เดนนิส ฟอร์เล่ย์มาถึงบ้าน ทอม เวบสเต้อร์ พร้อมกับเป๊กกี้แม๊กกินเน่ย์ ท่าทางของเขาดูจะไม่ใช่คนที่มีความสุขนัก เขาก้มศีรษะให้ซิบิลและคริสโตเฟอร์ เมื่อได้รับการแนะนํา แต่ไม่ได้ส่งมือให้จับ ฟอร์เล่ย์ เป็คนผอมสูงมีประวัติเป็นักบาสเกตบอลล์ของมหาวิทยาลัย ขณะที่กําลังพูดมือไม้ของเขาจะจับต้องส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ยกมือขึ้นลูบผมแกะสายนาฬิกาออกแล้วใส่เข้าไปใหม่ ดวงตาสีฟ้าจางของเขามีแววฉลาดมองตรงไปยังคู่สนทนา ใบหน้ามีริ้วรอยของแผลเป็เล็ก ๆ อยู่ทั่วเครื่องแต่งกายของเขาเลียนแบบอย่างมาจากท่านประธานาธิบดีเคนเนดี้โดยตรงเครื่องดื่มที่เขาชอบก็คือไดควิรี่ ไม่ต้องผสมน้ำตาล สูบซิการ์มวนยาวคู่สนทนาแรกของเขาแทนที่จะเป็เ้าของบ้าน กลับเป็เป๊กกี้ แม็กกินเน่ย์และที่ซิบิลกับคริสโตเฟอร์สังเกตเห็นก็คือ เป๊กกี้จุดซิการ์ให้เขาด้วยไล้เต้อร์ตั้งโต๊ะ
“ดูท่าทางของเขาสิ” ซิบิลว่า“กระทั่งเสียงพูดก็ลอกมาจากท่านประธานาธิบดีพวกหน้าใหม่ละก้อเป็อย่างนี้ทั้งนั้น คุณสังเกตหรือเปล่าคะยิ่งใกล้บัลลังก์เท่าไหร่ก็ยิ่งแพร่เชื้อได้เร็วเท่านั้น”
ขณะที่ซิบิลวิจารณ์อยู่นั้น ท่าทีของฟอร์เล่ย์ที่กำลังรับฟังเื่ราวบางอย่างจากเป๊กกี้อยู่ดูจะพอใจมากเขาผงกศีรษะรับรองคําพูดของเธออยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดเขาก็ถือแก้วว่างของเธอมาส่งให้ซิบิล
“ที่นี่เหมาะที่จะเป็บ้านจริง ๆ นะครับ”ฟอร์เล่ย์ยิ้มแย้ม “คุณค้นมันพบได้อย่างไรนะ”
“แหม...ธรรมดาเหลือเกินละค่ะ” ซิบิลยิ้มแย้มตอบ “ก็เพราะพวกฝรั่งเศสคิดว่าชาวอเมริกันจะต้องเช่าทุกสิ่งทุกอย่างจากเขานะสิคะ”
ฟอร์เล่ย์มองซิบิลอย่างพินิจพิจารณา
“พนันกันก็ได้” เขาว่า “ผมว่าคุณเป็ผู้หญิงที่หลักแหลมที่สุดในปารีสนี่” เขายิ้มใส่ตาเธอด้วยท่าทางเ้าชู้“อ้อ...ผมขอโซดาเปล่านะครับเที่ยวนี้เติมน้ำแข็งให้หน่อยก็ดี”
ซิบิลรับแก้วจากมือฟอร์เล่ย์แล้วเดินตรงไปที่บาร์ฟอร์เล่ย์หันมาทางคริสโตเฟอร์เหมือนรอเวลาอยู่แล้ว
“เวบสเต้อร์บอกผมว่า คุณเพิ่งมาจากไซง่อน”
“ครับ”
“คุณคงได้พบกับเดียมห์และน้องชายของเขาด้วยสินะ”
“ผมพบที่งานเลี้ยงรับรองที่นูห์จัดขึ้นส่วนใหญ่ฟังที่เขาคุยกับคนอื่น ๆ มากกว่า”
ฟอร์เล่ย์รับแก้วจากมือซิบิล
“ผมอ่านเื่ที่คุณเขียนลงในหนังสือพิมพ์แล้วเขียนดีนี่ครับ ทําไมคุณไม่เขียนทุกอย่างที่รู้ลงไปเล่า”
“ปรกติแล้วผมไม่เขียนเื่ที่ไม่รู้จริง”คริสโตเฟอร์ตอบ
“เอาละ ถ้าอย่างนั้น เรามาพูดกันตรง ๆผมก็มีตาเหมือนกัน และผมก็รู้ว่าคุณทํางานกับเวบสเต้อร์”
“อย่างนั้นหรือครับ?”
