"อ้าว! นี่พวกเธอไม่เจอยัยนั่นหรอกเหรอ!?" หยกชี้มือขึ้นไปบนเพดาน "ก็ฉันนึกว่ายัยโรส... แอบขึ้นไปหาพวกเธอสองคนถึงบนห้องพักซะอีก! เพราะตั้งแต่ฉันเดินเข้ามาในงานตั้งนานสองนานเนี่ย... ฉันก็ยังไม่เห็นหัว หรือแม้แต่เงาของยัยนั่นเลยนะ!"
หลังจากที่สองสาวรู้ว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้พบเพื่อนสนิทของพวกเธอเลยตั้งแต่เริ่มงาน ทั้งคู่ก็ทำได้เพียงแต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกแปลกใจปนสงสัย ท่ามกลางเสียงดนตรีคลาสสิกที่บรรเลงคลอเคล้าไปกับบรรยากาศอันโอ่อ่าของโถงจัดเลี้ยง
เพียงฟ้าขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความลังเล "ไม่ใช่ว่า... โรสเขาติดธุระด่วน หรือมีปัญหาอะไรกะทันหันจนมาไม่ได้หรอกนะ?"
"โอ๊ย! เป็นไปไม่ได้เลยค่ะฟ้า!" หยกนภารีบส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง หญิงสาวในชุดราตรีสีขาวมุกยืนยันด้วยความมั่นใจเกินร้อย "ยัยนั่นน่ะ ลงทุนโทรไปแคนเซิลทุกงาน แคนเซิลคิวเดินแบบที่ต่างประเทศ เพื่อที่จะบินกลับมาดูหน้าตาของ 'อีตานี่' โดยเฉพาะเลยนะ! ต่อให้จะติดธุระสำคัญแค่ไหน หรือฟ้าถล่มดินทลายยังไง... ฉันว่างานนี้ยัยนั่นก็ต้องโผล่มาแน่ๆ!"
ธีร์ที่ยืนฟังบทสนทนาของทั้งคู่อยู่เงียบๆ โดยไม่ได้เอ่ยปากแทรก เขาลอบสังเกตและประเมินสถานการณ์ผ่านข้อมูลที่ได้รับ ชายหนุ่มพบว่าหลายครั้งแล้วที่เวลาสองสาวนี้คุยกัน ก็มักจะมีชื่อของผู้หญิงที่ชื่อว่า 'โรส' โผล่เข้ามาในบทสนทนาเสมอ จากรูปประโยคและน้ำเสียงที่ใช้คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เขาจึงพอจะเดาได้ไม่ยากว่าผู้หญิงที่ชื่อโรสคนนี้ น่าจะเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มเดียวกันกับพวกเธอทั้งสองคน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องจดจำรายละเอียดนี้เอาไว้ ก็คือประโยคที่บอกว่าผู้หญิงคนนั้นลงทุนยกเลิกงานระดับนานาชาติเพียงเพื่ออยากจะมา 'เห็นหน้า' เขา บทสนทนานี้ทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่า ผู้หญิงที่ชื่อโรสคนนี้คงจะให้ความสำคัญกับเพียงฟ้ามาก ถึงขนาดยอมเสียสละเรื่องงานเพื่อมาสแกนดูหน้าตาและประเมิน 'ผู้ชาย' ของเพื่อนสนิทด้วยตาตัวเอง ความสัมพันธ์ของพวกเธอคงจะแน่นแฟ้นและลึกซึ้งมากในระดับที่พร้อมจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกันได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ
เพียงฟ้าที่ได้ฟังคำตอบอันหนักแน่นของหยก ก็ทำหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าสวยหวานจะคลายความกังวลลง หญิงสาวระบายยิ้มบางๆ ออกมา
"เอาเถอะ... ถ้าเป็นอย่างที่เธอพูด เดี๋ยวยัยนั่นก็คงจะโผล่มาให้เราเห็นเองแหละ" เพียงฟ้าตัดบทเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศของงานมงคลในค่ำคืนนี้ "เรามาสนุกกับงานเลี้ยงกันดีกว่านะ"
เมื่อตกลงกันได้ นางพญาสาวแห่งสิรินทรา กรุ๊ปก็ทำหน้าที่ของคู่หมั้นที่ดี หญิงสาวหันกลับมาให้ความสนใจกับธีร์ ก่อนจะเริ่มทำหน้าที่เชื่อมสมานไมตรี ด้วยการพาเขาไปแนะนำตัวให้รู้จักกับบุคคลในแวดวงสังคมที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ตรงนั้น
