บทที่ 20: ลับคมกระบี่
คำประกาศอันเด็ดเดี่ยวของหลิงเซียวดังก้องไปทั่วบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน ทำให้ผู้ส่งสารของตระกูลหมาป่าโลหิตที่คาดหวังจะเห็นท่าทีลังเลหรือหวาดกลัวต้องชะงักไป เขามองเด็กหนุ่มผมเงินตรงหน้าด้วยแววตาดูแคลน ระคนแววสมเพช "กล้าหาญดีนี่! ข้าจะนำคำตอบของพวกเ้ากลับไปรายงานท่านผู้นำ หวังว่าในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เ้าจะยังยืนพูดได้เช่นนี้!"
พูดจบ เขาก็กระตุกบังเหียนม้าศึกและควบทะยานจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินและบรรยากาศที่หนักอึ้ง
เมื่อผู้ส่งสารจากไปแล้ว ความเงียบก็เข้าปกคลุมเผ่าิญญาอีกครั้ง ผู้าุโหลิงเฟิงมีสีหน้าขาวซีดราวกับคนตาย เขามองหลิงเซียวราวกับมองเห็นหายนะที่กำลังเดินเข้ามา ส่วนเหล่าเยาวชนคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก
ประมุขหลิงเทียนโบกมือเบาๆ "แยกย้ายกันไปได้แล้ว เื่นี้ถือเป็ที่สิ้นสุด" เขากล่าวกับทุกคน ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หลิงเซียว "เ้าตามข้ามา"
หลิงเซียวเดินตามประมุขไปยังสวนหย่อมอันเงียบสงบหลังโถงประชุม
"หลี่เลี่ย ไม่เหมือนกับน้องชายของมัน" ประมุขกล่าวขึ้นเรียบๆ "มันผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน มีประสบการณ์โชกโชน และเคล็ดวิชากรงเล็บหมาป่าโลหิตของมันก็ร้ายกาจนัก อย่าได้ประมาท"
"ข้าน้อยทราบแล้ว" หลิงเซียวตอบอย่างสงบ
ประมุขมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาและไม่เห็นความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความมั่นใจอันเงียบงันเท่านั้น เขายื่นขวดหยกใบเล็กให้หลิงเซียว "นี่คือ 'โอสถโลหิตมรกต' สามารถฟื้นฟูอาการาเ็ได้อย่างรวดเร็ว เก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เกียรติยศของเผ่าพันธุ์...ฝากไว้ที่กระบี่ของเ้าแล้ว"
หลิงเซียวรับโอสถมาและโค้งคำนับ "ข้าน้อยจะไม่ทำให้ท่านประมุขผิดหวัง"
หลังจากแยกกับประมุข เขาก็เดินกลับไปยังกระท่อมของตนเองทันที เมื่ออยู่เพียงลำพัง รอยยิ้มเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
จิติญญาของ "ภพ" กำลังวิเคราะห์สถานการณ์ "ในที่สุด 'บทประลองล้างอาย' สุดคลาสสิกก็มาถึงจนได้ คู่ต่อสู้คือนายน้อยผู้โเี้ เดิมพันคือเกียรติยศของตระกูล...พล็อตเื่ช่างซ้ำซากจำเจเสียจริง"
เขาไม่ได้รู้สึกกดดันหรือตื่นเต้นแม้แต่น้อย สำหรับเขา นี่เป็เพียง "อีเวนต์" ที่ต้องผ่านไปให้ได้ในเส้นทางของผู้แข็งแกร่งเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ใช่คนประมาท
หลิงเซียวเดินไปยังลานฝึกท้ายหมู่บ้านที่คุ้นเคย เขาวางขวดโอสถลงข้างๆ และชักกระบี่เหล็กกล้าสีดำออกมาจากฝัก แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบใบกระบี่ สะท้อนเงาที่เยือกเย็นจับใจ
"ขอบเขตสร้างแก่นแท้ขั้นที่หนึ่ง แข็งแกร่งกว่าขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสูงสุดอยู่หลายเท่า...แต่การพึ่งพาเพียงระดับพลังที่สูงกว่านั้นเป็วิถีของคนโง่"
เป้าหมายในการฝึกฝนตลอดเจ็ดวันที่เหลือของเขานั้นชัดเจนอย่างยิ่ง...ไม่ใช่การเพิ่มพลังลมปราณ แต่เป็การผสาน "จิตสังหาร" ที่เพิ่งได้รับมา เข้ากับเพลงกระบี่ทั้งสามสายให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
เขาหลับตาลง ััถึงพลังงานอันเย็นเยียบที่ซ่อนอยู่ลึกในจิติญญา มันคือไอสังหารอันบริสุทธิ์ที่ได้มาจากการปลิดชีวิตเป็ครั้งแรก เขาลองชี้นำมันอย่างช้าๆ ให้ไหลจากห้วงสำนึก...ผ่านแขน...และไปรวมอยู่ที่กระบี่ในมือ
วูบ!
กระบี่สีดำในมือของเขาพลันมีไอสีดำจางๆ ปกคลุมอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะหายไป อุณหภูมิรอบๆ ตัวลดต่ำลงเล็กน้อย
เขาเริ่มร่ายรำเพลงกระบี่อีกครั้ง
[เพลงกระบี่ลำนำวายุ] ที่เคยรวดเร็ว ตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความเงียบเชียบและอันตราย ทุกท่วงท่าไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความเร็ว แต่ยังเล็งไปยังจุดตายอย่างเป็ธรรมชาติ
[เพลงกระบี่วารีไหล] ที่เคยอ่อนช้อย ตอนนี้กลับกลายเป็กระแสน้ำวนที่ซ่อนเร้นคมมีดไว้ภายใน การป้องกันของเขาไม่ได้เพียงแค่ปัดป้อง แต่ยังแฝงไว้ด้วยเจตนาที่จะสวนกลับอย่างถึงฆาต
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ [เพลงกระบี่ผาทะลวง]
การแทงออกไปตรงๆ ที่เรียบง่าย บัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันเย็นเยียบ มันไม่ใช่แค่การโจมตีทางกายภาพอีกต่อไป แต่ยังเป็การโจมตีที่กดดันไปถึงจิติญญาของคู่ต่อสู้ ทำให้เกิดความหวาดกลัวและลังเลใจ
วันแล้ววันเล่า หลิงเซียวหมกมุ่นอยู่กับการหลอมรวมจิตสังหารเข้ากับวิถีกระบี่ของตนเองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไอสังหารรอบกายของเขาค่อยๆ ถูกซ่อนเก็บจากที่เคยแผ่ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ กลายเป็ความเยือกเย็นที่ถูกผนึกไว้ในดวงตาและปลายกระบี่ รอคอยวันที่จะถูกปลดปล่อยออกมา
ในเช้าของวันที่เจ็ด หลิงเซียวหยุดการฝึกซ้อม เขายืนนิ่งสงบอยู่กลางลานฝึก กระบี่สีดำในมือของเขาดูไม่ต่างจากเดิม แต่หากมีผู้เชี่ยวชาญมาเห็น ก็จะพบว่ามันได้กลายเป็ศาสตราวุธที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ในแววตาสีม่วงอันงดงามนั้น มีประกายแสงอันเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งนับพันปีสว่างวาบขึ้นมาชั่วครู่
เขา...พร้อมแล้ว