บ่ายวันเสาร์วันหนึ่งในเดือนสุดท้ายของปี รถหกล้อขนาดเล็กได้จอดหน้าบ้านว่างหลังนั้น
ปณตจอดรถมาสด้ารุ่นเก่าแต่ยังใช้การได้ดีข้างๆรั้วบ้าน นั่งมองชายคนขับรถบรรทุกและลูกน้องทยอยขนของลงจากรถ เขานั่งนิ่ง ๆ สักพักให้กล้ามเนื้อขาคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลข้ามวัน ก่อนจะดับเครื่องยนต์พร้อมปลุกแผ่นดิน ลูกชายวัย 5 ขวบให้ตื่น ยืดเส้นยืดสาย ยืนจับมือกันมองดูบ้านหลังใหม่ บ้านหลังที่เขาเลือกจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่
ทั้งสองยืนมองดูบ้านด้วยความรู้สึกตื่นเต้น บ้านหลังขนาดกลาง ไม่เล็กไม่ใหญ่ กลางเก่ากลางใหม่ บนพื้นที่ 1 งานก็นับว่ากว้างขวางสำหรับการอยู่เพียงลำพังสองคนพ่อลูก เขาเห็นประกาศบ้านว่างให้เช่าหลังจากขับรถผ่านเมื่อตอนที่เขามาดูงานที่นี่เมื่อปีก่อน เมื่อถูกหัวหน้าถามว่าอยากย้ายมาทำงานที่จังหวัดนี้หรือเปล่า เขาตอบรับทันที ไม่มีทีท่าลังเลหรือใช้เวลาคิดเลยด้วยซ้ำ เขาติดต่อหาเ้าของบ้านและดีใจยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่เมื่อรู้ว่าบ้านหลังนี้ยังว่างอยู่ เขาดำเนินการจัดการขายบ้านหลังเก่าทันที ทำเื่ย้ายโรงเรียนลูก ทั้งหมดเสร็จภายในไม่กี่สัปดาห์
ด้วยความที่เป็ซอยเล็กๆ ทะลุไปถนนใหญ่ได้ถึง 2 ทาง ทำให้จัดว่าสะดวกสบาย คนอาศัยอยู่น้อย บรรยากาศเงียบสงบ มีลานกว้างขนาดครึ่งงาน เหมาะจะให้ลูกชายเขาได้วิ่งเล่น บ้านในซอยร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เขาเห็นบ้านบางหลังมีแปลงผัก บางหลังปลูกดอกบานชื่น บานไม่รู้โรยริมรั้ว สร้างบรรยากาศ ทำให้สวย น่าอยู่ โดยเฉพาะบ้านหลังใหญ่กลางซอยหลังนั้น พื้นที่กว้างกว่าบ้านทุกหลัง มองจากรั้วที่ไม่ได้สูงมากนักเข้าไปทำให้เห็นต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ที่ปลูกจนเขียวขจี ราวกับสร้างป่าส่วนตัว ทั้งไม้ผล ไม้ใบ ไม้เนื้อแข็ง ประตูรั้วบ้านสีฟ้าสดใส รั้วไม้สีขาวที่ปลูกดอกพวงแสดตลอดแนวยาวตามรั้ว แข่งกันบานสะพรั่งในฤดูหนาว สีสันตัดกันสวยราวกับหลุดออกจากหนังสือตกแต่งบ้านที่ภรรยาเขาซื้อเป็ประจำ ภรรยาของเขาต้องชอบที่นี่แน่ๆ
