ถ้าหลานซินรู้มาก่อนว่าการมาทานอาหารบนเรือเพิร์ลจะทำให้เจอกับตู้ฮ่าว ชายที่เป็ศัตรูกับเซียวเจิ้ง ถึงเธอจะต้องไปทานเนื้อเสียบไม้ที่ร้านข้างทาง เธอก็จะไม่เข้ามาเหยียบที่นี่อย่างแน่นอน ยิ่งเมื่อได้ยินตู้ฮ่าวพูดกับเซียวเจิ้งด้วยถ้อยคำรุนแรง เธอก็ยิ่งกังวลว่าเซียวเจิ้งจะโมโห และพาลโกรธเธอเพราะเื่นี้ไปด้วย
“เซียวเจิ้ง......”
หลานซินจ้องมองเซียวเจิ้งด้วยแววตานุ่มนวล และกระซิบบอกเขาว่า “พวกเราไปที่อื่นกันดีไหมคะ? ฉันรู้จักร้านอาหารอยู่ 2 – 3 แห่งที่มีเชฟฝีมือดี”
“สั่งอาหารไปแล้วก็กินก่อนเถอะครับ แล้วค่อยไป” เซียวเจิ้งสูบบุหรี่ และคลี่ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
“อีกอย่าง ตู้ฮ่าวก็กำลังจะจัดการแสดงดี ๆ ให้พวกเราดู ถ้าไปตอนนี้คงจะเสียมารยาทแย่”
ใบหน้างดงามขาวผ่องของหลานซินมีสีหน้าซับซ้อน
“แต่ว่าเขา......”
“คุณหลานไม่ต้องเป็ห่วงหรอกครับ สิ่งที่ตู้ฮ่าวพูดมาคือความจริง ถ้าผมยอมรับความจริงไม่ได้ ก็ไร้ศีลธรรมเกินไปแล้ว” เซียวเจิ้งหัวเราะออกมา
“คุณไม่เป็ไรจริง ๆ นะคะ?” หลานซินยืดตัวตรง
“เป็สิครับ” เซียวเจิ้งส่ายหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวด้วยความเสียใจ “วันนี้คุณหลานพาผมมาดื่มไวน์ชั้นดี ทานอาหารอร่อย ๆ วันพรุ่งนี้ผมต้องเศร้าใจกับอาหารในโรงอาหารแน่ ผมเริ่มกังวลขึ้นมาแล้วว่าจะปรับตัวให้เข้ากับอาหารห่วย ๆ ในโรงอาหารได้ไหม”
หลานซินที่ยังคงกังวลเริ่มยิ้มออกมา ดวงตาเปล่งประกายแสงอย่างแรงกล้า
“ถ้าคุณชอบมาทานที่นี่ งั้นหลังจากนี้ ฉันจะพาคุณมาที่นี่ทุกวันหลังเลิกงานค่ะ”
“แบบนั้นต้องเสียเงินเท่าไหร่กันครับ!” เซียวเจิ้งกล่าวเกินจริง “ผมรับรางวัลโดยที่ไม่สมควรไม่ได้หรอก เอาแบบนี้สิ รอให้ผมเก็บเงินได้มากพอ ผมจะชวนคุณมาเลี้ยงอาหารที่นี่บ้าง หลังจากนั้นคุณค่อยเลี้ยงผมอีกที”
หลานซินส่งยิ้ม “ค่ะ ตามใจคุณเลย”
หลานซินไม่สนใจละครของตู้ฮ่าวเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาคิดที่จะจับคนเมากลุ่มนั้นโยนลงไปในแม่น้ำก็ตาม แต่ทว่าสถานที่ที่พวกเธอทานอาหารกันนั้นอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุเกินไป ทำให้เธอต้องให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศเป็หลัก จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อครั้งแรกของเธอกับเซียวเจิ้ง.......ที่ได้มาทานอาหารร่วมกัน
แขกโต๊ะนั้นจองโต๊ะขนาดใหญ่กลางร้านอาหาร บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศ แต่กลับไม่พร่องลงเลย ตรงกันข้ามกับขวดเหล้าที่กองพะเนินเหมือนูเา ทั้ง 7 – 8 คนนั้นดื่มเหล้าขาวเข้าไปเกือบ 20 ขวด เมื่อคิดเฉลี่ยอย่างเท่าเทียมกัน แต่ละคนก็จะดื่มเข้าไปประมาณ 3 ขวดได้ ในตอนนี้พวกเขายังสามารถคุยโม้โอ้อวดกันเสียงดังสนั่นได้ นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนกลุ่มนี้ดื่มเหล้าเก่งแค่ไหน
