ห่างออกไปไกลเกินกว่ามนุษย์จะได้ข้ามไปหมองจางๆ ที่เมื่อครู่เห็นภาพโลกมนุษย์ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงสระบัวด้านหน้าของวิมานกลางเมฆาที่ราวกับลอยไปทั่วแผ่นฟ้าทว่ามันคือแผ่นฟ้าที่ไม่มีจุดบรรจบ พระสูรยะยืนเอามือไพล่หลังสีหน้ากำลังครุ่นคิด
ในขณะที่พระยมซึ่งมาหาพระสูรยะเพราะธุระเรื่องของอมรเขาไปที่อุโมงค์เวลาตามที่พระเสาร์ได้ฝากคำพูดมาถึงเขา โดยที่ไม่เผยตัวทว่าอมรได้สร้างปราการขึ้นอีกชั้นทำให้นอกจากครอบพลังที่พระเสาร์สร้างไว้เพื่อขังเทพกึ่งมนุษย์ที่ถูกความแค้นครอบงำจนเพิ่มพูนพลังด้วยกิเลสของมนุษย์ ตอนนี้ทำให้เขาไม่สามารถทลายปราการทั้งสองชั้นได้
แต่การเห็นว่าพระเสาร์กำลังผูกพันกับมนุษย์ผู้นั้นซึ่งจะทำให้ขมวดปมของการลงโทษอาจทอดยาวออกไปทำให้เขาผู้ซึ่งมีส่วนทำให้อดีตคู่แค้นได้รับโทษมาเกือบพันปีไม่สบายใจนัก เขาสาแก่ใจที่อีกฝ่ายถูกลงโทษก็จริงแต่หากนานเนิ่นอีกทั้งยังถูกลงโทษซ้ำๆพระเสาร์อาจผูกใจแค้นจนกลายเป็นเทพกึ่งมนุษย์ที่สะสมกิเลสของมนุษย์อย่างที่อมรทำคราวนี้ใครจะกำราบได้
“ปล่อยไว้อย่างนี้จะดีหรือท่าน”
พระสูรยะรู้ดีว่าพระยมหมายถึงอะไรแต่การขัดขวางย่อมไม่ใช่สิ่งที่เทพซึ่งผดุงความยุติธรรมและในฐานะบิดาที่อยากให้บุตรชายเกิดสำนึกจะทำได้
“ทุกอย่างมีชะตากรรมเสมอศนิจะเรียนรู้ได้ไหมหลังจากผ่านมาเกือบแปดร้อยปี เราเองก็สุดจะคาดเดา”
พระยมพอจะเข้าใจพระสูรยะจะออกหน้าคงไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะความเที่ยงตรงไม่เข้าข้างแม้จะเป็นบุตรตนเองตอนนี้พระเสาร์คงอยู่ในวิมานใดสักแห่ง แทนการลงไปโลกมนุษย์
“แต่อีกไม่นานธามิณีจะตายคงเกิดเรื่องมากมายจากพระเสาร์แน่ๆ”
พระสูรยะเองก็หนักใจ“คงต้องรอ หากศนิลุแก่ความต้องการของตัวเอง เขาจะถูกลงโทษตามกฎ”
“ไม่ควรส่งธามิณีไปเกิดเลย”เหตุผลที่ธามิณีต้องลงไปเกิดช่างน้อยนิด แต่มันเกี่ยวกับพระเสาร์โดยตรงทำให้หลังจากฟื้นคืน ธามิณีย่อมต้องรับโทษเช่นกัน
“สมควรสิศนิเป็นคนก่อเรื่องไว้ ตอนนี้การชดใช้ให้ธามิณีย่อมเป็นสิ่งที่สมควร”
พระยมพยักหน้ายอมรับว่าพระสูรยะพูดไม่ผิดแม้สักคำแต่ตอนนี้เขาต้องปรึกษาเรื่องที่สำคัญกว่า ไม่เช่นนั้นมนุษย์อาจเดือดร้อนเพราะอมรเขาเองก็จนใจไม่สามารถนำอดีตเทพที่ถูกกิเลสครอบงำจนกลายเป็นมารมาลงโทษได้ พระสูรยะพอทราบเรื่องก็วาร์ปหายไปที่อุโมงค์เวลาทันทีเขานึกแปลกใจตั้งแต่เห็นเงากิเลสแก่กล้าสีดำทะมึนที่ล่อหลอกธามิณีไปเพื่อให้พบจุดจบแล้วตอนนี้พอจะเข้าเค้าว่าใครที่ทำแบบนั้น พระยมวาร์ปตามพระสูรยะไปคราวนี้เขาคงหาทางออกได้เสียที
การบอกว่ารักแล้วคบกันหลังจากนั้นต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไรนะ?