ทุกครั้งเวลาที่มาทำงานที่จังหวัดนี้เขาชอบขับรถผ่านซอยนี้บ่อยๆ คิดจินตนาการเล่นๆถึงคนที่อยู่ในซอยนี้ว่านิสัยอย่างไร ทำอาชีพอะไร มีเด็กอาศัยอยู่กี่คน พลางจินตนาการว่าถ้าตัวเองย้ายมาอยู่ที่ซอยนี้บ้างจะเป็อย่างไร คงมีความสุขไม่น้อย ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ปลูกดอกมะลิอย่างที่ภรรยาของเขาชอบ มีสนามหญ้าให้เขาเตะบอลกับลูกชาย ทำอาหารให้ลูกกิน เล่านิทานให้ลูกฟัง เข้านอนพร้อมกัน เหมือนกฎแรงดึงดูด คิดฝันอย่างไรมักได้อย่างนั้น
“หวัดดีจ้ะ ปณตใช่ไหม เราน่ะ” ปณตสะดุ้งออกจากภวังค์จากการจินตนาการถึงการใช้ชีวิตที่นี่ เขาหันมาหาต้นเสียง เจอหญิงวัยกลางคน ผมรวบตึงมัดมวยผมไว้ที่ท้ายทอย มีดอกจำปาทัดหูซ้าย สวมเสื้อแขนยาวถักจากไหมพรมสีม่วงอ่อนลายดอกไม้สีขาว ใส่กางเกงวอร์มสีดำ ถุงเท้าขาว ชายชายฉกรรจ์สามคนสามรุ่น ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อแขนยาว พร้อมเด็กหญิงตัวเล็กชุดกระโปรงแดงเสื้อกันหนาวสีฟ้าที่แอบอยู่ข้างหลัง บ่ายแล้วอากาศยังเย็นอยู่ ที่ๆเขาจากมาไม่ค่อยได้หนาวสักเท่าไหร่ ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นชิน รู้สึกแปลกใหม่ เป็เื่ที่ทำให้เขาได้ตื่นเต้นเล็กๆ
“ฉันดาวเรือง อยู่บ้านรั้วขาวตรงข้ามนี้แหล่ะ นี่สมชายอยู่บ้านติดกันกับพ่อปณต ส่วนสองคนนี้คือประสิทธิ์ กับนิรุจติ์อยู่บ้านต้นซอย เขาสามคนจะมาช่วยพ่อปณตขนของ” ยายดาวเรืองพูดแนะนำตัวแต่สายตาสอดส่องข้าวของที่คนขับรถทะยอยยกลงมา ดูแล้วไม่ได้มีเยอะสักเท่าไหร่ มีตู้ไม้สักไม่กี่หลัง โต๊ะ เก้าอี้ เตียงไม้สักที่ถูกถอดออก และกล่องกระดาษอีกไม่กี่สิบกล่อง เห็นว่าย้ายมาไกลนึกว่าจะมีของเยอะกว่านี้ มากันแค่สองคนเท่านั้นเหรอ? ยายดาวเรืองตั้งคำถามในใจ
“สวัสดีครับ ผมปณตครับ” ปณตยกมือไหว้ทักทาย พร้อมทั้งไหว้ผู้ใหญ่อีกสองคนที่โตกว่าเขาด้วยท่าทีอ่อนน้อม
“มาพี่ จะให้ขนอะไรวางตรงไหน บอกมาเลย ของไม่เยอะแป๊ปเดียวก็เสร็จ จะได้กินเหล้า ฉลองบ้านใหม่กัน” สมชายพูดเสียงเหน่อพร้อมยักคิ้วให้
“เอ็งจะได้กินอะไร เดี๋ยวก็เข้ากะดึกนี่” อาปลัดทัก ขณะที่ยกไม้แผ่นเตียงกับนิรุจติ์เดินผ่านเข้าไปในบ้าน
“โอย อาปลัด ผมเข้าเวรตีสองโน่น ตอนนี้เพิ่งบ่ายสองเอง ได้สักแก้วอยู่” สมชายผู้ยอมเื่ใดก็ได้ แต่ไม่ใช่เื่ดื่มเอ่ยขึ้นอย่างทีเล่นทีจริง ปณตหัวเราะเสียงดัง
