.....ความวุ่นวายที่มีเทพโอสถปรากฏขึ้นมาอีกคนในยุทธภพ! เป็นเหตุให้ขุมกำลังต่างๆ ต่างก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะในแคว้นต้าโจว ที่ทราบเรื่องก่อนแคว้นอื่นๆ พวกเขาส่งผู้ใต้บังคับบัญชาให้ออกตามหาตัวเทพโอสถคนใหม่กันให้วุ่น เพื่อหวังว่าจะสามารถเชื้อเชิญเทพโอสถเข้าร่วมขุมกำลังของตนเองได้
เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ กลุ่มคนที่เป็นตัวต้นเหตุ กับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย...
ดวงตะวันคล้อยลับ จันทราเฉิดฉาย วันเวลาผันผ่าน หมุนเวียนผ่านไปตามวัฏจักร ห้าวันล่วงเลยไปอีกครา....
ในวันนี้…ฟางชิงหลันที่นั่งเข้าฌานอยู่ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา นางปรับพลังวิญญาณของตนให้มั่นคงแล้ว ตอนนี้นับว่านางสามารถก้าวเข้าสู่นักหลอมโอสถระดับเก้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ
นางถือว่าเป็นเทพโอสถอย่างแท้จริงแล้ว เหลือเพียงแค่หลอมโอสถระดับเก้าขึ้นมาเพียงเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ความสามารถของนาง แต่นั้นก็ไม่ใช้เรื่องยากเย็นอะไรสำหรับนางเลย
ด้วยว่าตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา นางอุทิศตนให้กับการหลอมโอสถมาทั้งชีวิต ด้วยประสบการณ์การที่ผ่านๆมาของนาง การที่จะหลอมโอสถระดับเก้าออกมานั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องยากเกินกำลังของนาง
สิ่งสำคัญที่สุดของนักหลอมโอสถก็คือพลังวิญญาณ ลองลงมาคือความรู้ความเข้าใจเรื่องสมุนไพร ส่วนสุดท้ายคือประสบการณ์การหลอมโอสถ ตอนนี้นางมีพลังจิตวิญญาณถึงพร้อมแล้ว การที่นางจะหลอมโอสถระดับเก้าขึ้นมา เป็นเรื่องของเวลาเพียงเท่านั้น ว่าตอนไหนนางจะลงมือหลอมมัน
"ขอบคุณท่านประมุขที่มอบโอกาสวาสนาอันล้ำค่านี้ให้กับข้า! หากไม่เช่นนั้นแล้ว ชีวิตนี้ข้าคงไม่มีโอการได้ทะลวงระดับขึ้นเป็นเทพโอสถ!"เมื่อฟางชิงหลันลืมตาขึ้นมา นางก็รีบลุกขึ้นและเดินตรงเข้าไปค้อมกายคารวะหยางตงเทียน ที่นั่งเข้าฌานฝึกฝนอยู่ที่เนินดินด้านหนึ่งอย่างนอบน้อม
"หืม!? เจ้าปรับพลังวิญญาณมั่นคงแล้วหรือ?"เมื่อได้ยินเสียงของฟางชิงหลิน หยางตงเทียนก็ลืมตาขึ้นมา จากนั้นก็กล่าวออกมาเบาๆ
"เจ้าค่ะ!! ตอนนี้ข้าเป็นเทพโอสถแล้ว!"ฟางชิงหลันนางกล่าวตอบกลับด้วยความภูมิใจ ใบหน้าเบิกบานยิ้มแย้มไม่หุบ เพราะว่าตอนนี้นั้นนางมีความสุขเป็นอย่างมาก
"ดีแล้ว… เช่นนั้นเจ้าและลูกศิษย์ทั้งสองก็ไปเก็บสัมภาระเถอะ! จะได้ออกเดินทางต่อเสียที!"หยางตงเทียนกล่าวออกมา
“เจ้าค่ะ!” ฟางชิงหลันกล่าวตอบจากนั้นก็ประสานมือคำนับหยางตงเทียน และก็ปลีกตัวออกไป
..................
"หลางเอ๋อร์ ชิงเอ๋อร์ พวกเจ้าเลิกเล่นกันได้แล้ว ไปเก็บของเร็ว ท่านประมุขจะออกเดินทางแล้ววว"ฟางชิงหลันเมื่อนางตอบรับคำของหยางตงเทียนแล้ว
นางก็กวาดจิตวิญญาณออกไปจนทั่ว เพื่อตามหาศิษย์ทั้งสองของนาง ชั่วอึดใจนางก็พบว่าลูกศิษย์ทั้งสองของนางกำลังนั่งเล่นหมากล้อมกับอิงฮวาอยู่ที่ศาลาไม้ไผ่ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับริมลำธาร นางจึงเดินตรงเข้าไปแล้วกล่าวขึ้น
"ท่านอาจารย์! ท่านทะลวงระดับขึ้นเป็นเทพโอสถแล้วหรือเจ้าค่ะ!?"เมื่อมู่ชิงชิงได้ยินเสียงของอาจารย์ของนาง
นางก็รีบวิ่งออกมาจากศาลา ตรงเข้ามาหาฟางชิงหลันแล้วกล่าวถามด้วยด้วยความตื่นเต้น ก็จะไม่ให้นางตื่นเต้นได้อย่างไร วิถีของโอสถ! นางเองก็วิ่งตามมันเช่นกัน นางหวังว่าซักวันนางจะเป็นนักหลอมโอสถที่เก่งกาจให้ได้อย่างเช่นอาจารย์ของนาง
ทั้งนี้ทั้งนั้น นางก็รักและเคารพอาจารย์ของนางเหมือนกลับมารดาของตน หากเมื่อสิบปีก่อนไม่ได้ฟางชิงหลันช่วยเอาไว้ และรับนางกับพี่ชายของนางเป็นศิษย์ ปานนี้ก็ไม่รู้ว่านางและพี่ชายของนางจะไปเป็นขอทานเร่ร่อนอยู่ที่ไหน ดีไม่ดีพวกเขาทั้งสองอาจจะหิวตายไปแล้วก็ได้
นางและพี่ชายของนางนั้นเป็นเด็กกำพร้า บิดาและมารดาของพวกเขาตายไปตั้งแต่ตอนพวกเขาอายุเพียงห้าขวบ เดิมทีครอบครัวของนางเป็นครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้ว
พวกเขาอาศัยกันอยู่สี่คน มีนาง พี่ชาย บิดาและมารของนาง เดิมทีบิดามารดาของนางอาศัยการหาของป่าเลี้ยงชีพ พวกท่านทั้งสองจะเดินทางขึ้นเขาทุกๆวัน เพื่ออาศัยหาพืชผักผลไม้และล่าสัตว์มากินเป็นอาหาร หากวันใดได้มากก็จะนำไปขายบ้าง
แต่โชคร้าย พวกท่านทั้งสองถูกสัตว์อสูรโจมตีจนเสียชีวิต ผ่านไปถึงสามวันชาวบ้านจึงไปพบศพของทั้งสองเข้า และรีบลงเขามาแจงผู้นำหมู่บ้าน ให้ระดมคนขึ้นไปช่วยนำศพของคนทั้งสองลงมา
ในระหว่างสามวันที่บิดามารดาของนางไม่อยู่ นางจำได้ว่านางเอาแต่ร้องให้ด้วยความหวาดกลัว ว่าบิดามารดาของตนจะทิ้งนางไป ในทุกๆค่ำคืน พี่ชายของนางต้องโอบกอดนางเอาไว้ และกล่าวปลอบประโลมนางจนหลับ
ตลอดสามวันที่บิดามารดาไม่กลับมา เขาอาศัยความทรงจำที่เรียนรู้จากบิดามารดา ก่อไฟ แล้วนำข้าวที่เหลืออยู่น้อยนิดในไห ออกมาต้มเพื่อให้นางและเขาได้กินประทังความหิว
ต้องรู้ก่อนว่าตอนนั้นพวกเขาทั้งสองมีอายุเพียงแค่ห้าขวบเท่านั้น! การที่ไม่มีบิดามารดาคอยดูแล มันยากมาที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้ พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ได้แต่หวังว่าบิดามารดาของพวกเขาจะกลับมาโดยเร็ว
จวบจนผ่านพ้นไปถึงวันที่สาม ผู้นำหมู่บ้านและบรรดาลุงๆป้าๆในหมู่บ้านหลายท่าน ก็เดินทางมาที่บ้านหลังน้อยของพวกเขา พร้อมกับศพของบิดามารดาที่นอนอยู่บนแปลหาม เมื่อทั้งสองเห็นเช่นนั้น ก็เหมือนกลับว่าโลกทั้งใบแตกสลาย
พวกเขาเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายราวกลับคนเสียสติ เหล่าลุงๆป้าๆในหมู่บ้านต้องกล่าวปลอบประโลมพวกนางอย่างเวทนา จากนั้นก็ช่วยกันฝังศพของบิดามารดาของพวกนาง เมื่อเสร็จก็พากันแยกย้ายกันกลับบ้านของตนอง
ต่อจากนั้นพวกตนสองพี่น้องก็อาศัยอยู่ในบ้านหลักนั้นสองคน โดยอาศัยชาวบ้านหยิบยื่นเข้าปลาอาหารให้ทานเพื่อประทังชีวิต แต่ก็เป็นเช่นนั้นได้ไม่นาน เพราะว่าเหล่าชาวบ้านเองก็ลำบากเช่นกัน ล้วนมีพาระหน้าที่ของตนต้องดูแล จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะช่วยเหลือพวกนางสองพี่น้องได้ตลอด
ด้วยเหตุนี้เอง นางและพี่ชายจึงตัดสินใจออกจากบ้าน อาศัยไปตายเอาดาบหน้า พวกนางจึงขอติดเกวียนของชาวบ้านเข้าเมืองมา เพื่อเข้ามาเป็นขอทานภายในเมือง โชคชะตาจึงนำพาให้พวกเขาได้มาพบเข้ากับฟางชิงหลัน และได้เป็นลูกศิษย์ของนาง....
"คารวะขอรับท่านอาจารย์/คารวะเจ้าค่ะผู้อาวุโสรอง"มู่หลางและอิงฮวาเดินตามหลังมู่ชิงชิงออกมา จากนั้นก็ประสานมือคำนับฟางชิงหลัน
"ตามสบายเถอะ… อาจารย์ทะลวงระดับขึ้นเป็นเทพโอสถแล้ว พวกเจ้าทั้งสองไปเก็บข้าวของได้แล้ว พวกเราจะออกเดินทางไปกับท่านประมุข..."ฟางชิงหลันหันไปยิ้มให้พวกเขาทั้งสองแล้วกล่าวตอบ
จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะของมู่ชิงชิงแล้วกล่าวขึ้นด้วยความเอ็นดู ลูกศิษย์ทั้งสองของนางนั้นแม้ว่าจะเป็นฝาแฝดกัน แต่นิสัยกลับแตกต่างกันเป็นอย่างมาก มู่หลางผู้เป็นพี่ชายเป็นคนพูดน้อยเย็นชา ส่วนผู้เป็นน้องสาวกลับร่าเริงแถมยังช่างพูดช่างจา
"เราจะไปไหนกันหรือเจ้าค่ะ!!??"มู่ชิงชิงกล่าวถามอาจารย์ของนางด้วยความสงสัย
"อาจารย์เองก็ไม่รู้เช่นกัน? พวกเจ้าทั้งสองไปเก็บข้าวของเถอะ อย่าถามมาก" ฟางชิงหลันกล่าวตอบกลับมา จากนั้นนางก็เดินตรงไปทางแปลงสมุนไพรที่นางปลูกเอาไว้ จากนั้นนางก็ลงมือเก็บมันทันที
มู่หลางและมู่ชิงชิงทั้งสองก็ไม่ได้กล่าวถามอะไรอีก พวกเขาทั้งสองเดินไปยังที่พักของตน แล้วลงมือเก็บข้าวของในทันที ส่วนอิงฮวานางก็เดินไปที่เรือเหาะ จากนั้นนางก็ใช้วิชาตัวเบาของตน กระโดนขึ้นเรือไปทันที
ที่นางสามารถขึ้นไปได้เอง ก็เป็นเพราะว่าในครั้งนี้ หยางตงเทียนจอดเรือเหาะให้ลอยเหนือพื้นดินเล็กน้อยเพียงเท่านั้น… เพราะสถานที่แห่งนี้มีที่โล่งมากเพียงพอ เรือเหาะจึงไม่ได้ลอยอยู่ที่สูงมาก นางจึงสามารถขึ้นไปได้ด้วยตนเอง
เวลาผ่านไปอีกประมาณสองเค่อ ฟางชิงหลันและลูกศิษย์ทั้งสองของนางก็เก็บของเรียบร้อยแล้ว จากนั้นนางลงมือเก็บหมุดค่ายกลแล้วขึ้นมาบนเรือเหาะ จากนั้นหยางตงเทียนก็บังคับเรือเหาะให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า และบินหายออกไปจากจุดนี้ด้วยความรวดเร็ว…....