การมาเยือนของตู้ฮ่าวไม่สามารถดึงดูดความสนใจของคนกลุ่มนี้ได้เลย คนที่กำลังดื่มก็ดื่มต่อไป คนที่กำลังสูบบุหรี่ก็สูบบุหรี่ต่อไป บรรยากาศเป็ไปอย่างคึกคัก ราวกับว่าตัวตนของตู้ฮ่าวและผู้ติดตามถูกมองข้ามไป
ในทางกลับกัน เมื่อตู้ฮ่าวเดินมาถึงโต๊ะอาหาร สีหน้าของเขาก็ค่อย ๆ มืดครึ้ม ความชั่วร้ายพลันปรากฏขึ้นในแววตา
ในฐานะผู้ถือหุ้นของเรือเพิร์ล เขามีสิทธิ์ที่จะขับไล่ชายขี้เมากลุ่มนี้ออกไป เพราะเื่นี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหาร ถึงในกระบวนการขับไล่จะมีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น เขาก็ไม่สนใจ
ที่เขาทำลงไปก็เพราะว่าได้รับแรงจูงใจมาจากเซียวเจิ้ง เขาทำเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู และ้าบอกให้เซียวเจิ้งได้รู้ว่า ตัวเขาในวันนี้ไม่ใช่คนที่เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของซินอ้าวจะสามารถตอบโต้ได้ ไม่ว่าเขาคิดที่จะลงมือยังไง อีกฝ่ายก็ทำได้แค่ยอมรับมันเท่านั้น ถึงเขาจะต้องกลายเป็คนที่ไม่สนใจภาพลักษณ์ และทำเื่เล็กให้กลายเป็เื่ใหญ่ ตู้ฮ่าวก็ยังมีความสุขที่ได้ทำ นั่นเป็เพราะว่าเซียวเจิ้งคือความทุกข์ใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา เป็เหมือนกับก้างปลาที่ติดอยู่ในลำคอ หากไม่ดึงออกก็จะไม่มีความสุข
เห็นได้ชัดว่าคนเมาที่กำลังะโโหวกเหวกโวยวายกลุ่มนี้ กลายเป็เหยื่อที่น่าสงสารของความขัดแย้งระหว่างตู้ฮ่าวกับเซียวเจิ้ง
“ลุกขึ้นมา!”
ผลัก!
ตู้ฮ่าวรู้ตัวว่าถูกอีกฝ่ายเมิน เขาจึงเตะร่างของชายหนุ่มที่ล้มฟุบอยู่บนพื้นทันที เป็เพราะเตะแรงเกินไป ชายหนุ่มผู้เมามายคนนั้นเลยกลิ้งไปอีกด้าน
เมื่อเขาออกแรงเตะเช่นนี้ บรรดาชายหนุ่มที่กำลังดื่มเหล้ากันอย่างมีความสุขก็เงียบเสียงลงอย่างฉับพลัน แต่พวกเขาไม่ได้เข้ามาหยุดพฤติกรรมอันรุนแรงของตู้ฮ่าว เพียงแค่วางแก้วในมือลง บางคนสูบบุหรี่ บางคนก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้และกวาดสายตามองตู้ฮ่าว แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาตักเตือนเขา และไม่แม้แต่จะพูดอะไรออกมา
บรรยากาศเริ่มหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นภายในชั่วพริบตา อีกทั้งยังอบอวลไปด้วยกลิ่นดินปืนอันแสนน่ากลัว ราวกับจะเกิดเื่ทะเลาะวิวาทกันได้ทุกเมื่อ
“เกิดอะไรขึ้น?”
คนเมาที่ถูกเตะจนล้มกลิ้งลุกขึ้นมาส่ายหัว เขาลูบศีรษะของตัวเอง และรู้สึกราวกับว่ามันกำลังจะะเิ เขาบ่นพึมพำออกมาว่า
“ใครมาปลุกฉันเนี่ย?”