"ธีร์คะ... เดี๋ยวฟ้าจะแนะนำให้คุณรู้จักกับแขกตรงนี้นะคะ" เพียงฟ้าผายมือไปทางพระเอกหนุ่มจอมโอ้อวดที่ยืนปั้นหน้าหล่ออยู่ "นี่คือคุณก๊อตค่—"
"อ้อ! สองคนนี้เขารู้จักกันอยู่แล้วล่ะฟ้า"
ยังไม่ทันที่เพียงฟ้าจะแนะนำจบ หยกนภาก็เอ่ยปากพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน โค้ชคิวบู๊สาวพยักพเยิดหน้าไปทางธีร์และก๊อต "ก็คราวก่อน ตอนที่อีตาธีร์ไปที่สตูดิโอถ่ายหนังน่ะ สองคนนี้เขาก็ได้เจอกันและทักทายกันไปแล้วล่ะ"
เพียงฟ้าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่เมื่อสมองอันชาญฉลาดของเธอประมวลผล เธอก็นึกขึ้นได้ว่าธีร์เคยเล่าเรื่องที่เขาบังเอิญไปเจอหยกและถูกลากไปที่กองถ่ายให้เธอฟังแล้ว ซีอีโอสาวจึงปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะสานต่อบทสนทนาอย่างแนบเนียนเพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับคู่หมั้นหนุ่ม
"อ๋อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง" เพียงฟ้ายิ้มหวาน "ถ้าอย่างนั้น คุณธีร์ก็คงจะรู้แล้วสินะคะ... ว่าตอนนี้ 'คุณก๊อต' เขาเป็นนักแสดงชายที่กำลังมาแรงมากๆ ทั้งงานแสดงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ แล้วก็งานพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้าแบรนด์ดังๆ ล้วนแต่มีติดต่อเข้ามาหาเขาไม่ขาดสายเลยล่ะค่ะ"
เมื่อได้รับคำชมจากปากของผู้บริหารระดับสูงอย่างเพียงฟ้า ก๊อตก็ถึงกับยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ รอยยิ้มกว้างขวางปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา พระเอกหนุ่มรีบค้อมศีรษะลงเล็กน้อยอย่างรู้มารยาท ก่อนจะเอ่ยทักทายชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทีที่นอบน้อมกว่าครั้งแรกที่เจอกันอย่างเห็นได้ชัด
"ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้งอย่างเป็นทางการนะครับ คุณธีร์" ก๊อตเอ่ยทักทาย แม้ลึกๆ เขาจะยังจำได้ดีถึงสายตาที่ดูแคลนทักษะการต่อสู้ของเขาในวันนั้น แต่เมื่อรู้ว่าชายคนนี้คือหลานชายสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลมหาเศรษฐี เขาก็พร้อมจะสวมบทบาทมิตรแท้เพื่อผลประโยชน์ในอนาคต
ธีร์ไม่ได้ตอบรับอะไรมากไปกว่าการพยักหน้าเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรักษามารยาททางสังคม
จากนั้น เพียงฟ้าก็ผายมือไปยังหญิงสาวสวยเฉี่ยวในชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก๊อต
"ส่วนท่านนี้คือ 'คุณมิลิน' ค่ะธีร์" เพียงฟ้าแนะนำด้วยน้ำเสียงชื่นชม "เธอคนนี้เป็นดารานางเอกที่กำลังโด่งดังและมีผลงานเป็นที่จับตามองในตอนนี้ไม่แพ้คุณก๊อตเลยนะคะ"
มิลินส่งยิ้มหวานและค้อมศีรษะทักทายธีร์อย่างมีมารยาท ธีร์พยักหน้ารับการทักทายนั้นอย่างสุภาพ ทว่าในระหว่างที่กำลังทำความรู้จักกันอยู่นั้น เพียงฟ้าก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวของมิลินด้วยความแปลกใจ
"เอ๊ะ... แล้วคุณ 'เกล' ไปไหนล่ะคะเนี่ย?" เพียงฟ้าเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย "ปกติแล้ว ฟ้ามักจะเห็นคุณเกลออกงานสังคมคู่กับคุณมิลินอยู่ตลอดเลยนี่คะ วันนี้ไม่ได้มาด้วยกันเหรอคะ?"
