บทที่ 30 เซี่ยหรันหรั่นแต่งงาน
ไม่มีใครในขบวนที่หันกลับมามองตามเสียงเรียก ซ่งเฉียวเดินไปข้าง ๆ เสี่ยวจางและถามว่า "คนไหนคือครูเกา"
เสี่ยวจางจึงชี้ไปที่ผู้หญิงคนหนึ่ง "ก็ผู้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ท้ายแถวนั่นไงครับ"
ครูเกาสวมชุดทำงานสีน้ำเงินเข้มที่ซีดจาง ที่ขากางเกงเต็มไปด้วยคราบโคลน รองเท้าผ้าที่สวมอยู่มีส้นหลุดไปครึ่งหนึ่ง เวลาเดินส้นรองเท้าก็ครูดไปกับพื้นเป็ระยะ
"ไม่ใช่ว่ากองทัพจะช่วยดูแลเธอหรอกหรือ" ซ่งเฉียวจำได้ว่าครั้งที่แล้วซูจงจวินอธิบายกับเธอแบบนั้น
เสี่ยวจางเป็แค่ทหารตัวเล็ก ๆ จะรู้อะไรเกี่ยวกับความคิดของผู้บังคับบัญชา ถึงแม้ผู้พันซูจะดีและให้ความสนิทสนมกับเขาแค่ไหน เขาก็รู้ว่ามีบางเื่ที่ไม่ควรรู้และไม่ควรถาม
"พี่สะใภ้ขึ้นรถเถอะครับ"
ไม่คิดว่าจะได้เจอครูเกาในสถานการณ์แบบนี้ บรรยากาศจึงดูอึดอัดขึ้นมาทันที
บนรถ หลินเชี่ยนถามเสียงเบาเกี่ยวกับเื่ของครูเกา
ซ่งเฉียวไม่กล้าสบตากับหลินเชี่ยน เธอไม่รู้จะอธิบายให้พี่สะใภ้ฟังอย่างไร จะบอกว่าครูเกาถูกปรับทัศนคติเพราะเื่ชนชั้นหรือ? นั่นคงจะเป็การกระทบกระเทือนจิตใจของหลินเชี่ยนเข้าให้ ตอนนี้หลินเชี่ยนอ่อนไหวกว่าที่เธอจำได้มาก ซ่งเฉียวจึงทำเป็ไม่ได้ยิน
เสี่ยวจางที่อยู่ด้านหน้าถอนหายใจอย่างจนปัญญา
"ครูเกาเป็ลูกสาวของเถ้าแก่ชาวประมง ตอนนี้กำลังถูกปรับทัศนคติพร้อมกับเหล่าเยาวชนที่ถูกส่งมาชนบท ได้ยินว่าเยาวชนที่ถูกส่งมาที่เกาะล้วนเป็พวกที่มีปัญหาเื่ชนชั้นทั้งนั้น"
เพราะพวกเขาอยู่ในกองทัพ จึงรับประกันได้ว่าจะมีอาหารสามมื้อให้กินแน่นอน แต่ชาวประมงไม่เหมือนกัน นอกจากคนที่ทำงานในร้านค้าสวัสดิการแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนต้องพึ่งพาทะเลเพื่อยังชีพเท่านั้น อีกทั้งสถานการณ์ภายนอกก็วุ่นวาย ปีนี้จะมีข้าวกินอิ่มท้องหรือไม่ก็ยังไม่แน่
เมื่อเป็เช่นนี้ กลุ่มเยาวชนที่มาจากที่อื่นจะได้กินอาหารดี ๆ สักมื้อ หรือแม้แต่กินให้อิ่มก็ยังเป็ปัญหา
หลินเชี่ยนฟังจบใบหน้าก็ซีดเผือดทันที ไม่คิดว่าการลงโทษเื่ชนชั้นจะรุนแรงถึงเพียงนี้ เธอนึกถึงสถานที่ที่เยาวชนของเมืองหงซิงต้องไปอย่างพื้นที่ปลูกป่าทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทันใดนั้นมือเท้าของเธอก็เย็นเฉียบ หากเธอต้องไปชนบท อาจถูกส่งไปยังที่ที่โหดร้ายยิ่งกว่านี้
เห็นเธอผิดปกติไป ซ่งเฉียวก็รีบลูบหลังมือเธอเบา ๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือของน้องสามีทำให้หลินเชี่ยนได้สติ
"พี่สะใภ้ เปิดหน้าต่างรับลมหน่อยไหมคะ" ซ่งเฉียวเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ราวกับ้าให้หลินเชี่ยนได้ยินเสียงของเธอและได้สติ
พอมาถึงเขตที่พัก ก็เจอเข้ากับหลิวเยว่ที่กำลังเดินกลับจากมาที่ทำงาน สีหน้าเธอไม่ค่อยดี ดูเหม่อลอย ซ่งเฉียวเรียกเธอหลายครั้งจากบนรถ แต่เธอก็ไม่ได้ยิน
ดูเหมือนหล่อนจะมีอะไรผิดปกตินะเนี่ย!
