อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 163 ของน่าสงสัย

            ขบวนรถม้าของวานเชสโก้เดินทางทั้งวันจนเมื่อตกเย็นก็หาที่ตั้งแคมป์เพราะการเดินทางตอนกลางคืนนั้นเป็นอะไรที่อันตรายมาก เหล่าคนที่ทำหน้าที่คุ้มกันก็เริ่มกระจายกำลังกันดูแลรอบๆ บริเวณเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            วานเชสโก้ที่รู้สึกโล่งใจไปเปาะนึงหลังจากที่ได้ออกจากเมืองไพร์ล็อกก็ได้ทำการเขียนบันทึก หลังจากที่เขาได้รับแจ้งเตือนจากจากสหายของเขามาร์ควิสเฟลิกซ์เขาก็ยิ่งมั่นใจว่า ยิ่งออกจากเมืองไพร์ล็อกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีกับตัวเขาและลูกสาวมากเท่านั้น ขณะที่เขากำลังจดบันทึกอยู่นั้นก็มีเสียงเคาะประตูตามด้วยเสียงที่เขาคุ้นเคยว่า

            “คุณพ่อคะให้หนูเข้าไปได้ไหมคะ”

            วานเชสโก้ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปที่ประตูก่อนจะเปิดประตูออกพบกับลูกสาวของเขาที่ด้านหลังมีสาวใช้ของเธอยืนอยู่ ในมือของลูกสาวเขาถือลูกปาดประหลาดที่ตอนนี้แต่ละหน้าจะมีทั้งหมด 9 ช่อง และแต่ละช่องก็จะมีสีแตกต่างกัน เขายิ้มให้เธอแล้วพยักหน้า

            “เข้ามาสิลูก”

            อาบิเกลขึ้นไปบนรถมาตามคำเชิญของพ่อเมื่อเธอขึ้นมาบนรถมาได้แล้ว ก็พบกับสมุดบันทึกที่เปิดกลางอยู่บนโต๊ะ เธอรู้ถึงนิสัยที่ชอบจดบันทึกของพ่อดี วานเชสโก้ยิ้มให้ลูกสาวแล้วถามว่า

            “มีอะไรเหรอลูก”

            อาบิเกลดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามว่า

            “คุณพ่อคิดจะกลับมาที่เมืองไพร์ล็อกนี่จริงๆ ใช่ไหมคะ”

            วานเชสโก้ยิ้มให้ลูกสาวก่อนจะถามว่า

            “ทำไมเหรอหรือลูกไม่เชื่อใจพ่อ”

            อาบิเกลส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า

            “เปล่าหรอกค่ะหนูก็แค่ไม่เคยเห็นพ่อกลับไปค้าขายที่เมืองเดิมเลยสักครั้ง”

            วานเชสโก้ลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู

            “ก็เพราะว่าพ่อไม่มีเหตุผลที่ต้องกลับไปแล้วน่ะสิ แต่กับเมืองไพร์ล็อกนั้นพ่อก็บอกลูกอะไรได้ว่าพ่อต้องนำเงินส่วนแบ่งที่ได้จากการขายของเล่นกลับไปส่งให้เจ้าชาย”

            อาบิเกลถึงแม้จะได้ยินพ่อของเธอพูดเรื่องนี้มาครั้งหนึ่ง แต่การที่ได้ยินเขาพูดอีกรอบก็ยังทำให้เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ก่อนจะถามเขาว่า

            “คุณพ่อเองก็คิดว่าเจ้าชายเออร์วินนั้นยอดเยี่ยมใช่ไหมคะ”

            วานเชสโก้ที่ได้ยินคำถามของลูกสาวก็นิ่งไป อาบิเกลก็พูดอีกว่า

            “พอดีหนูได้ยินลูกชายของคุณอาเฟลิกซ์มักจะเรียกเขาว่าเจ้าชายขยะ”

            วานเชสโก้ตอบลูกสาวไปว่า

            “เจ้าชายเออร์วินก็ต้องยอดเยี่ยมอยู่แล้วน่ะสิ ไม่งั้นจะทำให้ลูกสาวคนดีเขาบอกคนนี้คิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลาได้เหรอ”