“ผมยืนยันได้ในนาทีแรกที่เห็น เอาละคุณเพิ่งมาจากไซง่อนใหม่ ๆ แล้วผมก็รู้ด้วยว่า งานของคุณที่นั่นไม่เลวผมอยากได้รายงานนั้น ถ้ามีประโยชน์จริง ผมจะเอาเื่เสนอนาย เมื่อพบกันพรุ่งนี้”
ดูเหมือนจะมีคน ได้ยินข้อความที่เขาโต้ตอบกันเวบสเต้อร์คนหนึ่งละ กล้องยาเส้นที่ดับแล้วคาอยู่ระหว่างฟัน ใบหน้าของเป๊กกี้แม๊กกินเน่ย์สดใสขึ้น เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเคยเห็นชื่อคริสโตเฟอร์บนปกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกาและเคยอ่านข้อเขียนของเขา แต่ไม่นึกว่าจะเป็ตัวจริงของคริสโตเฟอร์ที่เธอพบในวันนี้เท่านั้น
“ผมว่า” คริสโตเฟอร์กล่าวอย่างครุ่นคิด“ต่อไปนี้ อเมริกาเห็นจะต้องโดดเดี่ยวเสียแล้ว”
“ทำไม”
“เพราะเวียดนามกําลังคิดว่าอเมริกันพยายามที่จะล้มล้างรัฐบาลของโงดินเดียมห์”
“เรารู้จักคนพวกนี้ดี” ฟอร์เล่ย์ตอบ“พวกนี้ไม่ชอบคนอเมริกันทั้งนั้น แล้วไงอีก”
คริสโตเฟอร์ไม่ตอบ
“คุณคิดว่ารัฐบาลสหรัฐจะร่วมงานกับเดียมห์ได้หรือ?”ฟอร์เล่ย์ถาม
“อาจจะไม่ได้เพราะเดียมห์้าที่จะหยุดการทําา และให้อเมริกันออกจากเวียดนามให้หมดน้องชายของเขาพูดเื่นี้ในเวียดนามเหนือ พวกนี้มีญาติอยู่ที่ฮานอยทั้งโฮจิมินท์และโงดินเดียมห์ติดต่อกันมาก่อน”
“อย่างนั้นก็สวย คุณคิดไหมว่าเราอาจจะต้องคิดดอกเบี้ยกับการที่เขาพูดเื่ของเรากับโฮจิมินห์ลับหลังเราก็ได้”
เวบสเต้อร์ออกเดินช้า ๆมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟอร์เล่ย์กับคริสโตเฟอร์ฟอร์เล่ย์ก้าวเข้าไปหาคริสโตเฟอร์อีกก้าวหนึ่ง เขาเห็นอาการของเวบสเต้อร์ และตอนนี้ไม่้าให้ใครมาขวางกั้นเขาไว้
“เขาขอความช่วยเหลือจากเรา” ฟอร์เล่ย์พูด “เราเองก็ต้องเอากําลังทางทหารเข้าเป็เครื่องประกันแล้วคุณคิดว่าเราจะอยู่ไหวไหม เราต้องอดทนต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้วเงินเ่าั้ ก็เอาไปเลี้ยงไอ้พวกที่นิยมลัทธิฟาสซิสม์ แล้วปล่อยให้โครงการทั้งหลายแหล่จมน้ำครำอย่างนั้นรึ?”
“ผมไม่เห็นมันจะแตกต่างกันที่ตรงไหนนอกจากจะเป็การใช้เงินผิดประเภทและผิดระเบียบทางการเมืองของอเมริกาไปหน่อย”
ใบหน้าของฟอร์เล่ย์แดงจัด เขาเอานิ้วผลักหน้าอกของคริสโตเฟอร์
“เสรีภาพของประชาชนทั้งที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเื่นี้และประชาชนก็หมายถึงประเทศทั้งประเทศ ถ้าคุณคิดว่าเรา้าจับเวียดนามไว้เพราะกลัวว่าจะต้องผิดหวังในการเลือกตั้งคราวหน้าละก็หมายความว่าคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเคนเนดี้และคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขาเลย”
“ผมไม่มีคําตอบสําหรับเื่นี้หรอกครับ คุณฟอร์เล่ย์”
เวบสเต้อร์วางมือเขาลงบนแขนของฟอร์เล่ย์
“ซิบิลบอกว่าอาหารพร้อมแล้ว เชิญครับ”
ฟอร์เล่ย์จ้องมองหน้าคริสโตเฟอร์
“คุณคิดว่าเราควรทําอะไรที่นั่น...ไม่ทําอะไรเลยอย่างนั้นรึ?”