มิลินระบายยิ้มแหยๆ ออกมาเล็กน้อยเมื่อถูกถามถึงดารารุ่นพี่ที่เพิ่งจะสติแตกหนีกลับไป หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรงใจ "อ๋อ... พี่เกลเธอเพิ่งจะขอตัวกลับไปเมื่อสักครู่นี้เองค่ะคุณฟ้า พอดีว่าพี่เขาบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ มิลินก็เลยต้องอยู่ร่วมงานต่อคนเดียว"
"อ้าวเหรอคะ แย่จังเลย น่าเสียดายนะคะ" เพียงฟ้าพยักหน้าทำความเข้าใจอย่างไม่คิดอะไรมาก ก่อนจะหันมาพูดกับธีร์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ถ้าอย่างนั้น เอาไว้วันหลัง... ถ้าคุณได้บังเอิญเจอกับคุณมิลินอีก คุณก็อาจจะได้มีโอกาสเจอกับ 'คุณเกล' ด้วยก็ได้นะคะ เธอคนนี้ก็เป็นดารานางเอกระดับซูเปอร์สตาร์ที่กำลังมาแรงมากๆ ในวงการบันเทิงเหมือนกันค่ะ"
ธีร์ทำเพียงแค่พยักหน้ารับคำพูดของคู่หมั้นสาวอย่างเงียบๆ ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบสนิทและไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา เขาไม่ได้ใส่ใจกับชื่อของดาราที่เพียงฟ้ากล่าวถึงแม้แต่น้อย โดยหารู้ไม่ว่าชื่อของ 'เกล' หรือ เกลวลิน ที่เพียงฟ้าเพิ่งพูดถึงนั้น คือชื่อของอดีตคนรักที่เคยทิ้งขว้างเขาไปอย่างไม่ไยดีในอดีต
หลังจากผ่านการแนะนำตัวกับคนในวงการบันเทิงไปแล้ว เพียงฟ้าก็ขยับพาธีร์ไปทำความรู้จักกับชายหนุ่มร่างกำยำในชุดสูทดูดีอีกคนที่ยืนรออยู่ไม่ไกล
"และท่านนี้คือ 'คุณติณณ์' ค่ะธีร์" เพียงฟ้าผายมือไปทางนักธุรกิจหนุ่ม "เขาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ของประเทศเราเลยนะคะ"
ติณณ์ระบายยิ้มการค้าที่ดูเป็นมิตรส่งมาให้ธีร์ ทว่าภายใต้รอยยิ้มที่ดูสุภาพและท่าทางที่ดูเป็นมิตรนั้น ภายในใจของนักธุรกิจหนุ่มกลับกำลังลอบ 'ประเมิน' ชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยอคติ
ยิ่งติณณ์ได้มองเห็นธีร์ใกล้ๆ เขาก็ยิ่งรู้สึกค้านสายตาและคิดอยู่ในใจว่า คนๆ นี้ไม่เหมาะกับคำว่า 'ทายาทเศรษฐี' หรือ 'หลานชายเจ้าสัว' เลยแม้แต่น้อย!
