บทที่ 2 อัจฉริยะหรือขยะ?
เมื่อสถานที่แห่งนี้คือสำนักอวิ๋นหลาน จีอู๋ซวงจึงแสร้งเข้าร่วมการทดสอบขั้นต่อไป นั่นคือ บันไดถามใจ
กฎนั้นเรียบง่ายยิ่ง ภายในหนึ่งวัน ผู้ใดสามารถไต่ขึ้นไปถึงยอดเขาได้ ผู้นั้นก็จะได้เข้าเป็ศิษย์สำนักชั้นใน ส่วนผู้ที่ไต่ขึ้นไปไม่ถึง ก็จะถูกแบ่งเป็ศิษย์สำนักชั้นนอกและศิษย์รับใช้ ตามลำดับขั้นที่ไต่ได้
จีอู๋ซวงจัดแจง ‘ท่านอาจารย์’ ทั้งหลายบนหลังเรียบร้อย แล้วจึงค่อย ๆ เหยียบย่างขึ้นบันไดถามใจ
เพียงก้าวแรก ราวกับมีศิลาขนาดั์ทับลงบนบ่า
นี่คือความน่าเกรงขามของบันไดถามใจ เป็การทดสอบจิตใจของศิษย์ กระทั่งเมื่อก้าวเดินไปจนถึงขั้นสุดท้าย น้ำหนักที่กดทับร่างกายในแต่ละก้าวยังจะทวีคูณ ยิ่งไปกว่านั้นการถามใจย่อมต้องปรากฏภาพมายาแห่งจิตใจหลอกลวงให้ไขว้เขว
ความทรหด ความมั่นคง และความเฉียบคมล้วนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้
ทว่าจีอู๋ซวงเพียงแต่มาส่งท่านอาจารย์รองกลับสำนัก ย่อมจะไม่มาร่วมเล่นสนุกกับเด็ก ๆ เช่นนี้
นางเพียงแค่มองกลับมาพร้อมกับพ่นลมหายใจเบา ๆ พลังของศิลาขนาดั์ก็พลันสลายหายไป
นางก้าวเดินขึ้นไปอย่างผ่อนคลายและสบาย ๆ ทีละก้าว ทีละก้าว โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของนางมิเพียงแต่ทำให้เหล่าผู้มีพร์ที่เข้าร่วมการทดสอบต้องตกตะลึงจนขวัญผวาเท่านั้น แม้แต่ผู้คนจากสำนักใหญ่ต่าง ๆ ก็ยังเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
บนลานวิเศษหลิงเซียว เหล่าเ้าสำนักและผู้าุโแห่งห้าพรรคมารชุมนุมกัน แต่ครานี้ พวกเขามิได้สงบนิ่งดังเช่นเคย หากแต่เบิกตากว้าง จ้องมองบุคคลร่างเล็กบนบันไดถามจิตใจราวกับจะแผดเผา
ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!
แม้แต่พวกเขาเหล่าผู้ผ่านบันไดถามจิตใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ต่างก็ยังมีอันต้องสะดุดบ้าง
เหตุใดเด็กน้อยผู้นี้จึงก้าวเดินได้รวดเร็วปานนั้น?
หรือว่า... นางคือผู้มีรากจิติญญาพิเศษโดยกำเนิด ดังเช่นที่เล่าขานกัน บุตรแห่ง์กระนั้นหรือ?!
“ยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีกับท่านเ้าสำนักเหลียน”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ผู้นั้นคือเซียวเฉิน เ้าสำนักวายุ์
ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าเซียวเฉินกับเหลียนซิง เ้าสำนักอวิ๋นหลานนั้นเป็คู่อริกันมาช้านาน ทั้งสองล้วนมาจากเมืองแห่งการบำเพ็ญเพียรเดียวกัน ความริษยาพยาบาทจึงก่อเกิดราวกับโจโฉและจิวยี่
บัดนี้ เหลียนซิงกลับได้พบกับอัจฉริยะเช่นนี้ ช่างน่าอิจฉาจนดวงตาแทบกลายเป็สีเขียว
ส่วนเ้าสำนักและผู้าุโอีกสามสำนัก แม้มิได้เอ่ยวาจา แต่สายตาที่มองมายังเหลียนอู่เฉินล้วนเต็มไปด้วยความริษยา
ด้วยนิสัยของตาเฒ่าชั่วช้าผู้นี้ คงจะดีใจจนหางชี้ฟ้าเป็แน่
น่าโมโหยิ่งนัก!
บุคคลผู้มีพร์ดุจเทพเซียนเช่นนี้!
เหตุใดจึงมิได้เป็ศิษย์ของสำนักของพวกเขา!
ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยสอดแนมที่ส่งไปก่อนหน้านี้ เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดพบเห็นนางเลย?
ปล่อยให้ตาเฒ่าฉวยโอกาสเช่นนี้ไปได้อย่างไร!
เหลียนซิงได้สติกลับมา มุมปากก็แทบจะฉีกถึงใบหู แต่ยังคงแสร้งทำเป็พูดว่า “โอ๊ย โธ่ โอ๊ย ท่านผู้นำทุกท่าน โปรดสงบสติอารมณ์ ก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น หากนางมีจิติญญาธรรมดาเล่า? ต้องรอดู รอดูกันก่อน”
ทุกคน “...”
ข้าถ่มน้ำลายรดหน้าเ้า! หน้าไหว้หลังหลอกเช่นนี้ เ้าจะยอมยกนางให้พวกข้ารึ!
บนเส้นทางถามใจจีอู๋ซวงก้าวข้ามผู้เข้ารับการทดสอบทีละคน ทีละคน เพียงสองชั่วยามก็ถึงยอดเขาแล้ว
ในชั่วพริบตาที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แสงสว่างก็พลันดับลง คลื่นหมอกจางหายไป นางจึงมองเห็นความงามอันรุ่งเรืองของวิหารใหญ่เบื้องหน้า วิหารที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือแท่นศิลาแดน์ ปราบปลายหลังคาสูงเสียดฟ้า ท่ามกลางม่านหมอกบางเบา ราวกับวิมานในแดนเซียน นั่นคือ วิหารเติงเซียว
ใฝ่หาหนทางสู่ความเป็หนึ่ง ต้องขึ้นสู่เติงเซียว ช่างเป็วิหารที่สมชื่อเติงเซียวเสียจริง!
“ยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีกับเ้าด้วยน้องหญิง” เสียงของหญิงสาวผู้แสนอ่อนโยนดังขึ้น รอยยิ้มของนางอบอุ่นยิ่งนัก “น้องหญิงคือคนแรกที่ผ่านด่านทดสอบจิตใจ ท่านอาจารย์และผู้าุโต่างรอเ้าอยู่ภายในวิหาร เชิญน้องหญิงเข้าไปเถิด”
นางคารวะขอบคุณ ก่อนจะก้าวเท้าเล็ก ๆ เพียงสองสามก้าว ก็ขึ้นไปถึงยังวิหารเติงเซียว
เหลียนซิงกระแอมไอเบา ๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะกดมุมปากที่ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันเคร่งขรึมของผู้นำสำนักเอาไว้ “ศิษย์ที่อยู่เบื้องล่าง จงเอ่ยนามมา”