“ฉันเป็คนปลุกนายเอง” ตู้ฮ่าวกล่าว พร้อมกับเหยียดสายตามองลงไปด้านล่าง
“นาย?”
แววตาที่ขุ่นมัวค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น เขาหยิบมวนบุหรี่มาจุดสูบ จากนั้นเงยหน้าขึ้น จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเฉียบคม
“ปวดเอวชะมัดเลย นี่นายเตะฉันเหรอ?”
“ใช่ ฉันทำเอง” ตู้ฮ่าวกล่าวอย่างไม่แยแส “ให้เวลา 3 นาที รีบออกไปจากเรือเพิร์ลซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะใช้มาตรการจัดการ”
“หมอนี่คิดจะไล่ฉันออกไปว่ะ”
สีหน้าของชายหนุ่มผู้ดื่มเหล้าจนเมามายเปลี่ยนไป เขาหันไปฉีกยิ้มให้กับสหายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้
“พวกนายได้ยินไหม?”
“ฉันเห็นตอนที่เขาเตะนายด้วย” มีคนกล่าวขึ้นมา
“เตะทีเดียวทำเอานายกลิ้งอยู่บนพื้นตั้งหลายตลบ เตะได้สวยสุด ๆ” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเริ่มบรรยายเหตุการณ์ให้ฟัง
“แล้วพวกนายก็ไม่ช่วยฉันเลยเนี่ยนะ?” คนเมาโพล่งคำถามออกมาอย่างไม่คิด “ไม่ใจจืดใจดำเกินไปหน่อยเหรอ?”
“ไม่รู้ว่าใครมันโม้ให้ฟังทุกวันว่าดื่ม 10 ขวดก็ยังไหว ที่ไหนได้ ดื่มไปแค่ 5 ขวดก็ล้มลงไปแล้ว ยังหวังจะให้พวกเราช่วยนายอีกเหรอ?” เสียงเย้ยหยันดังขึ้นมาจากในกลุ่ม
ฝ่ายคนเมาเกาศีรษะ แล้วกล่าวด้วยความกระดากอายในทันที “ก็่นี้ฉันไม่ว่างเลย แถมยังนอนไม่หลับอีก สภาพร่างกายก็เลยแย่ลงนิดหน่อย”
“งั้นจะดื่มต่อ หรือว่าจะนอนต่อล่ะ?”
ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าคมคายราวกับใบมีด ร่างกายแข็งแกร่งราวกับเหล็ก สูงสง่าและแข็งแรงกำยำ ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยยามที่เข้าใกล้
“ฉันขอไปคิดบัญชีก่อนก็แล้วกัน”
คนเมาหัวเราะออกมาเบา ๆ จากนั้นหันหลัง เดินกลับไปหาตู้ฮ่าวด้วยสีหน้ามืดครึ้ม จู่ ๆ สายตาของเขาก็เย็นเยียบลง บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“สหาย วันนี้ฉันอารมณ์ดี ฉันจะไม่ถือสานาย มา ดื่มเหล้าขวดนี้ให้หมดภายในรวดเดียว แล้วฉันจะถือว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เหล้าขวดนี้มีแอลกอฮอล์ 60% ไม่ว่าจะดื่มเก่งสักแค่ไหน หากดื่มให้หมดภายในรวดเดียวก็คงจะทนไม่ไหวเป็แน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตู้ฮ่าวที่คุ้นเคยกับการดื่มไวน์แดงเพียงอย่างเดียว
แน่นอน ถึงแม้ว่าตู้ฮ่าวจะดื่มไหว เขาก็ไม่มีทางแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าสาธารณชน เขาปัดขวดเหล้าขาวที่อยู่ในมือของคนเมาด้วยสายตาเฉยเมย และกล่าวอย่างไม่แยแสว่า
“เหลือเวลาอีก 2 นาที”
“ฉันไว้หน้าแกแล้ว แกยังไม่รู้จักสำนึกอีก!”
สีหน้าของคนเมาพลันมืดครึ้มลง จากนั้นเหวี่ยงขวดเหล้า ฟาดไปที่ศีรษะของตู้ฮ่าวทันที
ขวับ!
