ตอนที่ 37 ไปหาท่านแม่ ได้ยินหรือไม่ ไปซะ!
ในตอนเย็น เจ้าของร้านร้านขายเมล็ดพืชได้ขับรถม้ามาส่งเมล็ดพืชแปดกระสอบที่บ้านของหลินจิ่วเหนียง
แม้เขาจะสงสัยว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องการเมล็ดพืชมากมายในเวลานี้ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการพูดคุยด้วย เขาก็ขับรถม้าออกไปทันทีหลังจากขนสินค้าลงเสร็จแล้ว
เพื่อนบ้านรอบข้างมองบ้านของหลินจิ่วเหนียงด้วยความสงสัย อยากรู้ว่าคนขนอะไรมาให้นาง แต่หลินจิ่วเหนียงก็กระแทกประตูที่เพิ่งติดตั้งใหม่ทันที บดบังสายตาทุกคู่ที่จ้องมองเข้ามา
“ท่านแม่ เหตุใดท่านจึงซื้อข้าวเปลือกมาเยอะนักเล่าขอรับ?”
หลิวซื่อหลางอยากรู้อยากเห็น ดูจากรูปร่างและฟังเสียงก็รู้ว่าเป็นข้าวเปลือกอย่างไม่ต้องสงสัย
“หยุดพูดจาเหลวไหล แล้วขนไปที่ห้องของข้า ได้ยินหรือไม่?” หลินจิ่วเหนียงยังคงปอกไม้ไผ่ต่อไป
หลิวซื่อหลางพยักหน้า ก่อนยกกระสอบข้าวเปลือกขึ้นมา แล้วย่อตัวลง พยายามจะแบกขึ้นบนบ่า แต่ว่า...
หลิวซื่อหลางหน้าแดง กระสอบอยู่บนบ่าเขาแล้ว แต่เขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้
ท่าทางยกกระสอบไม่ไหวของเขาดูน่าขบขันนัก
เขาทำได้เพียงก้มหน้าลงด้วยความอับอาย แล้วใช้แรงทั้งหมดลากกระสอบข้าวเดินไปที่ห้องแม่ทีละก้าว
หลินจิ่วเหนียงเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของหลิวซื่อหลางที่เดินโซเซ พร้อมเบะปากด้วยความเย้ยหยัน
หลังจากขนข้าวเปลือกทั้งหมดไปที่ห้องของแม่แล้ว หลิวซื่อหลางก็เหนื่อยมาก จนทรุดตัวลงกับพื้นและหอบหายใจ
“แบกกระสอบข้าวยังไม่ไหวเลย หลิวซื่อหลางนี่เก่งจริง ๆ” หลินจิ่วเหนียงพูดด้วยสีหน้าประชด “บอกข้ามา ข้าควรตอบแทนเจ้าอย่างไร?”
หลิวซื่อหลางหน้าแดงและกังวลมาก จนไม่รู้จะเอามือไปไว้ตรงไหนดี “ท่านแม่...”
“อ๋อ ใช่แล้ว เพื่อตอบแทนเจ้า เหตุใดไม่เริ่มปลูกแปลงผักหลังบ้านใหม่พรุ่งนี้เล่า” หลินจิ่วเหนียงพูดด้วยรอยยิ้ม โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาพูด
“ท่านแม่ เมื่อก่อนท่านเคยบอกว่าที่ดินตรงนั้นรดน้ำยากเกินไป จึงปลูกพืชไม่ขึ้นไม่ใช่หรือขอรับ?” หลิวซื่อหลางแปลกใจ พื้นดินแปลงผักหลังบ้านที่แม่สร้างเองนั้นมีแต่หิน ทั้งยังไม่กักเก็บน้ำ จึงต้องคอยรดน้ำทุกวันเพื่อให้ได้ผลผลิต
แม่เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ความพยายามนั้นไม่คุ้มกับผลผลิตที่ได้รับ?
ยิ่งกว่านั้น ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ดูถูกที่ดินไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เหตุใดจู่ ๆ แม่ถึงอยากจะใช้มันปลูกพืช?
“ข้าไม่อยากกินผักป่าอีกต่อไปแล้ว เข้าใจหรือไม่” หลินจิ่วเหนียงยืนขึ้น แล้วหยิบถุงเมล็ดผักออกมาโยนใส่เขา “หลังจากปลูกแล้ว ข้าจะฝากเรื่องรดน้ำไว้กับเจ้า เพราะข้าไม่มีเวลา”
“แต่ต้องใช้มือตักน้ำมารดเท่านั้น ห้ามหาบมารด”
หลังจากพูดจบก็หันหลังเดินไปทางห้องครัว เหลือเพียงหลิวซื่อหลางที่มีสีหน้าสับสน
เวลารดน้ำลงดิน เหตุใดต้องตักน้ำด้วยมือแทนที่จะหาบมา แบบนั้นจะไม่เมื่อยมือแย่หรือ?