จริงอยู่ที่เสื้อผ้าหน้าผมของธีร์ในคืนนี้ถูกจัดเตรียมมาอย่างดีเยี่ยม ชุดทักซิโด้สั่งตัดราคาแพงระยับพอดีกับสัดส่วน แต่ทว่า... 'หน่วยก้าน' รูปร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อหนาแน่น และผิวพรรณที่ไม่ได้ดูขาวเนียนสะอาดสะอ้านเหมือนพวกลูกผู้ดีตีนแดงทั่วไป มันทำเอาติณณ์อดไม่ได้ที่จะนึกเปรียบเทียบธีร์กับพวกนักกีฬาที่มักจะมารับจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับสินค้าอุปกรณ์กีฬาของเขาเสียมากกว่า
ในมุมมองของติณณ์ ผู้ชายคนนี้ ดูยังไงก็เป็นเหมือนสิ่งแปลกปลอมในวงสังคมไฮโซ ยิ่งเมื่อมายืนเคียงข้างกับผู้หญิงที่สวยสง่าและสูงส่งราวกับนางพญาอย่างเพียงฟ้าแล้ว ติณณ์ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างเป็นภาพที่ 'ไม่เหมาะสม' เอาเสียเลย
แต่ถึงกระนั้น ในฐานะนักธุรกิจที่ต้องรักษาคอนเนกชัน ติณณ์ก็ไม่ได้โง่พอที่จะแสดงความคิดดูถูกเหล่านั้นออกมาทางสีหน้า เขาทำเพียงแค่ยิ้มอยู่เฉยๆ ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปด้านหน้าเพื่อขอจับมือทักทายตามธรรมเนียมสากล
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณธีร์"
ธีร์มองมือที่ยื่นมาตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ชายหนุ่มไม่ได้คิดอะไรมาก จึงยื่นมือขวาของตนเองออกไปจับมือกับอีกฝ่ายตามมารยาท
ทว่า ในวินาทีที่ฝ่ามือของทั้งสองสัมผัสและบีบเข้าหากัน ติณณ์ก็สัมผัสได้ถึงความสากกร้านและร่องรอยด้านชาบนฝ่ามือของธีร์ มันไม่ใช่ฝ่ามือที่นุ่มนวลของคนที่จับแต่ปากกาเซ็นเอกสารในห้องแอร์อย่างแน่นอน
ติณณ์กระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยประโยคสั้นๆ ที่แฝงนัยยะบางอย่างเอาไว้อย่างจงใจ
"มือใหญ่ดีนะครับคุณธีร์..." ติณณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่สายตากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของธีร์ "ดูจากรอยด้านพวกนี้แล้ว... ในอดีต คุณคง 'ไม่ได้จับแค่ปากกา' แน่ๆ เลยใช่ไหมครับ?"
คำพูดของติณณ์ แม้จะดูเหมือนเป็นเพียงประโยคทักทายสั้นๆ ทั่วไป แต่สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้คำพูดเชือดเฉือน ประโยคนี้กลับบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง
ทันทีที่ประโยคนั้นจบลง บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นยะเยือกขึ้นมาในเสี้ยววินาที เพียงฟ้าและหยกนภาที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันทันที สองสาวต่างก็เป็นคนฉลาด พวกเธอมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่า คำว่า 'มือใหญ่' และ 'ไม่ได้จับแค่ปากกา' ที่ติณณ์จงใจพูดออกมานั้น มันคือการหลอกด่าอย่างมีศิลปะ มันเป็นการตอกย้ำและบ่งบอกเป็นนัยๆ ว่า ธีร์คือชนชั้นใช้แรงงาน เป็นพวกกรรมกรที่ต้องทำงานหนัก และเป็น 'สิ่งแปลกปลอม' ที่ไม่คู่ควรกับการมายืนอยู่ตรงนี้!
เพียงฟ้าเม้มริมฝีปากแน่น แววตาของนางพญาสาววาวโรจน์ขึ้นมาด้วยความไม่พอใจที่คู่หมั้นของตนเองถูกหักหน้าทางอ้อม หญิงสาวเตรียมจะอ้าปากตอกกลับนักธุรกิจหนุ่มเพื่อปกป้องเกียรติของธีร์
ทว่า... ปฏิกิริยาของชายหนุ่มผู้ตกเป็นเป้าหมายของการดูแคลน กลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิง
ธีร์ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง ไม่ได้ชักสีหน้า หรือแม้แต่แสดงออกว่าเขารู้ถึง หรือ 'ไม่รู้ถึง' ความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดอันสวยหรูเหล่านั้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เขารู้จักควบคุมอารมณ์และประเมินคนตรงหน้าอย่างเยือกเย็น คำพูดเหยียดหยามพวกนี้มันไร้สาระเกินกว่าจะนำมาใส่ใจ
ชายหนุ่มทำเพียงแค่ยืนนิ่งๆ ปล่อยให้ติณณ์จับมือของเขาต่อไป ธีร์ระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนที่เขาจะพยักหน้าให้ติณณ์เบาๆ อย่างนิ่มนวล ราวกับว่าคำพูดเชือดเฉือนเมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่สายลมที่พัดผ่านไป โดยไม่สามารถสร้างความขุ่นมัวใดๆ ให้กับคนอย่างเขาได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อการแนะนำตัวกับกลุ่มของติณณ์และคนในวงการบันเทิงเสร็จสิ้นลง เพียงฟ้าก็ขยับตัวเข้ามาใกล้คู่หมั้นหนุ่ม หญิงสาวแตะแขนเขาเบาๆ เพื่อดึงความสนใจ ก่อนจะเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"มานี่สิคะ เดี๋ยวฟ้าจะพาคุณไปแนะนำตัวกับคนอื่นๆ ต่อ... บางที อาจจะมีคนที่คุณรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาก็ได้นะคะ"
เพียงฟ้าควงแขนธีร์และพาเขาเดินก้าวไปตามทางเดินที่ปูด้วยพรมหรูหรา เพื่อทักทายแขกเหรื่อภายในโถงจัดเลี้ยงต่อไป ในระหว่างที่เดินผ่านผู้คนมากมาย รูปลักษณ์ที่หล่อเหลาคมเข้มและแฝงไปด้วยความดุดันของธีร์ก็ดึงดูดสายตาของหญิงสาวในแวดวงสังคมหลายคน บางคนหันมามองและส่งยิ้มหวานหยดย้อยเพื่อแสดงท่าทีสนใจในตัวทายาทมหาเศรษฐีคนใหม่
ทว่า รอยยิ้มเหล่านั้นก็ต้องหุบลงแทบจะในทันที พร้อมกับที่พวกเธอต้องรีบเก็บอาการและเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาคมกริบของ 'นางพญา' อย่างเพียงฟ้า ที่ตวัดมองกวาดต้อนผู้หญิงพวกนั้นราวกับเป็นการประกาศอาณาเขตหวงห้ามอย่างชัดเจน
ส่วนทางด้านผู้ชายและบรรดานักธุรกิจหลายคน ต่างก็ลอบมองและประเมินชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้อยู่เงียบๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาแสดงท่าทีเสียมารยาทให้เห็นต่อหน้า
กระทั่งเพียงฟ้าพาธีร์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่ง
"บางทีคุณอาจจะเคยรู้จักเขาก็ได้นะคะ" เพียงฟ้ากระซิบบอกธีร์ "เพราะคุณก็เคยอยู่ในกองทัพมาก่อนที่จะไปเป็นทหารรับจ้าง... ฟ้าจะแนะนำให้คุณรู้จักค่ะ นี่คือ พลเอก ทรงพล"
ธีร์เงยหน้าขึ้นมองบุคคลตรงหน้า ชายผู้ถูกเรียกว่า 'พลเอก ทรงพล' เป็นชายสูงวัยที่ดูมีอายุเล็กน้อย ทว่ารูปร่างกลับยังคงดูภูมิฐาน แข็งแรง และหนักแน่นดุจหินผา ในมือของเขากำลังถือแก้วไวน์เอาไว้ด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลาย ข้างกายของเขามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ เธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสวยงาม ทว่าจากหน่วยก้าน ท่วงท่าการยืน และความมีระเบียบวินัยที่แผ่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เดาได้ไม่ยากเลยว่าเธอน่าจะเป็นทหารหญิงที่ติดตามมาด้วย
แววตาของพลเอกทรงพลที่ทอดมองมายังธีร์นั้นนิ่งสนิทและดูไม่วอกแวกเลยแม้แต่น้อย ธีร์เองก็จ้องมองกลับไปยังชายสูงวัยตรงหน้าเช่นกัน ทั้งสองคนต่างยืนมองหน้ากันอยู่แบบนั้นท่ามกลางความเงียบงันที่ก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน บรรยากาศรอบตัวดูคล้ายจะหยุดนิ่งและเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น