ตู้ฮ่าวยังไม่ทันตอบสนอง ผู้ติดตามที่อยู่ทางด้านซ้ายมือของเขาก็ลงมืออย่างอุกอาจ ยกเท้าขึ้นเตะขวดเหล้าที่คนเมาฟาดเข้ามา
ซ่า!
เหล้าสาดกระเด็นออกมาจากขวด ฝ่ายตู้ฮ่าวก้าวถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว
การต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเขาควรจะทำ ไม่อย่างนั้นเขาก็เลี้ยงดูผู้ติดตามเหล่านี้อย่างเสียเปล่าน่ะสิ?
“โฮ่ มีบอดี้การ์ดด้วยเหรอ?”
คนเมาแข้งขาอ่อนแรงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่มากเกินไป แต่หลังจากที่ได้เห็นการโจมตีอันเฉียบคมของบอดี้การ์ดของฝ่ายตรงข้าม เขาก็พุ่งตัวไปข้างหน้า และกระแทกเข่าเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่ายทันที!
การโจมตีในครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าแรงเหวี่ยงขวดเหล้าหลายเท่า คนเมาไม่รอให้บอดี้การ์ดฝีมือดีได้ป้องกันตัว เขารีบรุดเข้าไปโจมตีใส่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วราวสายฟ้า กระแทกร่างของบอดี้การ์ดให้ลอยละลิ่วออกไป
“ขึ้นมาเร็ว!”
เมื่อได้เห็นความสามารถที่แข็งแกร่งของคนเมา บอดี้การ์ดอีก 2 คนที่เหลือก็ร่วมมือกันจับกุมตัวอีกฝ่าย ส่วนตู้ฮ่าวแอบโทรเรียกแผนกรักษาความปลอดภัยของเรือเพิร์ลให้ขึ้นมาที่นี่ เขาเชื่อว่าภายใน 1 นาที จะต้องมีเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายสิบคนถูกส่งขึ้นมา
“พวกนายคิดว่าชื่อเว่ยจะล้มบอดี้การ์ด 2 คนนั้นลงภายในกี่นาที?”
ชายคนหนึ่งบนโต๊ะอาหารกล่าวออกมาด้วยความกระตือรือร้น “ฉันเป็เ้ามือเอง พวกนายพนันมาเลย”
“ตอนเพิ่งตื่นใช้เวลาไปครึ่งนาที ตอนนี้น่าจะใช้เวลาสัก 2 – 3 นาทีละมั้ง” บางคนเริ่มวิเคราะห์
“หยุดพูดมากได้แล้ว จะลงเงินเท่าไหร่?”
“500 หยวน!”
“ฉันลง 300 หยวน พนันว่า 3 นาที!”
“ฉันว่า 2 นาที ฉันลง 350 หยวน!”
มิตรภาพมาเป็อันดับหนึ่ง ศัตรูมาเป็อันดับสอง แต่คนกลุ่มนี้กำลังใช้เพื่อนมาเดิมพัน นับว่าเป็เพื่อนที่ร้ายกาจอย่างถึงที่สุด
“ลู่จวิน ชื่อเว่ยเป็ลูกพี่ลูกน้องของนาย นายไม่สนใจบ้างเหรอ?” เสียงของชายคนหนึ่งกล่าวหยอกล้อชายที่นั่งหัวโต๊ะ
“1 นาที”
ลู่จวินสูบบุหรี่ แต่สายตาเหลือบมองไปยังดาดฟ้าเรือ ราวกับว่าทักษะการต่อสู้อันน่าอัศจรรย์ของชื่อเว่ยนั้นไม่มีความน่าสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว หรือไม่งั้นเขาก็ไม่กังวลว่าชื่อเว่ยจะพ่ายแพ้ให้กับคนไร้ประโยชน์ 2 คนนั้นมาั้แ่ต้น
ตู้ม!
ชื่อเว่ยล้มบอดี้การ์ดที่มีร่างกายแข็งแรงกำยำ 2 คนลงได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เวลาไป 59 วินาทีเท่านั้น
“เอาเงินมาเลย เอาเงินมาเลย!” ชายที่เป็เ้ามือะโออกมา “จ่ายสดงดเชื่อนะ!”