จีอู๋ซวงคารวะด้วยท่าทางของผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน “ข้าคือจีอู๋ซวง”
เหลียนซิงคิดว่าเด็กน้อยคงเพิ่งเข้าสู่เส้นทางนี้ จึงยังไม่เข้าใจธรรมเนียม จึงไม่ได้ถือสาอะไรมากนัก
“ขึ้นไปบนแท่นทดสอบพลังิญญา”
ก้าวแรกของการคัดเลือกศิษย์ของสำนักใหญ่ทั้งหลาย คือ การขึ้นไปบนแท่นทดสอบพลังิญญา แต่สิ่งที่พวกเขาทำในตอนนั้น เป็เพียงการทดสอบว่ามีพลังิญญาหรือไม่เท่านั้น
เมื่อผ่านด่านทดสอบสองด่านแรก และมาถึงยังวิหารเติงเซียวแล้ว จึงจะมีสิทธิ์ทดสอบความบริสุทธิ์ของพลังิญญา
โดยทั่วไปแล้ว หากผ่านด่านสองด่านนี้ได้รากจิติญญาย่อมบริสุทธิ์ไม่น้อย
อาจถึงห้าส่วน หกส่วน หรือเจ็ดส่วนก็เป็ได้
หากรากจิติญญาบริสุทธิ์ถึงแปดส่วนขึ้นไป พวกเ้ามีสิทธิ์อย่างมากที่จะถูกท่านผู้รอบรู้ดึงตัวไปเป็ศิษย์
จีอู๋ซวงเดินอย่างสงบนิ่งไปยังเบื้องหน้าศิลาทดสอบ เพียงมือบางแตะลงบนศิลาทดสอบ แสงสว่างเจิดจ้าก็เปล่งประกายออกมา
สีแดงฉานราวกับดวงตะวัน!
สีเขียวมรกตสดใส!
เป็รากจิติญญาคุณภาพสูง!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็ธาตุไฟและธาตุไม้!
แม้ว่าผู้ฝึกตนที่มีรากจิติญญาสองธาตุจะไม่รวดเร็วเท่ารากจิติญญาธาตุเดียว แต่รากจิติญญานี้เป็ถึงขั้นคุณภาพสูง! หากใช้สมบัติล้ำค่าหล่อเลี้ยง นางน้อยผู้นี้ในอนาคตจะเก่งกาจเทียบเท่าอัจฉริยะสองคน!
เซียวเฉินกลั้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป จึงเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม “แม่นางน้อย ข้าคือเซียวเฉิน เ้าสำนักแห่งสำนักวายุ์ หากเ้ายินดีเข้าร่วมกับสำนักข้า ข้ารับรองว่าเส้นทางสู่ความเป็เซียนของเ้าจะราบรื่น สำนักวายุ์ทั้งหมดจะเป็กำลังหนุนหลังให้เ้าเอง!”
บรรดาเ้าสำนักทั้งสามต่างก็เข้าร่วมวงแย่งชิงตัวนาง
“แม่หนูน้อย มาอยู่ที่สำนักหยูเชิ่นของข้าเถิด สำนักของข้าเชี่ยวชาญด้านการปรุงโอสถ ด้วยรากจิติญญาเช่นเ้า เหมาะแก่การเป็นักปรุงโอสถยิ่งนัก”
“มิได้ ๆ ๆ แม่หนูน้อย มาอยู่กับสำนักเล่ยจี๋ของข้าดีกว่า รากจิติญญาของเ้าช่างยอดเยี่ยม แล้วยังมีปัญญาเฉียบแหลม เหมาะแก่การศึกษาเวทมนตร์ยิ่งนัก”
“แม่หนูน้อย เลือกสำนักเจี้ยนถิงเถิด ในใต้หล้านี้ มีเพียงผู้ฝึกกระบี่เท่านั้นที่ไร้ผู้ต่อต้าน!”
จีอู๋ซวงกะพริบตาเล็กน้อย ดวงตาที่ใสกระจ่างไร้ซึ่งความหวั่นไหว กำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นเอง เหลียนซิงก็หัวเราะเยือกเย็น “พวกเ้าเลิกคิดไปได้เลย นางคือศิษย์ของข้า เป็ศิษย์สืบทอดโดยตรงของข้า...”
สิ้นคำ พวกเ้าสำนักที่คิดแย่งชิงศิษย์ก็ล้มเลิกความตั้งใจ
ให้ตายเถอะ!
