หลังพ่อบ้านฟู่ชุนแห่งหมู่บ้านไผ่เขียว และทุกคนกลับออกไปแล้ว แสงสุริยาที่ริบหรี่เริ่มลับขอบฟ้าเหลือเพียงฟังหานเต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าและหานอี้เต้าหยินศิษย์คนรอง
ภายในศาลาเรือนสนที่ด้านในตกแต่งแบบเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะและที่นั่งที่จำเป็ไม่กี่ตัว นกนางแอ่นูเาที่ถูกหานอี้เต้าหยินเหลือบมองดูตรงหน้าต่าง กางปีกบินออกไปหาคู่ของมันที่อยู่อีกกิ่งหนึ่งของต้นไม้
" อะแฮ่ม! " เสียงแกล้งกระแอมของฟังหานเต้าหยินดังขึ้น นกนางแอ่นูเาทั้งคู่ร้องโผบินจากไป ดึงสติของหานอี้เต้าหยินกลับมา หลังฟังหานเต้าหยินกระแอมเสียงดังเขาหยิบเทียบเชิญงานประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมขึ้นมา จ้องมองไปยังศิษย์คนรองที่อยู่ตรงหน้า
" เ้าคิดเห็นเป็เช่นไร "
หานอี้เต้าหยินครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง กล่าวเสียงเนิบขึ้นว่า
" การประลองที่จัดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน สามสิบสองกระบี่แปรผันของอาจารย์ แพ้กระบี่สี่เลิศล้ำของเซียนปราชญ์กระบี่หยางปี้ไปครึ่งกระบวนท่า แต่ปีนี้..ท่านอาจารย์บรรลุหกสิบสี่กระบี่แปรผัน ขั้นที่ 7 ย่อมเป็อาจารย์ที่จะได้ชัยในปีนี้แล้ว " เขาคิดว่าหกสิบสี่กระบี่แปรผันของมหาอาศรมหยั่งฟ้า ที่กัวฉือเต้าหยินปรามาจารย์เมื่อ 800 ปีก่อน และผิงไป่เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมรุ่นที่ 2 เพียงฝึกปรือสำเร็จก็พิชิตสยบไปทั่วแดนฟ้าเมฆินทร์ เมื่ออาจารย์ของตนฝึกสำเร็จย่อมพิชิตไปทั่วหล้าเช่นกัน
" ถ้าเ้าคิดได้เพียงเท่านี้ เ้าคงไม่มีวันเหนือล้ำกว่าหวังตุ้ย ศิษย์พี่ของเ้าแล้ว " ฟังหานเต้าหยินหรี่ตา กดเสียงต่ำลง สายตาคล้ายเย้ยหยันศิษย์คนรองอยู่บ้าง
" ถ้าหวังตุ้ยอยู่ เ้าได้เป็เด็กเมื่อวานซืนในดวงตาโปนโตของมันแล้ว..แฮะ!! " ฟังหานเต้าหยินคิดถึงดวงตาโปนโต หางตาชี้ตั้งขึ้นของศิษย์คนโต อดอารมณ์ฉุนขึ้นมามิได้
" เ้าคิดว่า 10 ปีนี้ อาจารย์ก้าวหน้าได้คนเดียว เ้าเห็นผู้อื่นเป็เพียงตอไม้ที่ตายแล้วหรืออย่างไร? " เขาพูดจนเคราขาวชี้ชัน สะบัดแขนจนชายเสื้อบินว่อน จึงเย็นลงได้
ฟังหานเต้าหยินหวนนึกถึงการประลองห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรม เริ่มต้นจากปักษิณวิบัติปีกทองมารร้ายเมื่อแปดร้อยปีก่อน อาละวาดเข่นฆ่าเหล่าชาวยุทธ์ สำนักน้อยใหญ่ล้มตายเป็จำนวนมาก สุดท้ายเป็สือหยวนเ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมะประทีปขณะนั้นและกัวฉือเต้าหยินร่วมมือกัน ทำร้ายมารร้ายตนนี้าเ็จนหายสาบสูญไปจากแดนฟ้าเมฆินทร์
กัวฉือเต้าหยินคิดว่าการที่มารร้ายอาละวาด เป็เพราะฝีมือในแต่ละค่ายสำนักตกต่ำลง การประลองแลกเปลี่ยนวิชาเพื่อยกระดับฝีมือ และเชื่อมสัมพันธ์ของผู้นำค่ายสำนักต่างๆ จึงเกิดขึ้น
แต่เวลาเมื่อผ่านมาหลายร้อยปี ค่ายสำนักที่ร่วมประลองลดจำนวนลงมา
