พบกันอย่างเป็นทางการ (ตอนต้น)
ท่ามกลางความมืดมิดอันไม่มีที่สิ้นสุด ฉู่ซู่อิ๋งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ ประเดี๋ยวก็ขึ้น ประเดี๋ยวก็ลง บางครั้งรู้สึกคล้ายมีกระแสพลังอุ่นร้อนโอบล้อมรอบกาย มันเป็นความรู้สึกที่นางไม่เคยประสบพบเจอมาเลยก่อนในชีวิต มันทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน ปลอบประโลมนางที่ร้อนรุ่มและเจ็บร้าวทั้งร่างกายและจิตใจได้ดียิ่งนัก ดูเหมือนจะนานมากแล้วที่นางมิได้สัมผัสกับความรู้สึกเช่นนี้...
เพล้ง!
สติสัมปชัญญะที่กำลังล่องลอยถูกดึงกลับมาด้วยเสียงแหลมบาดโสตประสาทนั้น เปลือกตาที่หนักอึ้งเผยอขึ้นเล็กน้อยหมายมองไปทางต้นเสียง แต่มันกลับมองเปิดได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และภาพนั้นที่เห็นยังพร่าเลือนเหมือนดั่งความฝัน
ในภาพนั้นนางเห็นบุรุษสวมชุดสีดำปักลายเมฆมงคลกำลังทำชี้นิ้วใส่ลูกน้องที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างเผด็จการ น่าแปลกทั้งที่เสียงของตกแต่งก่อนหน้านี้ดังสนั่นถึงเพียงนั้น และตัวเขาเองก็ยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล ทว่าเสียงพูดของชายคนนั้นกลับเบามากเสียจนคล้ายกับดังมาจากที่ไกลแสนไกล
"ไปเชิญหมอมาอีก! ถ้าเมืองนี้เล็กไป มีหมอน้อย เจ้าก็เอาป้ายของข้าไปเมืองเจิ้นเว่ยกับป้อมซ่างถู ที่นั่นมีหมอทหารฝีมือดีแน่นอน มีกี่คนเชิญมาให้หมด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาหมอมารักษานางให้ได้ ใครกล้าขวางให้มันไสหัวมาอธิบายกับข้าด้วยตัวเอง!"
เสียงทุ้มของเขาถูกกดต่ำ ฟังดูทรงอำนาจและเผด็จการ หลายๆ คำอาจจะดูไร้เหตุผลไปหน่อย ทว่าสำหรับนางกลับน่าฟังอย่างยิ่ง นอกจากพี่ใหญ่แล้ว เขาเป็นคนที่สองที่มีเสียงเช่นนี้ นางชอบน้ำเสียงของเขามาก รู้สึกอยากจะฟังต่ออีกสักหลายๆ ประโยค นึกสงสัยด้วยว่า ชายคนนี้เป็นใครกันนะ คนผู้นี้เชิญหมอมารักษาใครกัน
...นางรึ
หรือว่าผู้อื่น...
ความคิดของหญิงสาวเริ่มล่องลอยไปไกลราวกับไร้แรงดึงดูดอีกครั้ง เปลือกตาปิดลงนำพาความมืดมิดมาเยือนก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง
ฝ่ายโอวหยางหมิงหลิงไม่รู้สักนิดว่าสตรีที่ตัวเองช่วยมาได้ฟื้นขึ้นมาชั่วขณะ หลังจากไล่พวกลูกน้องไปตามแพทย์กับไปต้มยาจนหมดแล้ว เขาก็เดินวนไปวนมาในห้องด้วยความหงุดหงิดเข้าขั้นโมโหหลังฟังคำวินิจฉัยอาการบาดเจ็บของฉู่ซู่อิ๋งจากแพทย์คนแรกที่เชิญมารักษา
