จินเหยียน
“เ้าทำเสร็จก็ไปพักผ่อนเถิดข้าจะไปหอตำราเสียหน่อย” สวี จินเหยียนเสร็จจึงก้าวออกไป
พอมาถึงหน้าห้องหนังสือ สองมือน้อยค่อยๆ เปิดประตูออกเท้าก้าวย่างเดินไปมองดูกองหนังสืออย่างสนใจ ขณะนั้นเองสวี จินเชิงผ่านมาเห็นประตูไม่ได้ปิดจึงได้เดินมาดูเห็นเด็กน้อยจินเหยียนสอดส่องจับตำราเล่มนู้นดูเล่นนี้อยู่นาน จู่ๆ นางก็หยุดพร้อมยิ้ออกมาสวี จินเชิงมองอย่างสนใจจึงได้เดินเข้าไปดู
“เ้าอ่านออกหรือ” สวี จินเชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยสองคิ้วเล่อขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย
สวีจนเหยียนสะดุ้กหันขวับไปเห็นอาจารย์ของนางยืนอยู่ไม่ห่างมาหนักสองคิ้วเล่อขึ้นอย่างสงสัย ในใจนางคิดว่าตลกจึงขำออกมาเบาๆ
“อ่านออกเ้าค่ะตำราธรรมมารดาเคยสอนเ้าค่ะ” สวี จิเหยียนกล่าว
“ที่นี่มีตำราธรรมด้วยหรือข้าไม่เห็นเคยเห็น” สวี จินเชิงกล่าวเสร็จจึงได้เดินใกล้เข้ามาเพื่อดูตำราที่นางจับอยู่พลันนึกได้จึงได้เอ่ยถามขึ้น
“เมื่อกี้เ้าหัวเราะออกมาทำไม ข้ามีอะไรประหลาดหรือ”
“ไม่มีเ้าค่ะ เพียงเห็นอาจารย์จึงทำให้นึกถึงคำมารดาเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าว
“คำมารดากับข้ามีอะไรหรือ” สวี จินเชิงกล่าวถามพร้อมนั่งลง
สวี จินเหยียนเดินไปนั่งข้างๆ แล้วจึงกล่าว
“มารดากล่าวว่า บุรุษตระกูลสวีล้วน้าฐานะและลาภยศหากแต่มีผู้นึ่งต่างออกไปเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวเสร็จจึงได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อว่า
“ผู้คนกล่าวขานขุนนางตระกูลใหญ่ละทิ้งความก้าวหน้าออกสู่ชายแดน เด็กหนุ่มรูปงามจับดาบออกศึกข้างบิดาอายุเพียง10ปีคว้าชัยแก่ตระกูลเ้าค่ะ” เด็กน้อยกล่าวพรางมองสวี จินเชิงพรางแล้วจึงยิ้มออกมา
“แล้วมันมีอะไรน่าขันงั้นรึ” สวี จินเชิงยังไม่เข้าใจในสิ่งที่สวี จินเหยียนนั้นกล่าวออกมา
“ไม่น่าขันเ้าค่ะแต่ต่างออกไป ในกลอนบทนึงที่ผู้คนกล่าวถึงอาจารย์บอกถึงรูปงามหากแต่เมื่อครู่สีหน้าของอาจารย์นั้นต่างออกไปเล็กน้อยเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนยังกล่าวต่อว่า
“ข้าเพียงรู้สึกว่าบทกลอนนั้นยังกล่าวได้ไม่ถึง” สวี จินเหยียนได้หยุดกล่าวเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ในใจนั้นไม่ควรกล่าวออกมาอันจากความไม่เหมาะที่จะกล่าว จึงได้ยิ้มออกมาและกล่าวไปว่า
“แท้จริงนั้นอาจารย์มีรูปลักษณ์เช่นไรมีใครเคยพบบ้างไม่แน่ชัดเ้าค่ะ”
สวี จินเชิงได้ยินจึงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวออกไป
“คำพูดของคนน่ะไม่แน่นอน เ้าเองก็อย่าอยู่ดึกมากนักล่ะข้ายังมีธุระต้องทำ” สวี จินเชิงกล่าวเสร็จจึงลุกขึ้นแล้วเดินจากไปขณะนั้นเอง สวี จินเหยียนถือตำราธรรมอยู่แน่นในใจนึกถึงสิ่งที่ตนเกือบกล่าวออกไป
“หากข้าพูดไปว่ากลอนบทนั้นยังบอกถึงความรูปงามของอาจารย์ไม่ถึงครึ่งนึง ท่านจะว่าอย่างไรนะเ้าคะ” สวี จินเหยียนเพียงยืนคิดอยู่ในใจ