“ได้สิ สมชาย เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง อยากกินอะไรก็บอกนะ วันนี้น่าจะรบกวนเยอะเลย” เ้าของบ้านตอบรับอย่างเต็มใจระคนเกรงใจ และรู้สึกดีใจที่มีเพื่อนบ้านเป็ชายวัยไล่เลี่ยกัน แถมยังดูเป็คนท่าทางอัธยาศัยดีอีกด้วย สมชายยิ้มฉแ่งปากกว้างรับแทนคำตอบ พร้อมยกของอย่างขันแข็ง
“นวลกำลังทำยำวุ้นเส้นนะ เดี๋ยวซื้อเนื้อมาย่างกัน อยากกินเสือร้องไห้ ก้อยมะนาว ลาภปากเลยนะเอ็ง” นิรุจติ์พูดเสียงเข้มเหย้า
“นิดหน่อยคร้าบบ” สมชายกล่าวลากเสียงเจือความขี้เล่น ลากลังกระดาษใบใหญ่เข้าไปในบ้าน
ั้แ่ย้ายมาอยู่ที่ซอยนี้ สมชายเหมือนได้ครอบครัวในฝันที่ใหญ่ขึ้น อบอุ่นขึ้น ทุกคนมีน้ำใจกับเขาไม่ขาด อาปลัดกับพี่รุจติ์เปรียบเสมือนพี่ชายใจดี ถึงแม้ภายนอกดูเข้มๆดุๆ น่าเกรงขาม แต่ก็ถือว่าเป็คนที่เขาและครอบครัวฝากผีฝากไข้ได้ทีเดียว
เมียของเขาเองก็สนิทกับพี่ๆผู้หญิงในซอยอย่างกลมเกลียว มีอะไรแบ่งปัน ช่วยเหลือกันไม่เคยปฏิเสธ เขาทั้งสองคนได้รับความเอ็นดูจากคนในซอยนี้มากจริงๆ เด็กที่ใครต่อใครตราหน้าว่าไม่มีอนาคตอย่างเขา 2 คน กลับได้งานประจำทำ มีบ้านอยู่ที่เรียกว่าค่าเช่าถูกเหมือนอยู่ฟรี มีเพื่อนบ้านที่มีตำแหน่งใหญ่โตคอยดูแล ก็นับว่ามีบุญมากนักหนาที่เกิดมา
“เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกจะเป็ได้ อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ใช้ชีวิตให้ดีก็พอ” ยายดาวเรืองที่เขากับส้ม รักและเคารพเหมือนแม่แท้ๆ ได้พูดขึ้นตอนที่ฟังเขาเล่าความเป็มาให้ฟัง
ตอนนั้นเขาเป็เพียงเด็กที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับด้วยซ้ำ ทำเมียท้อง ทั้งคำครหา ก่นด่า คำดูถูกต่างๆจากคนรอบข้าง ไม่ชอกช้ำเท่าคนในครอบครัว เขา 2 คนจึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า เดินทางข้ามจังหวัด ข้ามวัน ข้ามเดือน โดยไม่มีแม้แต่เงินติดตัวสักบาท อาศัยหลบนอนตามวัด ขอข้าววัดประทังชีวิต รับจ้างรายวันตามรายทาง จนผ่านมาซอยนี้เห็นบ้านหลังใหญ่ สวย เลยของานที่บ้านยายดาวเรืองทำ กะว่าเป็คนสวน ทำนา ทำไร่ อะไรก็ได้ขอเพียงมีเงินเลี้ยงเมียเลี้ยงลูกก็พอ