อาการของนางสาหัสยิ่ง แผลธนูปักบนไหล่ซ้ายต้องผ่านำหัวลูกศรออกมา ต้นแขนข้างเดียวกันถูกฟันลึกเกือบถึงกระดูก ศีรษะด้านขวาแตก โชคดีที่ตำแหน่งอยู่ในไรผมจึงรอดพ้นจากการเสียโฉมมาได้ ส่วนกลางลำตัวและมือขวามีรอยช้ำใหญ่ที่คาดว่าเกิดจากการโดนใช้เท้าประทุษร้าย แต่จุดที่หนักที่สุดคือดวงตาข้างขวาซึ่งถูกกระแทกจนบวมช้ำ หากรักษาไม่ดีก็มีแนวโน้มว่าจะตาบอดได้ ยังมีอาการเสียเลือดมากที่ทำให้ชีวิตนางยังแขวนอยู่บนปากเหว
ด้วยสภาพขาดวิ่นไม่ต่างไปจากตุ๊กตาผ้าถูกสัตว์ร้ายขย้ำของนาง โอวหยางหมิงหลิงกังวลว่าหญิงสาวอาจจะอยู่ไม่พ้นสองสามวันนี้ เขาจึงสั่งให้คนไปเชิญแพทย์มาเพิ่มเติมเพื่อหาทางรักษาชีวิตของนางเอาไว้ โชคดีที่พวกเขาอยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่และป้อมปราการป้องกันเขตแดนมากนัก ทำให้ยังพอจะมีโอกาสหาแพทย์ฝีมือดีมาได้อยู่บ้าง
ชายหนุ่มเดินวนอยู่หลายรอบก่อนจะเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญมาอีกครั้ง เขาเทียบกับความทรงจำที่หลงเหลือมาจากชาติก่อนแล้วพบว่า มันเปลี่ยนแปลงไปราวกับโลกทั้งใบพลิกคว่ำคะมำหงายเลยทีเดียว
ชาติที่แล้ว ฉู่ซู่อิ๋งกับหลานชายกลับเมืองหลวงอย่างปลอดภัยภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังส่วนตัวประจำสกุลฉู่ ชาตินี้กลับกลายเป็นนางถูกไล่ล่าและถูกทำร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด คนที่ติดตามนางมามีเพียงสาวใช้สองคนซึ่งล้วนถูกสังหารไปจนหมดแล้ว ไม่ได้มีหลานชายตัวน้อยเดินทางมาด้วยกันแต่อย่างใด
ลูกน้องของเขาพบตัวฉู่ซู่อิ๋งครั้งแรกในรอบสองปีเมื่อราวสิบวันก่อนที่เมืองหยางโถว ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมืองหยางคัง ห่างกันราวๆ หนึ่งร้อยหลี่เท่านั้น หญิงสาวพาสาวใช้สองคนไปหาเช่ารถม้าและว่าจ้างผู้คุ้มกันเพื่อไปยังเมืองหลวง ลูกน้องของเขาพอทราบเรื่องก็รีบส่งข่าวมาหา ส่วนตัวเองและคนอื่นๆ ปลอมตัวเป็นผู้คุ้มกันและร่วมทางมาด้วย ส่วนเขาพอได้ข่าวจากคนสนิทก็รีบเดินทางขึ้นมาเพื่อดักพบคน
หลังจากนั้นด้วยเงื่อนเวลาแห่งความบังเอิญอันน่าเหลือเชื่อ เขาจึงช่วยชีวิตนางไว้ได้ทันราวกับปาฏิหาริย์
ความแตกต่างระหว่างสองชาติ นอกจากจะทำให้โอวหยางหมิงหลิงใจหายใจคว่ำแล้ว มันยังกระตุ้นความสงสัยของเขาด้วยว่า สิ่งใดที่ทำให้ชะตากรรมในชาติใหม่เปลี่ยนแปลงไปเพียงนี้ หรือมันเป็นผลกระทบจากการที่เขาเลือกเปลี่ยนอนาคตของตนเอง หญิงสาวนางนี้จึงประสบกับชะตากรรมเลวร้ายแทนเขา ถ้าเป็นอย่างหลังขึ้นมาจริงๆ เขาจะทำอย่างไรต่อไปดี ค่าตอบแทนนี้ออกจะมากเกินไปสักหน่อย
"บัดซบเอ๊ย!"
ยิ่งคิดยิ่งโมโห โอวหยางหมิงหลิงยกกำปั้นขึ้น รู้สึกอยากจะทุบโต๊ะไม้ท้อใกล้ๆ เพื่อระบายโทสะ แต่พอเหลือบไปเห็นร่างแบบบางที่นอนเหยียดบนเตียง เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อสักครู่ใหญ่ก่อนหน้านี้ ตนเองเพิ่งจะปาถ้วยน้ำชาระบายอารมณ์หนหนึ่งแล้ว เขาไม่สมควรรบกวนการพักผ่อนของนางอีก ชายหนุ่มจึงเก็บมือกลับมาแล้วไปนั่งข้างกายฉู่ซู่อิ๋งแทน
ถึงแม้ชาติก่อนจะมีโอกาสผูกวาสนา แต่งงานเป็นสามีภรรยาผูกผมร่วมกัน ทว่านี่เป็นครั้งแรกโอวหยางหมิงหลิงเพิ่งได้เห็นหน้าฉู่ซู่อิ๋งชัดๆ เต็มสองตา
นางมีใบหน้างามโดดเด่น จมูกโด่งรั้นแต่ยังรับกับริมฝีปากอวบอิ่ม แพขนตางอนงามทาบทับตัดกับผิวราวกับหยกมันแพะ คิ้วเรียวทอดกายเหนือดวงตาทำให้เครื่องหน้านางยิ่งเด่นชัด เรือนผมยาวสีดำหยักศกเล็กน้อยทอประกายสีน้ำตาลยามต้องแสงตะวัน รูปโฉมของนางคมชัดคล้ายกลุ่มชนนอกด่านมากกว่าในคนแคว้น บางทีคงเพราะมีเสด็จย่าทวดเป็นคนเผ่าหู่ตี้ที่มาจากทางตะวันตก
โอวหยางหมิงหลิงยอมรับจากใจว่า สตรีผู้นี้งดงามตราตรึงใจจริงๆ แม้จะบาดเจ็บจนหน้าซีดขาว ริมฝีปากแตกเป็นขุ่ย และดูผอมกว่าที่ควรจะเป็น เขาก็ยังมิอาจละสายตาไปไหนได้ แม้แต่จางอวี๋ซินที่เคยเป็นหนึ่งในดวงใจยังไม่อาจเทียบนางได้สักกะผีกริ้น ชาติก่อนเขาถูกอะไรบังตากันหนอ ถึงได้เห็นนางสารเลวนั่นดีไปหมดเช่นนั้น
"เจ้าคิดว่าอย่างไร ฉู่ซู่อิ๋ง" โอวหยางหมิงหลิงจ้องมองใบหน้าหญิงสาวอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างไม่มีเหตุผล มือใหญ่ลูบแก้มขาวซีดของหญิงสาวแผ่วเบา "เจ้าว่าเป็นเพราะชาติก่อนเจ้าเคยช่วยข้าไว้ ชาตินี้สวรรค์จึงลิขิตให้ข้าช่วยเจ้ากลับเป็นการชดเชยกันหรือเปล่า"
เขาพลิกมือกลับมาใช้ด้านหลังไล้เบาๆ จนถึงคางมนก่อนเลื่อนลงมากุมมือซ้ายของนาง ซึ่งเป็นมือข้างเดียวที่ไม่ได้บาดเจ็บ ความหยาบกระด้างที่สัมผัสได้ทำให้คิ้วกระบี่ของเขาขยับเข้าหากัน
"เจ้าหายไปที่ไหนมากันแน่ ไฉนมือหยาบแบบนี้ พี่ชายของเจ้าตายแล้วหรือว่ายังอยู่ ยังมีหลานชายเจ้าอีก ชาตินี้เขายังมีตัวตนหรือไม่...คนที่ทำร้ายเจ้าเป็นใครกัน"
ในหัวของโอวหยางหมิงหลิงเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังไร้คำตอบ โดยเฉพาะคำถามสุดท้าย เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามเป็นนักฆ่ามืออาชีพ เมื่อแผนการถูกทำลายก็ฆ่าตัวตายหนีความผิดและตัดเบาะแสไปจนหมด แต่เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะสืบสาวไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ ตราบใดที่ฉู่ซู่อิ๋งยังมีชีวิตอยู่ พวกมันต้องโผล่หัวออกมาตามล่าหาสิ่งที่ต้องการแน่นอน ถึงตอนนั้นจะเป็นคนหรือผี เขาก็จะหาทางลากมันออกมารับโทษให้สาสมกับสิ่งที่ก่อไว้แน่นอน
ส่วนความสัมพันธ์กับฉู่ซู่อิ๋งในชาตินี้จะเป็นอย่างไรนั้น โอวหยางหมิงหลิงตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยให้โชคชะตาเป็นตัวนำพาไป ไม่ว่าที่สุดแล้วเขาและนางจะมีจุดจบเช่นไร เขาตั้งใจว่าจะปกป้องและคุ้มครองนางอย่างสุดความสามารถ ถือเสียว่าตอบแทนที่นางเคยมาช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อชาติก่อน พร้อมกับการค้นหาตัวตนแท้จริงของนางไปด้วย เผื่อว่ามันจะช่วยคลี่คลายความค้างคาใจที่ติดมาตั้งแต่ชาติก่อนได้...แม้จะเศษเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี
"รีบตื่นเล่า ซู่อิ๋ง"
เขาถอดรองเท้าออกแล้วยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาชันเข่า ซบใบหน้าคมสันลงไปในท่วงท่าที่เห็นใบหน้าหญิงงามได้ชัดเจน มือใหญ่ลูบมือแบบบางที่กอบกุมอยู่มิยอมวาง
"ข้ารอพบเจ้ามาตั้งสองปีแล้วนะ หนนี้เห็นแก่เจ้าบาดเจ็บหนักจะยอมรอต่ออีกหน่อย แต่อย่าปล่อยให้ข้าต้องรอเก้อเล่า..."
_______________
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - เริ่มเสียดายทีหลังแล้วสินะหมา…