เหลียนซิงผู้นี้ลงทุนมากมายเหลือเกิน!
รู้กันดีว่า เหลียนซิงได้ให้คำสาบานแห่ง์ไว้แล้ว ว่าชีวิตนี้จะรับศิษย์เพียงห้าคน นี่เป็ที่ว่างสุดท้ายแล้ว
จริงอยู่ว่า จีอู๋ซวงนั้นมีทั้ง์พิสุทธิ์ สติปัญญา และจิตใจอันเฉียบแหลม ล้วนแล้วแต่เลิศล้ำหาผู้ใดเทียบ แต่ก็น่าเสียดายนัก ที่เป็ผู้มีรากจิติญญาถึงสองธาตุ
หากพวกข้าคิดจะรับศิษย์สืบทอดวิชา ก็ย่อมต้องเลือกผู้มีรากจิติญญาเพียงธาตุเดียว หากเลือกผู้มีถึงสองธาตุเช่นนาง เห็นทีจะไม่คู่ควรกับคำว่า ‘ศิษย์สืบทอดตำแหน่งเ้าสำนัก’ เป็แน่
ในขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิดอย่างขุ่นเคือง ทันใดนั้น แสงสว่างบนศิลาทดสอบก็พลันดับวูบลง
รวดเร็วดั่งดาวตก รุนแรงและน่าตื่นตะลึง
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างตกตะลึงพรึงเพริด!
“ดูสิ! เกิดอะไรขึ้น?”
บรรดาผู้นำแต่ละสำนักต่างจ้องมองไปยังศิลา พร้อมกันนั้นก็พากันสูดลมหายใจเข้าไปอย่างแรง
เหตุใดศิลาทดสอบจึงดับลงเล่า?
เช่นนี้...
หรือว่าการทดสอบเมื่อครู่ จะมีปัญหาอันใดหรือไม่?!
พวกเขากำลังตกตะลึง ในพริบตาต่อมา หินทดสอบจิติญญาก็เริ่มสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหว แสงสว่างวาบหนึ่งส่องประกายเจิดจ้า อีกคราหนึ่งก็มืดมิดไร้เงา
กะพริบเป็ระยะ ๆ จนเกือบจะทำให้ดวงตาของผู้คนตาบอด
พวกเขาต่างพากันฉงน
หินทดสอบจิติญญาเสียหรืออย่างไร?
เหลียนซิงขมวดคิ้วแน่น ก้าวเท้าหนึ่งก้าว ร่างกายเคลื่อนไหวไปอยู่ข้างกายจีอู๋ซวง ในชั่วพริบตา เขากุมชีพจรของนางไว้ เพิ่งพบว่าเด็กสาวผู้นี้มีรากจิติญญา์ขั้นสุดยอดอย่างแท้จริง แต่นางดูเหมือนจะไม่มีกระดูกิญญา?
เหลียนซิงไม่แน่ใจนัก เพราะรากจิติญญานี้ไม่มีกระดูกิญญา แต่พลังิญญากลับอุดมสมบูรณ์ แปลกประหลาดยิ่งนัก
เขาแอบส่งกระแสปราณไปยังจีอู๋ซวง “เด็กสาว กระดูกิญญาของเ้าเป็เช่นไร?”
หากจีอู๋ซวงไม่้าให้เหลียนซิงล่วงรู้ถึงปัญหาของนาง นางมีวิธีรับมือมากมาย แต่นางกลับตอบอย่างสงบว่า “ถูกผู้อื่นขุดไปแล้ว”
ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเหลียนซิงเบิกกว้าง กระดูกิญญาถูกขุด พูดอีกนัยหนึ่ง พร์อันสูงส่งนี้ไม่อาจแสดงออกมาได้
เด็กสาวผู้มีพร์เลิศล้ำผู้นี้ ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจฝึกฝนได้ เป็เพียงขยะไร้ค่าหรือ?