“บางที...การไม่ทําอะไรเลย...ก็คือการกระทําที่ดีที่สุดเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้น ก็จําไว้ ว่าไอ้ความคิดของคุณน่ะไดโนเสาเต็มที”
ฟอร์เล่ย์ส่งแก้วที่ถืออยู่ในมือให้เวบสเต้อร์และเดินนําเข้าไปในห้องอาหารโดยมีซิบิลกับเป๊กกี้เดินตามไปติด ๆ
อารมณ์ของฟอร์เล่ย์ดีขึ้นเมื่อเข้าร่วมโต๊ะอาหารที่มีซิบิลอยู่ทางขวาและเป๊กกี้อยู่ทางซ้ายเขาตั้งต้นคุยโขมงเกี่ยวกับประธานาธิบดีเคนเนดี้
“ทั่วทั้งทําเนียบมีแต่หมากับเด็ก หนังสือดี ๆและรูปภาพที่มีค่าทั้งนั้น” ฟอร์เล่ย์ว่า “แล้วก้อ...เสียงดนตรี” ฟอร์เล่ย์ทําท่าชื่นชม
“ที่จริงมันก็เหมือนบ้านของคนธรรมดานี่เองเป็อย่างนี้มาั้แ่สมัยที่แฟรงคลินรูสเวลอยู่แล้ว สําหรับตัวผมถ้าอยากจะพบท่านประธานาธิบดีเมื่อใด ก็เพียงแต่เดินเข้าประตูห้องไปก็ได้พบแล้วท่านเป็คนง่าย ๆประตูห้องทํางานของท่านจะเปิดออกสู่โลกภายนอกเสมอ...บางทีนะ...บางทีท่านนึกสนุกขึ้นมาท่านก็ยกหูโทรศัพท์ไปล้อเล่นกับพนักงานที่ทํางานอยู่ในทําเนียบถามไถ่เื่งานการของเขาอย่างเป็กันเองที่สุด” ฟอร์เล่ย์กวาดสายตาไปยังบุคคลที่อยู่โดยรอบและออกจะพอใจ เมื่อเห็นว่า ทุกคนให้ความสนใจในเื่ที่เขากําลังเล่าอยู่
“ท่านจะบอกว่า คุณสน๊อดดร๊าสนี่ประธานาธิบดีของคุณพูดนะ ทําไมวันนี้ถึงต้องจมอยู่กับงานล่ะ วันหยุดไม่ใช่รึความดันขึ้นหรือเปล่า”
“แหม...” เป๊กกี้อุทานอย่างชื่นชมสุดซึ้ง“ถ้าข้าราชการทุกคนได้อัธยาศัยของท่านมาสักนิดก็จะดีนะคะ...”เธอทำท่าแย้มยิ้ม “ทุกวันนี้น่ะเราได้แต่หวังกันว่า ข้าราชการทุกคนจะเป็กันเองกับประชาชนอย่างนี้พนักงานของสถานทูตน่ะ มีแต่ความคิดกับกําลังกายเท่านั้นแต่ความเป็กันเองที่น่าจะเป็นโยบายหลักของประเทศใหญ่ ๆ อย่างเรายังไม่เห็นมีนะคะ”
“อ้าว...แต่ที่คริสโตเฟอร์เขาคุยกับผมเมื่อครู่นี้น่ะเขามีความเห็นไม่เหมือนคุณนะเป๊กกี้” ฟอร์เล่ย์เริ่มเสียดสี
“เพื่อนของทอมอีกหลายคนแหละค่ะที่จะต้องอบรมกันเสียใหม่” เป๊กกี้จีบปากว่า
“คุณว่าอย่างไรนะคะ” ซิบิลเสียงแข็งขึ้นมาทันที
“โอ...เราทุกคนรู้นิสัยเพื่อนของสามีคุณทั้งนั้นแหละค่ะ” เป๊กกี้โต้“จริงไหมคะคุณฟอร์เล่ย์คุณเคยเห็นเวลาที่ท่านประธานาธิบดีพัทลูกกอล์ฟไหมล่ะคะ เวลาที่ท่านใช้ความคิดน่ะคุณคิดว่าท่านไม่รู้หรือว่าข้าราชการของท่านเป็อย่างไรคุณฟอร์เล่ย์คงไม่เอาเื่ตลกมาเล่าให้เราฟังแน่ ๆ”
“ครับ” ฟอร์เล่ย์ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ“เป็ความจริงที่ว่า ท่านประธานาธิบดีเล่นกอล์ฟเหมือนกันแต่เล่นเพื่อฆ่าเวลา หรือเวลาที่มีอะไรยุ่งเหยิงมากเท่านั้นบางทีพวกเราก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย แต่มันก็ดูเป็งานเป็การเหลือกำลังมันหมายถึงว่าท่านมีเื่สำคัญที่จะต้องตัดสินใจและแต่ละเื่ที่เกี่ยวพันกับความเป็ความตายทั้งนั้น แต่คุณรู้ไหมหัวใจของท่านประธานาธิบดีนั้นเหมือนแก้วผลึก เรียบใส และสะท้อนได้งดงามแวววาวเสมอและการตัดสินใจของท่านมักจะดีเยี่ยม ท่านรู้จักจัดสถานการณ์และเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง เราเพียงแต่เสนอเื่ขึ้นไปเท่านั้นท่านก็สามารถที่จะรับรู้มันไว้ได้ทันที”