อีกสองวันต่อมา หลิวซื่อหลางเริ่มทำงานที่แปลงผัก ก่อนจะหว่านเมล็ดได้ต้องไถพรวนดินก่อน หลังจากไถพรวนแล้ว ต้องให้ปุ๋ย หว่านเมล็ดพืชและรดน้ำ
งานหว่านเมล็ดพืชนี้ใช้เวลาทำงานสองวันเต็ม ซึ่งสองวันที่ผ่านมา แม่ของเขาไม่ได้เข้ามายุ่งเลย เพียงแค่ดูเขาทำเท่านั้น น้ำที่เขาหาบมาเป็นครั้งแรกถูกแม่เตะจนคว่ำหมด
เมื่อถามว่าเพราะเหตุใด แม่ของเขาก็ให้เหตุผลว่า ผักที่ปลูกที่นี่ต้องรดน้ำด้วยมือเปล่าเท่านั้น ผักที่ปลูกด้วยวิธีนี้จึงจะมีรสชาติอร่อย
หลิวซื่อหลางงุนงง มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?
อยากจะตั้งคำถาม แต่เมื่อเห็นแววตาของแม่ เขาก็ทำได้เพียงกลับไปตักน้ำมารดน้ำพรวนดินอย่างเชื่อฟัง
ในวันที่สาม หลังจากที่รดน้ำดินจนชุ่มแล้ว หลิวซื่อหลางก็สงสัย “ท่านแม่ ตรงนั้นยังมีที่ดินอีกสองผืนที่ยังไม่ได้หว่าน ท่านยังต้องการจะหว่านหรือไม่ขอรับ?”
“ไปกันเถอะ ไปเข้าเมืองกัน” หลินจิ่วเหนียงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยืดตัว แล้วเตรียมเดินทางเข้าเมือง
หลิวซื่อหลางตกใจ “ท่านแม่ ไม่ทำความสะอาดบ้านก่อนหรือขอรับ?”
“เอาขยะไปทิ้งมันเป็นหน้าที่เจ้า ใครจะสนใจเล่า?” หลินจิ่วเหนียงยิ้มเยาะ “ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ ตอนเย็นต้องกลับมารดน้ำอีกครั้ง”
“ข้าบอกไว้เลยว่า หากเจ้าทำให้ข้าไม่ได้ผักใบเขียว ก็ลองดูว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร”
หลิวซื่อหลางไม่กล้าพูด เขาก้มหน้าเดินตามรอยเท้านางไป
ทว่าเมื่อเดินผ่านโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมือง สายตาของเขาก็ฉายแววปรารถนา เขาก้าวเท้าช้าลง สายตามองไปทางโรงเรียนนั้นหลายครั้ง โดยไม่เต็มใจจะจากไป
เมื่อหลินจิ่วเหนียงพบว่าเขาหายไป นางก็มองย้อนกลับไปหาเขาและรู้สึกแปลกใจ
นางเลิกคิ้วถามว่า “ว่าอย่างไร อยากอ่านออกเขียนได้ เพื่อเป็นขุนนางหรือ?”
หลิวซื่อหลางส่ายหน้าอย่างแรง “เปล่าขอรับ ข้าไม่ได้อยาก ไปกันเถอะขอรับท่านแม่!”
หลังจากพูดจบ เขาก็รีบเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
หลินจิ่วเหนียงไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงมองไปทางโรงเรียน แล้วหันหลังเดินไปข้างหน้า
อีกด้านหนึ่งที่บ้านสกุลหลิว
หลังจากสงบได้ไม่กี่วัน ในที่สุดวันนี้บ้านสกุลหลิวก็คึกคักอีกครั้ง
เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า แม่เฒ่าหลิวรื้อเสื้อผ้าสองชุดที่มีรอยปะไม่มากนัก แล้วบอกให้หลิวซานนีกับน้องสาวเปลี่ยนมาใส่ชุดนี้ พร้อมบอกให้พวกนางอาบน้ำให้สะอาด
เมื่อเห็นแม่เฒ่าหลิวจากไป หลิวซานนีก็กำชุดในมือให้แน่น พร้อมกับสัญญาณเตือนภัยในสมองดังขึ้น
มีบางอย่างผิดปกติ!
มีบางอย่างผิดปกติกับท่านย่า และมีบางอย่างผิดปกติกับอารองและอาสะใภ้รอง!
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกนางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกเลย ส่วนย่าและอาสะใภ้รองต่างก็ทำตัวลึกลับ และมองพวกนางด้วยสายตาราวกับกำลังมองสินค้าอยู่
มองสินค้า ไม่ใช่เรื่องดีแล้ว!