ปัจจุบันเหลือผู้นำค่ายสำนักที่ร่วมประลองที่เรียกว่าห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรม แยกเป็ห้าสุดยอดฝีมือฝ่ายฆราวาสและนักพรตที่เป็ตัวแทนของค่ายสำนักต่างๆ คือ จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้า เซียนปราชญ์กระบี่แห่งหมู่บ้านไผ่เขียว เ้าวังแปดดุริยางทิพย์ เ้าตำหนักมุก์แห่งวังวารีเทพ และเ้าวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล และหนึ่งคุณธรรมตัวแทนของฝ่ายสงฆ์ คือ เ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมประทีป
ซึ่งการประลองความจริงไม่ได้จำกัดค่ายสำนัก เพียงค่ายสำนักอื่นล้วนสำนึกตนเองไม่อาจเปรียบกับค่ายสำนักในห้าสุดยอดหนึ่งคุณธรรมได้ จึงไม่ได้เข้าร่วมประลอง
การประลองจะจัดทุก 10 ปี โดยผู้ที่ได้ชัยในปีนั้นจะเป็ผู้จัดการประลองในครั้งต่อไป เช่น ในการประลองเมื่อ10 ปีก่อน เซียนปราชญ์กระบี่แห่งหมู่บ้านไผ่เขียวเป็ผู้ชนะการประลอง จึงเป็ผู้เชิญและกำหนดการประลองที่จะจัดขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้านี้
เมื่อฟังหานเต้าหยินเงียบเสียงลง สองศิษย์อาจารย์ก็นั่งจ้องตากันเช่นเดิม เพียงไม่มีเสียงนกนางแอ่นูเาบินหนีเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็เสียงชราที่ค่อนข้างทุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น ทำลายบรรยากาศที่เงียบเชียบนี้อีกครั้ง
" นายท่าน เชิญรับน้ำชา " หลังก้าวเข้ามา ชายชราผู้นี้คารวะฟังหานเต้าหยิน ภายในใจคิดว่าสองศิษย์อาจารย์เป็เช่นนี้อีกแล้ว ฟังหานเต้าหยินก็เหลือเกิน เขาอยู่ด้านนอกยังได้ยินเสียงจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้า หลังคารวะเสร็จก็ถอยหลังก้าวออกไป
เป็เสียงของเฒ่าไป๋เซียงหัวหน้าผู้ดูแลโรงครัว ที่ทำหน้าที่นำน้ำชา มาให้จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้า เมื่อเฒ่าไป๋เซียงกลับออกไปแล้ว
ฟังหานเต้าหยินจิบถ้วยชา แล้ววางถ้วยชาที่ยังร้อนจนไอควันลอยตัวขึ้นลงบนโต๊ะด้านข้าง
คล้ายฟังหานเต้าหยินมีอะไรว่ากล่าว เขาเก็บใบหน้าที่เคร่งขรึมลงก่อนจะปล่อยแววตาปราณีที่ซ่อนอยู่ออกมา จ้องไปที่ศิษย์คนรอง
" หานอี้ วิชาหกสิบสี่กระบี่แปรผันปีนี้เ้าฝึกปรือถึงขั้นใดแล้ว? "
สายตาหานอี้เต้าหยินหม่นลงอย่างมากจนคล้ายเสียงที่เอ่ยออกมา
" ปีนี้ศิษย์ยังอยู่ขั้นที่ 5 ห่างไกลจากศิษย์พี่หวังตุ้ยนัก " กล่าวเสร็จก็นิ่งไป
ฟังหานเต้าหยินเห็นศิษย์คนรองนิ่งเงียบไปนาน จึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบที่สุดว่า
" เ้าบอกอาจารย์เมื่อตอนกลางวันว่าเช่นไร "
" สรรพสิ่งล้วนหนีไม่พ้นความดับสูญ เกิดและดับไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า " หานอี้เต้าหยินเอ่ยช้าๆ
" อีก 10 ปีอาจารย์จะลงจากตำแหน่งจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้า เ้าเข้าใจความหมายของอาจารย์หรือไม่ ?"