“ลูกนกลูกกา ลูกหมาลูกแมว เรายังเลี้ยงได้ นับประสาอะไรกับลูกคน” ตาสมัครพูดกับยายดาวเรืองหลังจากที่สมชายของานทำเสร็จ ตาสมัครมองหน้าเขาและส้มอย่างเวทนา พร้อมให้ยายดาวเรืองจัดการหาที่อยู่ให้ ยายดาวเรืองจึงให้อาศัยบ้านหลังเล็กๆข้างๆบ้านอาปลัด ทั้งยังให้อาปลัดหางานให้ อาปลัดจึงได้ฝากฝังไว้ในโรงงานแห่งหนึ่ง
ยายดาวเรืองสอนเื่การเก็บออม มัธยัสถ์ สอนทำขนมให้เมียเขาไปขายในโรงงานหารายได้เพิ่ม เพราะมีลูกหนึ่งคนจะต้องใช้เงินเยอะ จากคำสอนของยายและความขยันของเมีย ทำให้ครอบครัวเขาอยู่สบาย ไม่ขัดสน อาหารการกินไม่ขาด แทบทุกวันยายดาวเรืองจะส่งปิ่นโตแบ่งอาหารมาให้ หากวันไหนไม่ได้เข้างานเขาจะออกไปหาปลาหาหอยตามคลอง ตามแม่น้ำแถวบ้าน ได้ผักได้หญ้ามาทำกิน แบ่งแจกจ่ายคนในซอย เสื้อผ้าสองผัวเมียไม่เคยซื้อได้มาจากพี่ๆ ยี่ห้อดีๆกว่าที่ซื้อเองเสียอีก พี่รุจติ์สั่งให้เขาไปสอบเทียบเอาวุฒิการศึกษาและเรียนเพิ่ม เพราะการศึกษาจะทำให้เขาได้เปรียบคนอื่น น้องเล็กลูกสาวคนเล็กของยายดาวเรืองเป็คนจัดการเื่การสมัครสอบพร้อมแนะนำเื่การเรียนให้เขาเป็ประจำ เขาอดทนเรียนและอีกไม่กี่ปีก็จะจบ ปวส และกำลังคิดว่าจะเรียนต่อเอาปริญาตรี ไม่มีอะไรภูมิใจในตัวเองไปมากกว่านี้อีกแล้ว ถ้าเขาไม่ได้บังเอิญเดินหลงมาซอยนี้ มาเจอตาสมัคร ยายดาวเรือง ที่กำลังปลูกดอกพวงแสดหน้าบ้าน เขาก็ไม่รู้ว่าชีวิตของเขาจะเป็อย่างไร
“ไม่มีเื่บังเอิญหรอกสมชาย เราถูกกำหนดให้มาเจอกัน” ตาสมัครพูดขึ้นในวันสงกรานต์ปีหนึ่งตอนที่เขารดน้ำดำหัวและล้างเท้าให้ตาสมัคร เป็เพียงคำพูดสั้นๆแต่เขากลับรู้สึกซาบซึ้งทุกครั้งที่นึกถึง
บ่ายแก่ๆ แดดร่มลมตก ตะวันคล้อยต่ำลงจนเกือบจะมืดค่ำ เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งหลายช่วยกันขนของ ต่อตู้ เตียงนอน ที่จำเป็สำหรับใช้ในคืนนี้เสร็จ ปณตและสมชายกำลังถูบ้านเพื่อล้างคราบดิน ฝุ่น ร่องรอยจากการขนของ เสียงป้าวรรณาเพื่อนบ้านอีกคนก็เรียกเขาไปกินข้าวที่บ้านยายดาวเรือง อาหารวางอยู่เต็มโต๊ะยาวหน้าบ้าน มีเสื่อปูนั่งสำหรับเด็กที่มีส้มกับนวลพรรณนั่งประกบคอยดูแล แผ่นดินเดินมานั่งข้างๆหนูดาโดยอีกข้างเป็เมฆที่นั่งก้มหน้ากินไส้กรอกย่างอย่างตั้งใจ แฝดกินไปทะเลาะกันไปจนแม่ต้องนั่งจับแยก ส้มป้อนข้าวแก้วมุกดาที พอใจที ด้วยข้าวเหนียวไข่เจียว แผ่นดินนั่งมองทุกคนด้วยความรู้สึกประหม่า