เป็นคำถามที่ธามิณีเกิดขึ้นทันทีที่ศนิพาเธอกลับมาที่ห้องด้วยรถยนต์ใช่แล้ว เขาเลือกจะขับรถสปอร์ตสีดำมาส่งเธอที่หอพักไม่ใช่การวาร์ปอย่างที่เคยทำสำหรับคนธรรมดามันคงปกติ แต่การนั่งรถของคนที่เธอชอบกลับทำให้รู้สึกประหม่าเขาเข้ามาในลิฟต์เพื่อเดินมาส่งเธอที่ห้อง เธอละล้าละลังตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้องรอยจูบของเขาที่ริมฝีปากยังซ่านในความรู้สึกจนเธอคิดไปไกล ถ้าเขาสานต่อมากกว่านั้นจะมันเร็วไปหรือเปล่าเขาจะรู้ไหมว่าเธอคิดอะไรไปไกลแล้ว ภายใต้ใบหน้าเรียบขรึมของเขาซ่อนความคิดอะไรไว้การได้รู้ความในใจของอีกฝ่ายไม่ช่วยให้เธอรู้ได้เลยว่าตอนนี้มีสิ่งใดที่อยู่ในห้วงคำนึงของเขาบ้าง
“ทุกครั้งที่เธอถูกทำร้ายจนเลือดออกและเกิดความกลัวผลึกกาลจะดึงฉันมาหาเธอ” ศนิเอ่ยในระหว่างที่รอธามิณีชงกาแฟด้วยความว้าวุ่นใจเธอคิดว่าเขาเข้ามาในห้องนี้เพื่ออะไรอย่างนั้นหรือ ช่างเป็นมนุษย์ที่มองเขาในแง่ร้ายเสียจริง
ธามิณีคนกาแฟไปพลางเดินไปพลางแล้ววางที่โต๊ะตรงโซฟาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเตียงนอนศนิไม่ได้สนใจมองไปที่นั่นด้วยซ้ำ เธอคิดเลื่อนเปื้อนไปเองแต่ที่เขาพูดมาน่าสนใจไม่น้อย ที่แท้ปริศนาของผลึกกาลเป็นแบบนี้เอง
“แล้วเหตุผลที่ธามถูกดึงไปหาคุณก็เหมือนกันหรือคะ”
“ใช่”
ธามิณีส่งกาแฟให้ศนิที่รับไปจิบๆเธอมองเขาแล้วเพิ่งจะเข้าใจสายใยระหว่างเราสองคนเรื่องความกลัวแม้ว่าเธอจะพยายามฝืนว่าเก่งกล้า แต่ในใจก็กลัวนั่นเองทว่าเขาที่ดูไม่น่ามีอะไรให้กลัว แต่ก็มีแฮะ
“คุณเคยมีความกลัวด้วยหรือคะ”
ศนิเลิกคิ้ว“แน่นอน เพียงแต่ฉันไม่เคยกลัวความตายแต่กลัวไม่ได้ทำอย่างที่หมายใจเอาไว้ต่างหาก”
“คุณหมายใจว่าจะทำอะไรหรือคะ”ธามิณีเท้าคางตั้งใจฟัง แต่ศนิกลับจิบกาแฟไม่ตอบคำถามเธอรู้ด้วยภาษากายว่าเขาไม่อยากจะตอบคำถามนี้ “ไม่เป็นไรค่ะถ้าไม่สบายใจไม่ต้องตอบก็ได้”
หากเป็นเหมือนที่ผ่านมาศนิคงฟังแล้วเลือกที่จะเงียบไม่ตอบอะไรการให้สัญญาเป็นเรื่องที่เป็นภาระ เขาอยากทำก็จะทำ แต่หากไม่อยากทำต่อให้ถูกขอร้อง อ้อนวอนหรือร้องไห้ เขาก็ไม่หวั่นไหว แต่ดวงตาที่ห่วงใยระคนสงสัยจากธามิณีทำให้เขาใจอ่อนไม่สามารถมองผ่านได้
“เอาไว้สักวันฉันจะเล่าให้ธามได้รู้ว่าทำไมฉันถึงกลายเป็นเทพกึ่งมนุษย์ธามรอฉันนะ”
“ค่ะธามจะรอ” เพียงแค่เขาอ่อนโยนกับเธอ แค่นี้เธอก็ยิ้มได้แล้ว “ว่าแต่คราวนี้ธามกลัวก็จริง แต่ไม่ได้ถูกทำร้ายจนเลือดออกเสียหน่อย ธามไม่ได้เรียกหาคุณแล้วทำไมคุณมาช่วยธามได้ทันเวลาล่ะคะ”
ศนิยิ้มบางเพราะเขาจะบอกธามิณีได้อย่างไรว่ามาหาเธอเพื่อช่วยปัดเป่าฝันร้ายให้เธอมาหลายคืนแล้วการได้เห็นรอยยิ้มยามฝันดีของเธอทำให้เขาหายกังวลแล้วหลับตาลงได้เช่นกัน
“พรุ่งนี้ธามไปมหา’ลัยใช่ไหม รีบเข้านอนได้แล้ว”
“ค่ะ”คราวนี้ธามิณีมั่นใจว่าศนิกำลังทำหน้าไม่ถูก เขาเขินงั้นหรือ เขินเรื่องอะไร“ชอบมีความลับจังเลย”
ศนิหัวเราะเสียงล้อๆของธามิณี เขาเดินมาที่ประตูห้องแล้วมองมนุษย์ผู้หญิงคนแรกที่เขาบอกว่ารักมือหนายื่นออกไปลูบผมนุ่ม ดวงตาของเธอมองเขาด้วยความเชื่อใจทั้งหมด