หานอี้เต้าหยิน "........."
เหตุใดหานอี้เต้าหยินจะไม่เข้าใจว่าอาจารย์คิดปรารถนาให้เขารับตำแหน่งจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นต่อไป ทั้งที่ควรจะเป็ศิษย์พี่ของเขา
"แต่ศิษย์พี่....."เขาเอ่ยออกมา ก่อนที่จะพูดด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมจริงจังบอกอาจารย์ว่า
"ศิษย์เกรงจะทำให้อาจารย์เป็ที่ผิดหวังแล้ว "
ฟังหานเต้าหยินพอฟัง เมื่อครู่น้ำเสียงและสติเพิ่งเย็นลง กลับแผดเสียงดังขึ้นมาอีก
" ข้าเป็อาจารย์เ้า หรือเ้าเป็อาจารย์ข้า "
เขาโมโหจนตัวไหวเคราขาวกระเพื่อม
"คืนนี้ เ้าจงกลับไปทบทวนตัวเอง ออกไปซะ"
หานอี้เต้าหยินฝืนยิ้มออกมา
"ศิษย์ทราบแล้วขอรับ อาจารย์"
ฟังหานเต้าหยินมองตามหลังศิษย์คนรอง หานอี้ศิษย์คนรองของเขาผู้นี้ มีจิตใจที่มั่งคงซื่อตรง สุขุมรอบคอบเพียงมีฝีมือเป็รองหวังตุ้ยศิษย์ผู้พี่ ที่แม้จะมีพลังฝึกปรือกล้าแข็งโดดเด่นที่สุดของมหาอาศรมหยั่งฟ้า แต่เป็ผู้มีอารมณ์ร้อน มุทะลุดุดัน ขาดความรอบคอบไหนเลยเป็จ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้าได้ พลังฝีมือฝึกปรือเพิ่มได้แต่นิสัยสันดานคนยากกลับกลายแปรเปลี่ยน ฟังหานเต้าหยินลูบที่เคราขาวเบาๆ ทอดถอนใจออกมา
เมื่อหานอี้เต้าหยินเดินออกจากศาลาเรือนสน เป็นกนางแอ่นูเาสองตัวบินกลับมาเกาะบนกิ่งต้นสนข้างหน้าต่างเช่นเดิม แหงนจ้องมองเคราขาวของนักพรตชราเฒ่า คล้ายเหมาะที่จะเอามาทำรังของมันยิ่ง รอให้เฒ่าชรานี้เผลอ
"อะแฮ่ม!" เสียงกระแอมของฟังหานเต้าหยินดังขึ้น นกนางแอ่นูเาสองตัวบินหนีไปแทบไม่ทัน แล้วทิวาราตรีนี้...ก็ผ่านไป
..........................................