"เสี่ยวจาง พาพี่สะใภ้กลับไปก่อนนะคะ ฉันขอไปคุยกับหลิวเยว่สักหน่อย"
สัญชาตญาณบอกเธอว่าน้องสาวของหลิวเยว่ก็คือเซี่ยหรันหรั่น เธอต้องไปถามให้รู้ให้ได้ว่าทั้งสองรู้จักกันได้อย่างไร แล้วทำไมหลิวเยว่ถึงรับอีกฝ่ายเป็น้องสาว
"เรียกเธอตั้งนาน คิดอะไรอยู่หรือ?" ซ่งเฉียววิ่งมาขวางหลิวเยว่ไว้
เมื่อหลิวเยว่เงยหน้าขึ้นมา ก็ทำเอาซ่งเฉียวถึงกับใ ใบหน้าของเธอดูอิดโรยไม่พอ ยังมีรอยคล้ำใต้ตาขนาดใหญ่ ทำให้ดูแก่ไปหลายปี
"แค่ไม่ได้เจอกันสองสามวัน เธอเป็อะไรไป? เจออะไรมาหรือเปล่า?" ซ่งเฉียวพยุงเธอไปที่ร่มไม้ข้างทาง ใต้ต้นไม้มีก้อนหินใหญ่ที่คนแก่และเด็ก ๆ จะชอบมานั่งพักร้อนกัน ตอนนี้ก้อนหินนั้นเรียบเหมือนม้านั่งหิน
พอทั้งสองนั่งลง ซ่งเฉียวก็รู้สึกได้ว่าหลิวเยว่บีบมือเธอแน่น ร่างกายสั่นไม่หยุด
"เฉียวเอ๋อร์ ฉันทำผิดไปแล้ว" หลิวเยว่รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว เธอดึงมือออกจากการจับกุมของซ่งเฉียว กอดตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสั่นไม่หยุด
"เป็เื่ของน้องสาวเธอใช่ไหม?" ซ่งเฉียวถามอย่างระมัดระวัง
พอคำพูดจบลง อีกฝ่ายก็เบิกตากว้างมองเธออย่างตกตะลึง แต่ในดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยประกายของความกลัว
ดูเหมือนว่าเธอจะเดาถูก ซ่งเฉียวส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วบอกความจริงกับหลิวเยว่ว่า
"ผู้หญิงคนนั้นฉันน่าจะรู้จัก เธอเป็คนบ้านเดียวกันกับฉัน ก่อนหน้านี้พวกเรามีปัญหากัน เธอแย่งงานฉันไปจนฉันเกือบต้องไปชนบท ภายหลังซูจงจวินมาช่วยจัดการเื่นี้ให้ฉัน"
หลิวเยว่ได้ยินแล้วสะดุ้งเฮือก ส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ข้อมูลบางอย่างก็ตรงกันพอดี
"เธอบอกว่างานที่บ้านเกิดถูกคนมีอำนาจยึดคืนไป อยากให้ฉันช่วยแนะนำทหารให้สักคน เธอบอกว่าต้องแต่งงานเท่านั้น"
ตอนนี้นึกย้อนกลับไป ที่โรงงานอิฐยอมเื่งานก็เพราะเห็นแก่หน้าซูจงจวิน สำหรับพวกเขาแล้วซูจงจวินก็คือคนมีอำนาจ
เก้าในสิบส่วนต้องเป็เซี่ยหรันหรั่นอย่างแน่นอน
"ดังนั้นเธอถึงได้โกหกว่าเป็น้องสาวแล้วพาขึ้นเกาะมาด้วยกัน?" ซ่งเฉียวถามต่อ
"ตอนที่ฉันเจอเธอที่เมืองปินไห่ เธอดูเหมือนขอทานตัวน้อย แต่พอพูดจากลับสุภาพเรียบร้อย ฉันถึงรู้ว่าเธอเคยเรียนหนังสือมา ฉันก็เลยสงสารชะตากรรมของเธอ คิดว่าเธอมีการศึกษา หน้าตาก็ดี การหาผู้ชายให้เธอคงไม่ยาก ช่วยได้สักคนก็ยังดี"
เห็นได้ชัดว่าหลิวเยว่เป็คนจิตใจดี ครั้งก่อนตอนคุยเื่ครูเกา เธอก็ทำหน้าเสียดาย เมื่อเจอเซี่ยหรันหรั่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน เธอจึงรู้สึกเห็นใจได้ง่าย
แต่ก็ดูไม่ค่อยมีหัวคิด นี่มันยุคที่ถ้าไม่มีจดหมายรับรองก็ออกนอกพื้นที่ไม่ได้ เซี่ยหรันหรั่นเป็ผู้หญิงคนหนึ่งจะลำบากลำบนเดินทางมาเมืองปินไห่แค่เพื่อแต่งงาน? ข้ออ้างแบบนี้คิดดี ๆ ก็จะรู้ทันทีว่าเป็เื่โกหก
แต่ตอนนี้หลิวเยว่คงบอบช้ำมามาก ซ่งเฉียวจึงไม่อยากซ้ำเติมเธออีก
"เธอสังเกตเห็นความผิดปกติได้ยังไง?"