ก่อนที่ชายสูงวัยผู้นั้นจะเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเสียก่อน
"ดีใจนะที่เธอกลับมา..." พลเอกทรงพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "ในที่สุด... เธอก็ได้ใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องมีปืนมาเกี่ยวข้องสักที"
ธีร์ยืนเงียบสนิท ชายหนุ่มไม่ได้ตอบรับหรือเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาโต้ตอบ
เมื่อเห็นความเงียบงันของอีกฝ่าย พลเอกทรงพลก็เพียงแค่ระบายยิ้มออกมาเล็กน้อยที่มุมปาก ก่อนจะกล่าวประโยคถัดมา "เหมือนว่าปู่ของเธอจะใช้เวลาและทุ่มกำลังทรัพย์ไปไม่น้อยเลยนะ ในการตามหาตัวเธอ... เธอเองก็อยู่กับปู่ของเธอให้มากเข้าไว้ล่ะ แล้วก็... สนุกกับชีวิตนี้ซะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ธีร์ก็ทำเพียงแค่พยักหน้ารับคำพูดนั้นเบาๆ โดยยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้เช่นเดิม
แม้ว่าเพียงฟ้าจะเพิ่งรู้จักและได้อยู่ใกล้ชิดกับธีร์มาเพียงแค่ไม่กี่วัน แต่ด้วยสัญชาตญาณและความใส่ใจที่เธอมีต่อเขา หญิงสาวกลับสัมผัสได้ถึงมวลอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เธอรู้สึกได้ชัดเจนว่าตัวเขาในยามนี้กำลังมีความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งซ่อนอยู่ภายในใจ เมื่อบรรยากาศเริ่มดูไม่เป็นปกติและก่อให้เกิดความอึดอัด นางพญาสาวจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายตัดบท
"ขอตัวก่อนนะคะท่าน" เพียงฟ้ายิ้มบางๆ อย่างมีมารยาททางสังคม ก่อนจะกระชับวงแขนที่ควงธีร์อยู่ และพาเขาเดินแยกตัวออกมาจากบริเวณนั้นทันที
ขณะที่กำลังเดินตีตัวออกห่างมาได้ระยะหนึ่ง เพียงฟ้าก็เงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคู่หมั้นหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยและความเป็นห่วง
"มีอะไรกับคนคนนั้นหรือเปล่าคะ?"
ธีร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
แต่เพียงฟ้าไม่ยอมปล่อยผ่าน หญิงสาวหยุดเดิน ก่อนจะวางมืออีกข้างลงบนท่อนแขนแกร่งของเขา บีบเบาๆ เพื่อส่งผ่านความรู้สึก "ฉันเป็นคู่หมั้นของคุณนะคะ... อะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ ก็อย่าเก็บมันไว้เลย ฉันยินดีจะช่วยคุณเสมอนะคะ"
ธีร์นิ่งเงียบไปอีกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มวูบไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินความห่วงใยที่จริงใจจากผู้หญิงตรงหน้า ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยปากตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เขาเป็นคนที่เดินเรื่อง... ที่ผมปลอมอายุเข้ารับทหารในช่วงสงครามกับพวกลัทธินิวอีเดนครับ" ธีร์อธิบายถึงความหลัง "เขาเป็นคนที่ 'ผลักดัน' เรื่องนี้... ในขณะที่ยังมีพวกคนใหญ่คนโตในกองทัพอีกมากมาย ที่ต้องการให้ผมอยู่ต่อ"
เพียงฟ้านิ่งอึ้งไปทันทีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น หญิงสาวหันขวับกลับไปมองที่พลเอกทรงพลอีกครั้ง ก็พบว่าชายสูงวัยคนนั้นกำลังยืนถือแก้วไวน์ พูดคุยกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนอื่นๆ อย่างออกรสออกชาติ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ธีร์ยืนนิ่งจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองอยู่แบบนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกและเอ่ยบอกกับหญิงสาวข้างกาย
"ผมขอตัวสักครู่นะครับ... เดี๋ยวผมกลับมา"
พูดจบ ธีร์ก็ปลดแขนของตนเองออกจากการเกาะกุมของเพียงฟ้าอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหมุนตัวและเดินก้าวห่างจากเธอออกไปจากบริเวณงานเลี้ยงทันที ทิ้งให้เพียงฟ้าได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความกังวลลึกๆ ในใจ