ส่วนกลุ่มคนที่แพ้พนันะโด่าสาปแช่งบอดี้การ์ดที่มีฝีมือไม่เลว 2 คนนั้นเสียงดังลั่น โดยบอกว่า ‘แม้แต่คนที่เมาอ้วกจนกลายเป็หมา ก็ยังไม่มีปัญญาเอาชนะ’ แต่พวกเขาเป็คนที่น่าเชื่อถือมากทีเดียว บอกว่าจะให้เงินก็ให้เงินจริง ๆ เมื่อรวบรวมเงินแล้วก็ได้มาหลายพันหยวน
“หึๆ.......” เ้ามือพนันตบธนบัตรหนา ๆ แล้วกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “คืนนี้ฉันโชคดีชะมัด”
แน่นอนว่าชื่อเว่ยย่อมไม่พอใจกับการพนันของสหายกลุ่มนี้ เขากำลังจะเข้าไปจัดการกับตู้ฮ่าว และไปทานมื้อค่ำต่อ แต่ก็ได้ยินตู้ฮ่าวะโออกมาด้วยสีหน้ามืดครึ้มเสียก่อน
“แกรู้ไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าแกทำร้ายคนบนเรือเพิร์ล?”
“จะเกิดอะไรขึ้นได้?” ชื่อเว่ยกล่าวเยาะเย้ย
“หันหลังไปดูสิ” ตู้ฮ่าวกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเ็า
เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชุดเครื่องแบบหลายสิบคน หลั่งไหลเข้ามาในโซนร้านอาหาร และล้อมรอบแขกโต๊ะนั้นเอาไว้ราวกับเป็ตั๊กแตน พวกเขาจ้องมองผู้ก่อกวนกลุ่มนี้ด้วยสายตาดุดันราวกับเสือที่กำลังมองเหยื่อ
“มีคนเยอะดีนี่” ชื่อเว่ยยักไหล่ แต่ดวงตาฉายชัดถึงความจริงจังมากขึ้น “แต่ถ้าฉันอยากอัดใคร ถึงคนคนนั้นจะเป็จักรพรรดิ์ ฉันก็จะอัด!”
“ชื่อเว่ย!”
ในขณะที่ชื่อเว่ยกำลังเตรียมตัวต่อสู้ ลู่จวินที่กำลังสูบบุหรี่ก็ะโออกมา “กลับมานี่”
สีหน้าของชื่อเว่ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหันหน้ากลับไปถามว่า “พี่คงไม่ได้ดื่มจนเมาใช่ไหม?”
“กลับมา” ใบหน้าคมคายราวกับใบมีดของลู่จวินไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา
เมื่อชื่อเว่ยได้ยินแบบนั้น เขาก็กลับมานั่งลงที่โต๊ะด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ตู้ฮ่าวเห็นว่าลู่จวินที่เป็หัวโจกของโต๊ะแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างชัดเจน เขาก็กล่าวเยาะเย้ยด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
“ฉันจะยืดเวลาให้อีกสักหน่อย พวกแกจะต้องไสหัวออกไปภายใน 1 นาที”
ลู่จวินเหยียดยิ้มและลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ฝ่ายตู้ฮ่าวมีสีหน้าภาคภูมิใจในชัยชนะ เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะออกไปจากเรือเพิร์ลแต่โดยดี
แต่เ้าของใบหน้าคมคายราวกับใบมีดกลับเดินเข้ามาหาตู้ฮ่าว ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเล็กน้อย
“แน่ใจนะ?”
ขวับ!
สิ้นเสียงของลู่จวิน กลุ่มชายขี้เมาที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้านก็หยิบปืนพกออกมาจากอกเสื้ออย่างฉับพลัน ปากกระบอกปืนสีดำมะเมื่อมราวกับงูพิษ ที่มาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งความตาย ชี้ไปยังเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่รายล้อมอยู่รอบด้าน ฝ่ายเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งมีเพียงกระบองยางในมือหน้าซีดตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
“ถ้าใครกล้าขยับแม้แต่ปลายนิ้ว บิดาจะยิงให้เหี้ยน!”
ชื่อเว่ยคำรามออกมา ผู้ฟังได้แต่นิ่งเงียบ บรรยากาศในตอนนี้น่าอึดอัดจนหายใจไม่ออก