ท้องฟ้าสีสดใส เมฆน้อยใหญ่ผลัดกันเคลื่อนไหลผ่านยอดูเาไฟที่หลายพันปีเคยบ้าคลั่ง ปะทุพ่นลาวาและเถ้าถ่านออกมาอย่างยาวนานลูกหนึ่ง
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านช่องว่างของก้อนเมฆ ทำให้เห็นทัศนียภาพชัดขึ้น เห็นเป็ปลายยอดูเาที่โผล่พ้นก้อนเมฆของูเาไฟหลายร้อยลูก
ที่นี้กลับเป็แถบหุบเขาัหลับที่มีูเาไฟที่มอดดับขึ้นเรียงรายซ้อนกันอยู่หลายร้อยลูก ที่อยู่ทางทิศตะวันออกสุดของมณฑลใหญ่บูรพาในแดนฟ้าเมฆินทร์
ที่นี้ไม่ค่อยมีผู้ใดเข้ามาเพราะเมื่อข้ามหุบเขาัหลับไป จะเป็เขตแดนหมื่นภูติพฤกษาที่เป็ดินแดนที่มนุษย์ไม่สมควรเข้าไป เนื่องจากมีภูติพฤกษาที่โหดร้ายกลืนกินชีวิตผู้ที่เข้าไปในดินแดนนี้ แต่ยังมีผู้ฝึกปรือพลังยุทธ์ไม่น้อยที่ไม่หวั่นความตาย ดั้นด้นข้ามหุบเขาัหลับไปยังเขตแดนหมื่นภูติพฤกษา เพราะสมุนไพรวิเศษที่มีพบเห็นดาษดื่น และยิ่งร่ำลือว่าเม็ดพลังของภูติพฤกษามีฤทธิ์เพิ่มพลังฝึกปรือไม่ด้อยไปกว่าเม็ดพลังของสัตว์วิเศษที่มีอายุขัยหลายพันปี
ูเาแต่ละลูกของหุบเขาัหลับสูงเทียมเมฆ ที่ต่ำที่สุดยังสูงกว่ามหาเจดีย์หยั่งฟ้าของมหาอาศรมหยั่งฟ้ากว่า 200 เมตร
แต่ที่อยู่ตรงหน้าชายผอมสูงผู้หนึ่ง เป็ูเาลูกที่สูงและชันที่สุดจนมองไม่เห็นยอด แสงแดดส่องปะทะใบหน้าด้านข้างของชายผอมสูงผู้นี้ ทอดเงาบนพื้นปรากฏเป็เคียวเกี่ยวข้าวสีดำด้ามหนึ่ง
กลับเป็พ่อบ้านฟู่ชุนแห่งหมู่บ้านไผ่เขียว ที่เมื่อวานนำเทียบเชิญไปยังมหาอาศรมหยั่งฟ้า เช้านี้กลับมาปรากฏกายที่นี้
ฟู่ชุนยังคงเดินตรงไปูเาลูกที่สูงและชันที่สุด ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเบียดเสียด เถาวัลย์พันเลื้อยกันจนมองไม่เห็นพุ่มไม้ข้างล่าง เขาขยับร่างเร่งเร้าพลังลมปราณทั่วร่างอีกครั้ง บนิักลับเปลี่ยนเป็ประกายสีเขียวระเรื่อ แต่เขายังเกร็งลมปราณอย่างต่อเนื่อง ก่อนโลหิตจะสูบฉีดจนิัเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเป็ประกายสีเหลือง พุ่มไม้บริเวณโดยรอบสั่นไหวใบปลิวว่อน เศษใบไม้และฝุ่นผงคละคลุ้งขึ้นมา
ฟู่ชุนสะกิดปลายเท้าเบาๆ กายกลับพลิ้วไหว เหยียบย่างบนปลายกิ่งไม้ปานไร้น้ำหนัก ก่อนเกร็งแขนทั้งสองข้างกางออกดั่งปักษา ดีดดันร่างทะยานขึ้นสู่ทิวยอดเขาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเมื่อวานมากนัก
ท่าร่างกลับคล้ายปักษิณวิบัติปีกทองมารร้ายเมื่อ 800 ปีก่อนใช้ออก หาได้ด้อยกว่าสุดยอดวิชากระบวนท่าแปดเซียนจรวิถีของมหาอาศรมหยั่งฟ้าแม้แต่น้อย ต่างกันเพียงที่ปักษิณวิบัติปีกทองใช้ออกเมื่อ 800 ปีก่อน เมื่อเกร็งลมปราณถึงขีดสุด ทั่วร่างจะกลายเป็สีทอง
.........................................