ใบหน้าวาสแดงอ่อนๆ ภายหลังที่ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวไปนอนในกระโจม เขาก็กลับมานั่งข้างๆผู้เฒ่าเวนก้า
“ผมมีเรื่องอยากจะถามท่านผู้เฒ่าหน่อยครับ”
“ถามสิ่งใดหรือท่านวาส”
ชายหนุ่มเดินไปยังจุดที่มีข้าวของของเขาวางอยู่และดึงผ้าคลุมที่ปกคลุมบางอย่างออก สิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุมคือศีรษะของหุ่นเหล็กสีดำที่วาสได้มาเนิ่นนานแล้ว
ผู้เฒ่าเวนก้าเพ่งสายตามอง จากนั้นแววตาก็ฉายแววแตกตื่น!
“โกเลมดาวตก! ท่านเอามันมาจากไหนกัน!”วาสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่วิหารกายาแห่งเอลไฮม์ให้ผู้เฒ่าเวนก้า ต้นไม้ชรามองชายหนุ่มชาวมนุษย์ด้วยสายตาทึ่งปนอิจฉาในโชคลาภของเขา
“ท่านช่างโชคดีจริงๆที่ได้พบกับมรดกของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์”
“ท่าผู้เฒ่ารู้จักเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ด้วยหรือครับ”ผู้เฒ่าเวนก้าถอนหายใจยาวเหยียด แววตาฉายแววรำลึกความหลัง
“ เผ่าพันธุ์เอลไฮม์เดิมเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ชาวเอลไฮม์ทุกคนล้วนมีจิตใจเมตตา พวกเขาถือเป็นเผ่าพันธุ์แรกๆที่มายังโลกใบนี้ ภายหลังที่เริ่มตั้งตัวได้พวกเขาก็เริ่มคอยดูแลมือใหม่ที่ถูกส่งมา คอยสั่งสอนสิ่งที่ควรเรียนรู้ คอยปกป้องทุกชีวิตจากอันตราย ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนเคารพชาวเอลไฮม์ แต่มีวันหนึ่งเผ่าพันธุ์ของเขากลับล่มสลายไปอย่างกะทันหัน แทบไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุการล่มสลายนั้นและไม่ใช่แค่เผ่าพันธุ์เอลไฮม์เท่านั้นที่ล่มสลาย หลายเผ่าพันธุ์ที่จงรักภักดีกับพวกเขาก็ล่มสลายตามไปด้วยเช่นกัน จากนั้นก็ไม่มีใครเคยพบเผ่าพันธุ์เอลไฮม์และบริวารของพวกเขาอีกเลย”
“แล้ววิหารนั้น...”
“นั่นคือวิหารที่ราชาเอลไฮม์สร้างขึ้น แหวนทั้ง 5 วงคือสัญลักษณ์ของราชาของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ หากผู้ใดสามารถครอบครองได้ทั้ง 5 วงก็จะได้เป็นราชาคนต่อไปของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ ส่วนโกเลมดาวตกก็คือสิ่งที่ชาวเอลไฮมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ มันทำขึ้นจากแร่หายากที่มาจากดวงดาวที่ตกกระทบลงมาบนโลก มีความแข็งแรงคงทนมากมีเพียงอาวุธระดับ 9ที่จะทำลายลงได้ หากนำไปทำอาวุธหรือชุดเกราะมันสามารถกลายเป็นของระดับ 8 ได้อย่าง่ายดาย และสิ่งที่ทำให้มันขยับได้ก็เพราะแก่นชีวิตที่อยู่ภายในศีรษะของมัน แก่นชีวิตสามารถมอบชีวิตให้กับสิ่งนั้นและยังทำให้มันมีความสามารถซ่อมแซมส่วนที่ผุพังได้ในพริบตานับเป็นอีกสิ่งที่ล้ำค่าเช่นกัน จากเท่าที่ข้าเดาพวกเขาคงสร้างโกเลมดาวตกไว้เพื่อทดสอบผู้สืบทอดตำแหน่งราชาของพวกเขา การที่ท่านได้แหวนวงนั้นมาครองก็แสดงว่าท่านก็มีโอกาสจะขึ้นเป็นราชาของเผ่าพันธุ์เอลไฮม์เช่นกัน แต่น่าเสียดาย... ”วาสรับฟังเรื่อยๆ ตั้งใจฟังแต่สิ่งที่เขาสนใจเท่านั้นเรื่องอื่นไม่ค่อยสนสักเท่าไหร่ พอได้ฟังว่าแร่ที่ทำเจ้าโกลเมดาวตกนี้สามารถนำไปสร้างอาวุธและชุดเกราะระดับ 8 ได้ก็ดีใจจนเนื้อเต้น ยิ่งคิดไปถึงร่างที่ไร้ศีรษะของมันที่นอนนิ่งอยู่ในวิหาร เขาก็ยิ่งรู้สึกยินดีแต่เมื่อคิดถึงพวกก็อบลินและสมาคมนักสำรวจที่ค้นพบวิหารนั้นเช่นกันก็เริ่มรู้สึกังวล
‘เป้าหมายแรกที่ต้องไปก็คือวิหารกายาแห่งเอลไฮม์สินะ’ชายหนุ่มรีบกล่าวราตรีสวัสดิ์กับผู้เฒ่าเวนก้าและขอตัวไปนอนหลับพักผ่อน พรุ่งนี้เขาต้องรีบออกเดินทางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครนำร่างโกเลมดาวตกไปก่อน
หลังจากวาสจากไปไม่นานก็มีชายชราชาววีดอีกคนเดินมาหาผู้เฒ่าเวนก้าและเอ่ยถามว่า
“ทำไมท่านถึงไม่เล่าเรื่องเผ่าพันธุ์เอลไฮม์ให้เขาฟังทั้งหมดกันละ?”ผู้เฒ่าเวนก้าเงียบแล้วถอนหายใจออกมากล่าวเสียงเรียบว่า
“มันยังไม่ถึงเวลา.....”
“ฉันไปก่อนนะ”เช้าวันต่อมาวาสก็มายืนอยู่ปากทางเข้าหุบเขาลวงตา ที่ด้านหลังคือไป๋ฟาง โตโต้และผู้เฒ่าเวนก้าที่ออกมาส่ง
ครั้งนี้ชายหนุ่มเลือกที่จะเดินทางคนเดียว เหตุเพราะโตโต้ต้องการจะอยู่กับครอบครัวสักระยะหนึ่ง ส่วนไป๋ฟางก็ถูกผู้เฒ่าเวนก้าขอร้องให้ช่วยปรับสภาพแวดล้อมในโลกมิติโดยแลกกับการจะช่วยสั่งสอนเกี่ยวกับการปรุงยาและพันธุ์พืชต่างๆเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของมันออกมา
วาสกระโดดขึ้นหลังซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ เขาไม่ได้เรียกซากทัพออกมาคุ้มกันสักตัว เนื่องจากชายหนุ่มสามารถเรียกพวกมันออกมาได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว
อีกอย่างถ้ามีซากทัพมากเกินไปก็จะสะดุดตาไปเปล่าๆ
ซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์กระพือปีกใหญ่พุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า ชายหนุ่มสั่งให้มันบินเหนือเมฆหลบเลี่ยงจากสายตาสิ่งมีชีวิตบนพื้นดิน
อากาศยามเช้าวันนี้สดชื่นเหมือนทุกวัน ชายหนุ่มยื่นมือไปสัมผัสเมฆที่อยู่รอบตัว ท้องฟ้าเหนือเมฆมีแต่ทะเลเมฆที่ขาวสะอาดกว้างสุดสายตา
แต่การขึ้นมาสูงเช่นนี้ร่างกายของเขาก็ต้องพบการแผดเผาจากดวงอาทิตย์ในระยะที่ใกล้ขึ้น ชายหนุ่มเร่งซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ให้บินเร็วขึ้น ใช้สายลมดับความร้อน มือหนาจิกเข้าไปที่ขนของซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์เพื่อยึดร่างไม่ให้ปลิวไปตามลม
ซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์บินขึ้นลงเหนือใต้เมฆหลายครั้ง เพราะวาสมองไม่เห็นเส้นทางที่จะไป จุดมุ่งหมายในวันนี้คือวิหารกายาแห่งเอลไฮม์ที่เขาเคยมาในอดีต
วิหารกายาแห่งเอลไฮม์อยู่อีกด้านหนึ่งของป่าหมื่นพิษ และเป็นทิศตรงข้ามกับที่วาสเดินทางมาหุบเขาลวงตา