“ดิน นายไม่ต้องกลัวหรอก กินให้เยอะๆไปเลย กับข้าวบ้านยายดาวเรืองอร่อยทุกอย่างและกินยังไงก็ไม่มีวันหมด” มาวิน แฝดผู้พี่กล่าวขึ้นเสียงดัง ขณะที่เคี้ยวไก่ย่างเต็มปาก คำพูดของมาวินทำให้แม่ถึงกับส่ายหน้า แต่ยายดาวเรืองกลับหัวเราะเสียงดัง
“ฝีมือยายดาวเรืองอย่างนี้เลย แล้วก็ทำขนมอร่อยที่สุด โดยเฉพาะขนมตาล ขนมปุยฝ้ายยยย” เมธีได้ทีพูดเสริมขึ้นพร้อมยกนิ้วโป้งการันตรี ท่าทีเลียนแบบมาจากทรานซิสเตอร์ที่แม่ชอบเปิดฟังนิยายเสียงบ่อยๆ
“บ๊ะ พรุ่งนี้ยายต้องทำขนมปุยฝ้ายแล้ววสิเนี่ย ถ้าแฝดจะพูดกันขนาดนี้” ยายดาวเรืองเหย้าเสียง จนนวลพรรณหันมาห้าม เพราะเกรงว่าจะลำบากเกินไป ยายดาวเรืองบอกว่าดีเสียอีกจะได้ไม่ต้องคิดเมนูขนมของว่างยามบ่าย
“ส้มกับน้านวลขึ้นไปกินข้าวเลยค่ะ เดี๋ยวเล็กดูแลเด็กๆตรงนี้เอง เล็กอิ่มละ” มณจำปาเดินมาสะกิดส้มพร้อมนั่งลงแทนที่ พร้อมแกะไก่ย่างใส่จานให้แผ่นดินพร้อมแบ่งข้าวเหนียวจากกระติ๊บให้กำมือหนึ่ง แก้วมุกดานั่งมองแผ่นดินกินข้าวพร้อมเลียนแบบอาหารที่แผ่นดินกินทุกคำจนสำลัก
“หนูดา ไม่ต้องรีบลูก หนูยังปากเล็กอยู่ ปากยังไม่ใหญ่เท่าพี่ดิน ไม่ต้องตามพี่ดินทุกคำก็ได้” เสียงมณจำปาร้องห้าม พร้อมยกขันเล็กใส่น้ำให้หนูดาดื่มแก้ติดคอ
“เดี๋ยวพี่ดินกินช้าเอง หนูดาจะได้ไม่ติดคอ” แผ่นดินพูดเสียงอ่อน เบาๆ ที่มีเพียงแก้วมุกดาได้ยิน แก้วมุกดาดาพยักหน้าน้อยๆ พร้อมกับกินข้าวไปพร้อมกับพี่ดินคนโปรดที่กินช้าลง
“นายกินช้า เอาไส้กรอกนี้ไป” เมธี ยื่นไส้กรอกย่างให้แผ่นดิน ขณะที่มืออีกข้างถือไก่ย่างของโปรด ปากเคี้ยวข้าวเหนียวตุ้ยๆ
“เราก็เหมือนกัน กินช้าๆ เดี๋ยวก็ติดคอพอดี” มณจำปาดุเสียงแข็ง น้ำเสียงเจือความเอ็นดู แต่แฝดก็หาสนใจไม่ ยังคงกินข้าวคำโตแข่งกันอยู่ดี
ปณตมองดูลูกชายที่กินข้าวด้วยความเอร็ดอร่อยก็รู้สึกใจชื้น เขาเป็กังวลมากเมื่อครั้งที่ตัดสินใจย้ายมาว่าเป็การบังคับลูกเกินไปรึเปล่า ลูกจะปรับตัวได้ไหม เขาย้ายมาโดยไม่ได้คิดถี่ถ้วนเท่าไหร่ รู้แต่ว่าจะต้องย้ายมา จะต้องเริ่มต้นใหม่เท่านั้น พอได้เจอเพื่อนบ้านก็ััได้ถึงความสนิทสนมกันของคนภายในซอยก็ทำให้เขารู้สึกเบาใจ คิดไม่ผิดที่ตัดสินใจย้ายมาที่นี่ เขาและลูกน่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ได้ดี