            อาบิเกลที่ได้ยินคำพูดของพ่อก็หน้าแดงทันทีเอาแต่ก้มหน้ามองลูกบาศก์ในมือพูดตะกุกตะกักว่า

            “นะนะหนูไม่ได้คิดถึง…สักหน่อยค่ะ…”

            วานเชสโก้มองลูกสาวของตนแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย ทว่าในใจของเขานั้นรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะยอมรับในความคิดสร้างสรรค์ของเจ้าชายคนนี้ แต่ถึงยังไงเรื่องที่เขาเป็นผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง และที่สำคัญไม่รู้ว่าลูกสาวของเขาจะรู้แล้วหรือเปล่าว่าเจ้าชายคนนี้มีคู่หมั้นอยู่แล้ว

            วานเชสโก้ต้องการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจึงเพ่งความสนใจไปที่ลูกบาศก์ในมือของลูกสาว

            “ว่าแต่นั่นอะไรเหรอใช่ของที่เจ้าชายมอบให้หรือเปล่า”

            อาบิเกลมองลูกบาศก์ในมือของเธอก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ แล้วส่งมันให้พ่อของเธอ

            “คุณพ่อลองเล่นดูหน่อยไหมคะ”

            วานเชสโก้รับมันมาแล้วเราก็อยากพบว่ามันสามารถหมุนได้

            “เจ้านี่มันเป็นของเล่นหรอ”

            อาบิเกลพยักหน้าให้พ่อของเธอก่อนจะตอบว่า

            “เจ้าชายทรงเรียกมันว่ารูบิคค่ะ วิธีเล่นก็ง่ายๆ แค่หมุนและเปลี่ยนตำแหน่งสีแต่ละด้าน จนด้านทั้ง 6 ด้านเปลี่ยนเป็นสีเดียวกันทั้งหมด”

            วานเชสโก้รู้สึกสนใจขึ้นมาแล้วพบว่าเจ้าสิ่งนี้ก็เหมือนกับของเล่นหรือเกมอื่นๆ ของเจ้าชายคนนี้ นั่นก็คือไม่จำเป็นต้องมีพลังเวทย์มาเกี่ยวข้องทั้งกระบวนการสร้างและวิธีเล่น

            วานเชสโก้ลองหมุนรูบิคหลายรอบแก้ด้านนี้ด้านนู้น บางครั้งแก้ด้านนี้สิเดี๋ยวเสร็จพอไปทำด้านอื่นด้านที่เสร็จแล้วก็กลายเป็นว่าต้องมาแก้ไหม เขาเล่นมันอยู่พักหนึ่งก่อนจะส่งคืนมันให้ลูกสาว

            “อยากเอาเรื่องเลยนะเจ้านี่”

            อาบิเกลรับมันคืนมาก่อนจะมองมันด้วยรอยยิ้ม แล้วถามพ่อเธอว่า

            “ว่าแต่คุณพ่อคิดว่าจะผลิตของเล่นชิ้นนี้ออกมาขายไหมคะ”

            อาบิเกลถามด้วยความสงสัย เพราะทุกครั้งที่เธอได้เล่นเกมกับเจ้าชายเธอจะนำมันกลับมาเล่าให้พ่อของเธอเสมอ ซึ่งทุกครั้งเขาจะไม่เข้าใจรายละเอียดเท่าไหร่เพราะอาบิเกลเองก็มักจะเล่าแค่ความสนุก แต่เขาก็รู้ว่านอกจากหมากรุก เกมโจรสลัดเสียบถังแล้ว ยังมีหลายเกมที่เจ้าชายคนนี้มีแต่ไม่ได้นำเสนอให้เขา ความจริงแล้วถ้าไม่ติดที่เขาต้องรีบไปจากเมืองไพร์ล็อกล่ะก็ เขาคงทำการเจรจาธุรกิจกับเจ้าชายอีกรอบไปแล้ว