สีหน้าของหลิวซานนีเปลี่ยนไปมาก!
นางลุกขึ้นยืนทันที แล้วโยนชุดในมือลงบนเตียง เมื่อเห็นหลิวอู่นีกำลังมองชุดด้วยสีหน้ามีความสุข นางก็เอื้อมมือออกไปดึงชุดในมือของน้องสาวออก แล้วโยนทิ้งไป
นางเอื้อมมือไปจับมือหลิวอู่นี แล้วเดินออกไปข้างนอก “ไปกันเถอะ อู่นี ตามข้ามา!”
หลิวอู่นีเดินเซเมื่อถูกลากไปเช่นนี้ นางขมวดคิ้ว “พี่หญิงสาม ท่านจะลากข้าไปไหน?”
“หยุดพูดเหลวไหลได้แล้ว หากไม่อยากถูกขายก็แค่มากับข้า ได้ยินหรือไม่?” หลิวซานนีมองออกไปนอกลานบ้านด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและหวาดระแวง เมื่อพวกนางเดินออกมาถึงลานบ้าน นางก็ยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้น เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะออกไปจากที่นี่โดยไม่มีใครเห็น
หลิวอู่นีตกใจ “พี่สาว ท่าน ท่านกำลังพูดเรื่องเหลวไหลอันใด?”
“ท่านย่าจะขายพวกเราได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เลย”
“เจ้าเบาเสียงหน่อย” หลิวซานนีจ้องมองนาง “ข้าเป็นพี่สาวของเจ้า ข้าจะทำร้ายเจ้าหรือ? เจ้าแค่ต้องฟังข้าให้ดี เข้าใจหรือไม่?”
เมื่อเห็นหลิวอู่นีพยักหน้า หลิวซานนีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แผลที่หัวของเจ้าหายดีหรือยัง วิ่งได้หรือไม่?”
หลังจากแน่ใจว่านางสบายดีแล้ว หลิวซานนีก็จับไหล่ของนางไว้แน่น แล้วมองหน้านางด้วยสีหน้าจริงจัง “อู่นี ทันทีที่ข้าไปขวางพวกนางไว้ เจ้าต้องวิ่งให้เร็วที่สุด เพื่อไปตามท่านแม่มาช่วยเจ้า เข้าใจหรือไม่?”
ตราบใดที่นางไปพบแม่ และแม่คิดจะลงมือ ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้นกับอู่นี
หลิวอู่นีหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ “พี่หญิงสาม ข้ากลัว!”
“กลัวแล้วมีประโยชน์อันใด? อู่นี ตอนนี้แหละ รีบไปเร็ว” หลิวซานนีพูดด้วยสีหน้าเย็นชา ขณะมองดูคนที่อยู่ข้างนอก จากนั้นปล่อยมือ แล้ววิ่งไปผลักหลี่ซิ่วเจวียนอย่างแรง
ก่อนจะหันกลับไปตะโกนบอกหลิวอู่นีที่ยังคงยืนนิ่งเหมือนหุ่นไม้ “อู่นี วิ่งเร็วเข้า!”
ไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ ๆ หลิวซานนีจะรีบวิ่งเข้ามาผลักนาง แต่แม่เฒ่าหลิวได้ยินเสียงร้องของหลิวอู่นีแล้ว นางจึงวิ่งไปจับหลิวอู่นีโดยไม่รู้ตัว เมื่อหลิวซานนีเห็นดังนั้น นางก็รีบรุดไปข้างหน้าเพื่อหยุดนาง
เหตุการณ์เริ่มวุ่นวายทันที
“หลิวซานนีนังตัวดี ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตาย” แม่เฒ่าหลิวกลับมามีสติ สีหน้านางดุร้ายน่ากลัว ขณะเอื้อมมือไปบีบคอหลิวซานนี
“นังบ้า เจ้ากล้าผลักข้า!”
หลี่ซิ่วเจวียนปรี่เข้าใส่ด้วยความโกรธ ผลักหลิวซานนีอย่างแรง จากนั้นจึงไปคว้าตัวหลิวอู่นีที่กำลังตกตะลึง
หลิวซานนียังคงยืนหยัดด้วยสีหน้าบูดบึ้ง แล้ววิ่งไปชนกับหลี่ซิ่วเจวียน เมื่อนางเห็นแม่เฒ่าหลิวรีบวิ่งเข้ามา นางก็ยื่นมือออกไปขวาง แล้วตะโกนใส่หลิวอู่นีอีกครั้ง “วิ่งเร็ว!”
“ไปหาท่านแม่ ได้ยินหรือไม่ ไปซะ!”
..............................................................................................................................
สารจากผู้แปล
อู่นีสู้ ๆ มีแรงเท่าไหร่ใช้วิ่งให้หมด
ไหหม่า(海馬)