พูดถึงตรงนี้ หลิวเยว่ก็หน้าแดง พูดไม่ออก เธอกลัวว่าซ่งเฉียวจะหัวเราะเยาะเธอ
"ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด ตอนนี้เซี่ยหรันหรั่นทำอะไรที่ทำให้คุณเสียใจหรือเปล่า?"
หลิวเยว่รู้สึกขอบคุณที่ซ่งเฉียวไม่ได้ซักไซ้จนถึงที่สุด เื่ส่วนตัวที่น่าขยะแขยงพวกนั้นเธอพูดไม่ออกจริง ๆ แต่หัวข้อที่ติดอยู่ในหัวของเธอตอนนี้ ทำให้ต้องอ้าปากแล้วหุบ พยายามจะพูดอยู่หลายที สุดท้ายถึงรวบรวมความกล้าพูดออกมา
"เมื่อวานเธอแอบไปจดทะเบียนกับผู้การโม่"
"หา?" เซี่ยหรันหรั่นสามารถหาสามีที่ตำแหน่งสูงกว่าสามีของพวกเธอเสียอีก
"เธอไม่มีจดหมายแนะนำตัว แล้วจะไปจดทะเบียนกับเขาได้ยังไง?"
นี่คือสิ่งที่หลิวเยว่กังวล ก่อนหน้านี้เพื่อพาเซี่ยหรันหรั่นขึ้นเกาะ เธอได้นำจดหมายแนะนำตัวที่ยังไม่ได้ใช้ออกมา ใช้มีดเล็ก ๆ ขูดชื่อตัวเองออกแล้วเติมชื่อเซี่ยหรันหรั่นลงไป
ไม่คิดว่าคนคนนี้จะไม่ได้ใช้มัน ตลอดทางตามติดเธออยู่ตลอดเวลา เ้าหน้าที่ตามเส้นทางเห็นว่าเธอเป็ญาติทหาร และเมื่อเธอบอกว่าเซี่ยหรันหรั่นเป็ญาติของเธอ ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบเอกสารของเซี่ยหรันหรั่นเลย
่นี้พฤติกรรมของเซี่ยหรันหรั่นล้ำเส้นของเธอเกินไป ทั้งสองคนจึงทะเลาะกัน เธอรู้ว่าที่มาของตัวตนเซี่ยหรันหรั่นไม่ชัดเจน ตอนนี้แต่งงานไปโดยไม่บอกกล่าว ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ไม่เพียงแต่จะพัวพันไปถึงผู้การโม่ แม้แต่สามีของเธอก็คงหนีไม่พ้นการลงโทษ
"เฉียวเอ๋อร์ เธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่า" ตอนนี้หลิวเยว่ริมฝีปากซีดขาว เส้นผมที่ขมับเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
ซ่งเฉียวถอนหายใจ กลัวว่าจะกระทบกระเทือนจิตใจหลิวเยว่ แต่เื่มันมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่อยากพูดก็ต้องพูด
แค่ไม่คิดว่าเซี่ยหรันหรั่นจะตกลงแต่งงานได้ง่าย ๆ เธอเคยได้ยินเื่ผู้การโม่ ภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคภัยเมื่อปีที่แล้ว เขาเลี้ยงลูกสามคนคนเดียว คนเล็กสุดอายุยังไม่ถึงสองขวบ เซี่ยหรันหรั่นแต่งเข้าไปก็ต้องทำงานหนักเป็แม่เลี้ยง ดูแลทั้งงานบ้านและเด็ก ๆ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองคนยังอายุห่างกันถึงสิบห้าปี
ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยในปัจจุบันยังคงเป็ที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก
เธอถอนหายใจออกมายาวเหยียด ทำเอาหลิวเยว่รู้สึกใจเต้นแรง ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ได้แต่กลืนน้ำลายพลางจ้องริมฝีปากบางของซ่งเฉียวอย่างตื่นเต้น
"เธอเป็เยาวชนที่หลบหนีการไปชนบท"
หลิวเยว่รู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อม ร่างกายแข็งทื่อไปทันที สมองของเธอตอนนี้ทั้งหนักทั้งมึน ถ้าไม่ใช่เพราะซ่งเฉียวสังเกตเห็นความผิดปกติและรีบกดจุดใต้จมูกเธอไว้แน่น ไม่งั้นเธอคงจะเป็ลมไปแล้ว
เธอเอนตัวไปด้านหลังครึ่งท่อน ซ่งเฉียวรีบประคองเธอไว้ หลิวเยว่เอนตัวพิงร่างของซ่งเฉียว ดวงตาเลื่อนลอยมองท้องฟ้าเหนือเกาะ คิดในใจว่าน่าจะะโน้ำตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด