“โอ๊ย....นี่มันอะไรกันเนี้ยะ เกิดอะไรขึ้นนะ ข้าสลบไปอีกแล้วหรอ...โอ๊ยย มึนหัวชะมัด” ลี่อิน เซียนบุปผาน้อยในอาภรณ์ขาวสะอาด ปักลายดอกกล้วยไม้สีชมพู ที่บัดนี้กลับเปรอะเปื้อน เลอะเทอะ เต็มไปหมดด้วยเศษฝุ่น เศษดิน ทำให้สภาพเซียนน้อยตอนนี้ ไม่ต่างจากนางฟ้าตก์เลยก็ว่าได้
“ดูสิ เปื้อนหมดเลย นี่มันชุดเก่งของข้านะ แล้วนี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี้ยะ โอ๊ยย ฮืออ ฮือ” เซียนน้อยที่วุ่นวายกับการปัดเศษดิน เศษฝุ่นที่ติดกับเสื้อผ้าอยู่ จึงไม่ทันสังเกตุว่า สภาพรอบตัวของเธอตอนนี้ไม่ใช่ที่ป่าดอกท้อที่เธอคุ้นเคยเสียแล้ว สถานที่แปลกตานี้ เรือนไม้เก่าทรุดโทรม ที่เต็มไปด้วยหยากใยแมงมุม ร่องรอยของความทรุดโทรมนี้บ่งบอกว่าที่นี่ไม่มีผู้อยู่อาศัยมานานมากแล้ว
ลี่อินที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เมื่อตัวเองเริ่มได้สติกลับคืนมา
“ทะ ทะ ที่ ที่นี่ มันที่ไหนกันน่ะ นี่ข้าอยู่ที่ไหนกัน” เสียงสั่นเครือด้วยความรู้สึกหลากหลาย ปนตื่นตระหนกได้ออกจากปากของเ้าเซียนน้อยผู้ไม่เคยต้องพบกับความรู้สึกหวาดหวั่นในชีวิตมาก่อน จนกระทั่งตอนนี้ ที่เธอเองกลับมีความรู้สึกตื่นกลัวแล้วเสียงของโชคชะตา ที่เคยได้ยิน ก็กลับมาสู่ห้วงความทรงจำของเธออีกครั้ง
“อีกไม่นาน เ้าจะต้องประสบเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวง และเ้าจะต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ มิเช่นนั้น ิญญาเ้าจะสูญสลาย ไม่สามารถกลับมามีจิตหยั่งรู้ได้อีก...”
เสียงลึกลับของคำทำนายในถ้ำนั้น ดังก้องขึ้นภายในจิตใจของลี่อินอีกครั้ง น้ำตาอุ่นๆ ค่อยๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มนวลของเซียนสาว ระยะเวลาผ่านไปชั่วก้านธูป เซียนน้อยที่เพิ่งจะตัดพ้อ ต่อกระซิก ร้องไห้เป็เผ่าเต่าเมื่อครู่ก็หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ลี่อินรีบลุกขึ้น จัดแจงเสื้อผ้า เช็ดหน้าเช็ดตาของตัวเองจนเรียบร้อย เธอก็รีบเดินออกไปสำรวจรอบๆ สถานที่แปลกประหลาดนี้ทันที
“เอ๋...สถานที่แห่งนี้ ช่างเหมือนกับที่อาจารย์เคยสอนไว้เลย มันเรียกว่าอะไรนร้า ... อ้อ วัด เรียกว่าวัด ว่าแต่ทำไมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ได้นะ เกิดอะไรขึ้นนะ” เซียนบุปผาน้อย พูดไป พลางวิเคราะห์ และคิดถึงคำสอนของอาจารย์ที่โรงเรียนเซียนไป
“ว่าแต่นะ หากที่นี้เป็วัด นั่นแปลว่า....นี่ข้าอยู่ โลกมนุษย์ อย่างนั้นหรอ!!!”
“ไม่นะ ไม่ ไม่.......”
เซียนน้อยที่ลุกขึ้นมาได้เมื่อสักครู่นี้ เมื่อรู้ว่าตัวเองตกลงมาจาก์ ก็กลับลงไปนั่งร้องไห้ฟูมฟายอีกครั้ง จนเวลาผ่านล่วงเลยไป จากยาม เป็สองชั่วยาม จากสอง เป็สาม เซียนน้อยนั่งหมดอาลัยตายยากอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว
ขณะที่เธอกำลังนั่งถอดใจกับโชคชะตาของตัวเองอยู่นั้น ก็มีลูกหนูสองตัววิ่งออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าของลี่อิน นั่นก็ทำให้เธอ หันสายตามามองเ้าลูกหนูสองตัวที่หันมาสบตากับเธอ ราวกับว่ากำลังจะถามว่าเธอคือใคร แล้วมานั่งทำอะไรตรงนี้ เสียอย่างนั้น
ลี่อินสบตากับลูกหนูสองตัวอยู่นาน จนกระทั่งผู้ที่หมดความอดทนก่อน คงจะเป็ฝั่งเ้าลูกหนูนั่น เพราะมันก็ละสายตาจากนาง แล้วก็วิ่งจากไป ต่อหน้าสายตาของเซียนน้อย แต่นั่นก็นับว่าส่งผลให้เซียนน้อยได้สติกลับมาอีกครั้ง
เซียนบุปผาน้อยลุกขึ้นอีกครั้ง พร้อมตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ไม่ว่าจะโชคชะตา พรหมลิขิต หรือคำสาบอะไรก็แล้วแต่ นางจะไม่มีทางยอมให้มันเป็เช่นนั้น เธอตัดสินใจลุกขึ้นสู้ต่อโชคชะตาที่เล่นตลกกับเธอ เธอเดินออกไปด้านนอก