ดังนั้นเขาจึงต้องเสียเวลาไปป่าหมื่นพิษก่อนและเดินทางไปที่วิหารกายาแห่งเอลไฮม์ต่อ
‘จะว่าไปเราเคยทิ้งซากทัพจำนวนหนึ่งไว้ที่หลุมของไส้เดือนกระหายเลือดนี่หว่า’ดูท่าก่อนจะไปวิหารกายาแห่งเอลไฮม์เขาจะต้องแวะไปรับซากทัพที่ซ่อนไว้ก่อน
เพียงไม่นานวาสก็มาถึงป่าหมื่นพิษ ชายหนุ่มมองป่าหมื่นพิษแบบผ่านๆและตรงไปที่ที่ราบกว้างใหญ่ที่แห้งแล้งจนแทบไม่มีหญ้าขึ้นสักต้น พื้นดินถูกปะปนไปด้วยกรวดทรายและเต็มไปด้วยหลุมลึก
ซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ร่อนลงสู่พื้นดิน วาสมองไปรอบๆและตรงไปที่หลุมหนึ่งซึ่งปากหลุมเขาได้ทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อให้จดจำได้
หลังเก็บซากทัพมาหมดเขาก็ออกเดินทางต่อทันที จุดหมายต่อไปคือภูเขาสูงที่ตั้งของวิหารกายาแห่งเอลไฮม์!
“หือ..นั่นมัน..พวกก็อบลิน”ที่หน้ากำแพงดินสูงใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาลูกนี้มีประตูที่ถูกทำขึ้นจากหินสีขาวที่มีบานพับถูกแกะสลักและวาดด้วยลวดลายสีทองสวยงาม และบริเวณรอบข้างเต็มไปด้วยกระโจมที่พักหลายหลัง ก็อบลินมากมายเดินขวักไขว่ เต็มไปหมด
พวกก็อบลินชี้นิ้วมองซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ตัวใหญ่ที่เหนือศีรษะพวกมันด้วยความสนใจ พวกมันคิดว่าซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์ เป็นมอนเตอรตัวหนึ่ง แต่พวกมันไม่อาจเห็นได้ว่าบนหลังของนกตัวใหญ่นั้นมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่
‘พวกมันมาทำอะไร สมบัติเราก็เอาไปหมดแล้วนี่..อ่ะ!..โกเลมดาวตก’ที่ประตูสีขาวขนาดใหญ่ พวกก็อบลินนับร้อยตัวกำลังช่วยกันเคลื่อนย้ายร่างไร้ศีรษะอันหนักอึ้งของโกเลมดาวตกออกมา
‘เกือบมาไม่ทันแล้ว’ชายหนุ่มรู้สึกหวาดเสียวเล็กๆ หากมาช้ากว่านี้อีกนิด ร่างของโกเลมดาวตกคงถูกพวกมันชิงตัดหน้าเอาไปก่อนแน่
‘มีราวๆพันตัว น่าจะไหวอยู่’ซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์บินฉีกไปด้านหลังภูเขา หายลับไปจากสายตาพวกก็อบลิน
ชายหนุ่มกลับลงสู่ผืนดิน หันมองรอบตัวไม่เห็นมีก็อบลินก็เรียกใช้วังวนสีฟ้าขึ้นมา
ซากทัพตัวแล้วตัวเล่าทยอยออกจากวังวนจนมีจำนวนนับพันตัว วาสสั่งให้พวกมันกระจายไปล้อมรอบภูเขาลูกนี้
ซากทัพกระจัดกระจายเดินไปทั่วเหมือนมอนเตอร์ธรรมดา วาสขึ้นหลังซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์และสั่งให้มันขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกครั้ง
ชายหนุ่มคอยสั่งซากทัพทางความคิดจากบนฟ้า ให้พวกมันกระชับพื้นที่ล้อมกรอบค่ายก็อบลิน ในระหว่างนั้นมีซากทัพบางตัวที่พบก็อบลินอยู่ในป่า พวกมันรุมสังหารก็อบลินพวกนั้นอย่างรวดเร็วและออกเดินต่อ
ทันทีที่ได้ระยะเหมาะสมชายหนุ่มก็สั่งการในหัวว่า
‘ฆ่าพวกมันให้หมด’
กี้ๆๆๆ มอนเตอร์บุก!
ก็อบลินพากันตะโกนเสียงหลง พวกมันพากันหยิบอาวุธออกมารับมือซากทัพที่โผล่ออกมาทุกทิศทาง
“เกิดอะไรขึ้น!”ก็อบลินตัวใหญ่เดินออกมาจากกระโจม ในมือมีดาบสองคมเล่มใหญ่ ครั้นเห็นซากทัพจำนวนมากมันก็ตวาดลั่นพุ่งเข้าโรมรันกับซากทัพอย่างดุร้าย ดาบสองคมหั่นร่างซากทัพขาดเป็นชิ้นๆ
‘เก่งขนาดนี้...ขุนพลก็อบลินแน่ๆ’ชายหนุ่มคิดสีหน้าเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก
ซากทัพอินทรีปีกดำกลายพันธุ์บินโฉบเหนือพื้นที่ต่อสู้ ชายหนุ่มกระโดดทิ้งตัวลงมาฟันดาบยักษ์สีดำข้าใส่ขุนพลก็อบลิน
ขุนพลก็อบลินเห็นเงาดำที่ทาบผ่านศีรษะจึงเงยหน้าขึ้นมองสบเข้ากับดวงตาเย็นชาสีดำระยะประชิด
“มนุษย์! อ๊ากกก!”ขุนพลก็อบลินไม่อาจป้องกันการโจมตีของวาสได้ทัน ได้แต่เบี่ยงคมดาบให้พ้นจุดตาย ดาบยักษ์สีดำวาดผ่านตั้งแต่ช่วงไหล่ยาวลงมาจนถึงสะโพก
“เจ้า!....”ขุนพลก็อบลินถอยหลังกรู แต่มันไม่รู้ว่าที่ด้านหลังมันปรากฏวังวนสฟ้าขึ้น ก่อนจะมีขวานเล่มใหญ่ฟันเข้าใส่แผ่นหลังมันอย่างแรง
อ๊ากกก!
ขุนพลก็อบลินกลิ้งไปกับพื้น บาดแผลฉกรรจ์บนร่างมีน้ำพุเลือดฉีดพุ่งออกมา มันหันมองไปที่ด้านหลังด้วยสายตาไม่เข้าใจ
เจ้าของการกระทำเดินออกมาจากวังวนสีฟ้า มันคือก็อบลินตัวใหญ่มัดกล้ามเป็นมัดๆ บนร่างสวมเกราะสีแดงและมีขวานสองคมถืออยู่ในมือ
“จะ..จีซัส!”ขุนพลก็อบลินขยายตากว้าง มองซากทัพขุนพลก็อบลินด้วยความตื่นตะลึง
แต่วาสขี้เกียจฟังมันพูดพล่าม ชายหนุ่มพุ่งเข้าใส่ขุนพลก็อบลินพร้อมๆกับซากทัพจีซัส
“บัดซบ!”อาวุธในมือขุนพลก็อบลินมีเพียงหนึ่งแต่ต้องรับมือศัตรูถึงสอง มันตัดสินใจยกดาบปัดขวานของซากทัพจีซัสและกระโจนถอยหลังหลบดาบยักษ์สีดำของวาส
ชายหนุ่มฉีกยิ้ม ใช้สกิลออกมา
สกิลมิติเชื่อมต่อ!
วังวนสีฟ้าปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของวาสและด้านหลังของขุนพลก็อบลินพร้อมๆกัน ชายหนุ่มแทงดาบยักษ์สีดำเข้าไปสุดแรง
คมดาบยักษ์สีดำหายเข้าไปในวังวนสีฟ้าและโผล่ออกมาจากวังวนสีฟ้าด้านหลังขุนพลก็อบลิน ทะลวงผ่านกลางอกของมันอย่างเลือดเย็น
เลือดสีแดงคล้ำทะลักออกมาจากปากของขุนพลก็อบลิน มันมองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนที่ชีวิตของมันจะดับวูบลง
‘น่าเสียดาย ยังไม่รู้เลยว่ามันใช้สกิลอะไรได้บ้าง’
วาสกระชากดาบออกมา ร่างของขุนพลก็อบลินหล่นตุบลงกับพื้น ก็อบลินรอบๆมองศพของขุนพลก็อบลินอย่างไม่เชื่อสายตา
ชายหนุ่มไม่คิดปราณีพวกมัน สั่งซากทัพไล่ฆ่าจนไม่เหลือแม้ตัวเดียว!!