“ฉันอยากให้ธามได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ”
ธามิณีสะดุดในคำพูดของศนิแต่เธอเลือกจะรับความสุขที่อยู่ตรงหน้าที่ผ่านมารอยยิ้มของศนิเป็นอะไรที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนความรักทำให้เขายิ้มออกมาแบบนี้ใช่ไหม เธอทำให้เขาเบื่อที่จะทำหน้าเหมือนแบกโลกใช่หรือเปล่าเธอรอเขาเดินเข้าไปในลิฟต์ ก่อนจะวิ่งมาที่หน้าต่างเพื่อมองรถของเขาที่กำลังขับออกไปพลันเกิดคำถามขึ้นในใจ เธอแทบไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหนทำอะไรในแต่ละวันและสิ่งที่เขากำลังคาดหวังคืออะไร เถอะน่าเธอยังมีเวลาอีกนานที่จะได้รู้คำตอบเหล่านั้น
พระนางศรัณยาเห็นสิ่งที่กำลังดำเนินไปของลูกชายผ่านหมอกมนตราแล้วก็ได้แต่ถอนใจแต่ที่น่าหนักใจกว่าคือพระสูรยะกลับไม่แปลกใจในสิ่งที่เห็นราวกับว่ารู้มาก่อนแล้ว
หากว่าธามิณีตายศนิไม่มีทางอยู่เฉยหรือยอมรับได้ง่ายแน่นอน ลูกชายของนางหากคิดแล้วว่าจะทำอะไรต่อให้ใครมาขวางหรือต้องโทษแค่ไหนก็ไม่เคยกลัว จนถูกขนามนามว่าเป็นเทพนอกคอกที่ไม่หวั่นต่อการถูกลงโทษผ่านมาหลายร้อยปีโทษทัณฑ์นั้นยังคงอยู่ แต่อีกไม่นานจะจบลงนางไม่อยากให้เวลาที่เหลือนั้นทอดยาวต่อไปอีก
“ท่านจะยอมให้ศนิทำผิดพลาดเพราะมีความรักจริงๆอย่างนั้นหรือ ท่านย่อมรู้ว่าธามิณีกำลังจะตาย ศนิไม่ยอมอยู่เฉยแน่”
พระสูรยะถอนใจนี่ล่ะเหตุผลที่เขาไม่บอกเรื่องนี้กับชายาบางอย่างพ่อกับแม่ก็ทำได้เพียงยอมรับการตัดสินใจของลูก แม้เส้นทางนั้นจะไม่สวยงามแต่อย่างน้อยศนิจะได้บทเรียนเพื่อเข้าใจว่าการจะได้ดั่งใจทุกอย่างนั้นไม่มีทางเป็นไปได้
“เจ้าทำอะไรไม่ได้หรอกทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของศนิเท่านั้น”
“แล้วท่านก็จะรอลงโทษลูกเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไปเลย คราวก่อนเพราะเราเชื่อท่านถึงได้เห็นควรว่าลูกต้องได้รับโทษจากการลุแก่ความโกรธ ไม่ได้ปกป้องลูกอย่างที่คิดอยากทำ”พระนางศรันยารู้ว่าลูกทำผิดแต่ไม่ได้คิดว่าโทษในคราวนั้นจะต้องใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อไถ่โทษ
“คราวนี้เจ้าก็อย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวทุกอย่างล้วนเกิดจากการตัดสินใจและการกระทำของศนิทั้งหมด” พระสูรยะเห็นสีหน้าของพระนางศรัณยาแล้วยิ่งต้องปรามความเป็นแม่คงทำให้อยู่เฉยไม่ได้
“ท่านเคยรักศนิบ้างไหม”
“หากเจ้ารู้ถึงใจจริงของเราเจ้าจะไม่ถามเราเช่นนี้ศรัณยา”
พระนางศรัณนารู้ว่าพูดเกินไปแต่ก็ปากหนักเกินกว่าจะแก้ไข การที่บิดาต้องลงโทษลูกชายของตัวเอง ใครบ้างไม่เสียใจไม่เจ็บปวด นางก็เอาแต่คิดห่วงศนิจนลืมไปว่าหากเลือกได้พระสูรยะคงไม่อยากทำแบบนั้นคราวนี้คนที่ควรได้โอกาสในการตัดสินใจควรเป็นธามิณีต่างหาก ต่อให้ต้องโทษสวรรค์นางก็อยากจะลองช่วยลูกชายอยู่ดี
ขอเพียงรักนี้นิรันดร จำหน่ายในรูปแบบ E-Book แล้วนะคะที่เว็บ MEB หมวด นิยายรัก โบว์จะลงนิยายให้อ่านประมาณ 65% ของเรื่องราวทั้งหมดหรือประมาณบทที่ 16 แล้วสิ้นสุดการลงนิยายนะคะ
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ
อัมราน_บรรพตี