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เขาก็ได้แต่รู้สึกเสียดายพร้อมกับตั้งใจว่า หลังจากเรื่องนี้จบไปแล้วถ้ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเขาจะกลับมาที่เมืองนี้แล้วทำการเจรจากับเจ้าชาย เพราะเขามั่นใจว่าต้องไม่ได้มีแค่เกมที่เล่นกับลูกสาวแค่นี้แน่ และมันก็อาจจะทำให้เขาที่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมการค้าไครอสตามที่เขาหวังแบบเดียวกับที่พ่อค้าทุกคนต่างก็มุ่งหวังได้สำเร็จ และที่สำคัญลูกสาวของเขาคนนี้ วานเชสโก้ลูบศีรษะของลูกสาวด้วยความเอ็นดู สำหรับเขาที่เคยพบเห็นสิ่งมีค่ามามากมายไม่เคยจะมีสิ่งของที่ไหนมีค่าเท่ากับลูกสาวคนนี้มาก่อนในชีวิต แล้วเขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรเธอเด็ดขาด

            “จริงสิเห็นเจ้าชายพูดกับลูกเรื่องคาถาเจ้าชายให้คาถาเวทย์มนต์อะไรลูกมาเหรอ” วานเชสโก้คาใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ออกจากเมืองแล้ว เขารู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าคาถาที่เจ้าชายมอบให้ลูกสาวคืออะไร

            อาบิเกลหน้าแดงเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

            “ความลับค่ะคุณพ่อ”

            วานเชสโก้ที่ได้ยินก็ยิ้มทว่าในใจของเขากลับรู้สึกเหงาไม่น้อย เพราะลูกสาวที่เพิ่งอายุ 10 ขวบก็เริ่มมีความลับกับบิดาแล้ว

             

            บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไม่ไกลจากจุดที่ขบวนรถม้าทำการตั้งแคมป์ ได้มีนกขนาดใหญ่ตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้สายตาของมันจ้องมองไปยังจุดที่ตั้งแคมป์ไม่วางตา

             

            ในเวลาเดียวกันนั้นภายในห้องรับแขกในคฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส กิลเบิร์ตที่เป็นเจ้าบ้านกลับเป็นฝ่ายที่ยืนอยู่ ส่วนฝ่ายที่นั่งอยู่ก็คือชายที่มีนัยน์ตาสีขาวขุ่นข้างหนึ่ง ซึ่งเขาคนนี้นั่งนิ่งไม่ขยับราวกับเป็นรูปปั้น

            กิลเบิร์ตพบว่าเขาคนนี้อยู่ในสภาพแบบนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว หลังจากที่ได้รับแจ้งข่าวเรื่องการออกไปจากเมืองของวานเชสโก้ ชายคนนี้ก็สร้างวงแหวนเวทมนต์บนพื้นก่อนจะมีนกยักษ์ตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากวงแหวนเวทมนต์นั้น

            ทันทีที่ได้เห็นภาพนั้นเขาก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้เป็นผู้ใช้เวทย์อัญเชิญ เวทย์อัญเชิญนั้นเป็นหนึ่งในเวทย์มนต์ที่จัดได้ว่ายุ่งยากน่ารำคาญ ส่วนความแข็งแกร่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสัตว์ที่อันเชิญออกมา ถ้าสัตว์ที่อัญเชิญออกมาแข็งแกร่งก็เรียกได้ว่าเป็นศัตรูที่ตึงมือมากทีเดียว เพียงแต่ว่าสายผู้ใช้เวทย์อัญเชิญนั้นกลับไม่ค่อยมีคนเดินมากหนักเท่าไหร่ ปัจจัยสำคัญนั้นก็คือเป็นสายที่ผลาญพลังเวทย์มหาศาล ยิ่งสัตว์ที่อัญเชิญออกมาส่งพลังเท่าไหร่ก็ยิ่งกินมานาเท่านั้น และมันไม่ใช่คือการกินแบบครั้งเดียวแค่เฉพาะตอนที่อัญเชิญ แต่ผู้ใช้เวทย์อัญเชิญจะต้องทำการจ่ายมานาเพื่อให้สถานะของสัตว์เชิญมานั้นดำรงอยู่ได้ เมื่อใดที่มานาหมดนั่นหมายถึงหายนะทันที เพราะไม่เพียงแค่สัตว์ที่อัญเชิญมาจะถูกส่งกลับแต่ผู้ใช้เวทย์อัญเชิญที่ไร้ซึ่งมานาก็ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือของคู่ต่อสู้ทันที เว้นแต่ว่าจะมีของที่ใช้พาหนีอย่างจารึกมนตราหรืออาร์ติแฟต์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน ดังนั้นผู้ใช้ไม่อัญเชิญจึงเป็นสายที่สิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก

            ชายคนนั้นนั่งอยู่อย่างนั้นต่ออีกพักหนึ่งก็ถอนหายใจออกมา แล้วเขาก็หยิบขวดยาฟื้นฟูพลังเวทย์ขึ้นมาดื่มจนหมดขวดก่อนจะพูดกับกิลเบิร์ตว่า

            “รู้ตำแหน่งพวกมันแล้วเตรียมคนของเจ้าให้พร้อม กำชับพวกมันไว้ด้วยว่าห้ามลงมือสังหารพ่อค้านั่นกับลูกสาวมันเด็ดขาด มีแค่สองคนนี้ที่ต้องจับเป็นนอกนั้นต้องฆ่ามันให้หมด”

            ถ้าเป็นยามปกติกิลเบิร์ตคงปฏิเสธความคำสั่งแบบนี้อย่างแน่นอน แม้เขาจะมั่นใจในกลุ่มคนที่พ่อของเขาเพาะเลี้ยง แต่วานเชสโก้คนนั้นก็มีคนที่ทำหน้าที่คุ้มกันอยู่เช่นกัน ถึงเขาจะมั่นใจในศักยภาพที่เหนือกว่า แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะไม่ให้มีการสูญเสียในหมู่คนของเขาหากต้องการฆ่าล้างบางแบบนั้น แต่ตอนนี้กลับต่างออกไปเพราะตอนนี้เขามีคนตรงหน้านี้อยู่ด้วย

            แม้ว่ากิลเบิร์ตจะไม่เคยเห็นคนๆ นี้ต่อสู้หรือลงมือมาก่อน แต่การที่พ่อของเขาย้ำชัดว่าต้องให้ความร่วมมือกับคนคนนี้อย่างดีที่สุด ถ้ายังบอกได้ว่าคนคนนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เคานต์วาคีนให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็พอทำให้กิลเบิร์ตตัดสินใจตอบสนองทุกอย่างที่เขาต้องการโดยไม่ใตร่ถามเหตุผล

            กิลเบิร์ตพยักหน้าหมุนตัวเตรียมจะออกจากห้องชายคนนั้นก็รั้งเขาไว้

            “เดี๋ยวก่อน”

            กิลเบิร์ตหันมามองเขา ส่วนชายคนนั้นพูดโดยไม่แม้แต่จะหันมาสบตากับกิลเบิร์ตว่า

            “เจ้าพูดจริงหรือเปล่าที่ว่าเจ้าชายเมืองนี้เป็นแค่เศษขยะที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อย”

            กิลเบิร์ตพยักหน้า

            “จริงครับจนถึงตอนนี้เรื่องราวของเจ้าชายขยะยังเป็นที่ขบขันและขี้ปากของผู้คนในเมืองอยู่เลยครับ”

            ชายคนนั้นที่เมื่อได้ยินก็แค่นเสียงบ่นพึมพำว่า

            “ก็แค่เมืองบ้านนอกกับราชวงศ์บ้านนอกที่แยกไม่ออกระหว่างเพชรกับขยะ” แล้วเขาก็สั่งกิลเบิร์ตสั้นๆ ว่า “ไปได้แล้ว”

            ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่แม้แต่จะหันมาชายตามองกิลเบิร์ตเลยแม้แต่น้อย ซึ่งกิลเบิร์ตก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด ขอเพียงแค่พยักหน้าให้อีกฝ่ายแล้วก็ออกจากห้องไป

             

            พอตกเย็นเออร์วินกับพวกสาวใช้ก็เดินทางกลับไปที่ปราสาท ทว่าระหว่างที่กำลังเดินอยู่ภายในเมืองนั้นก็มีเสียงร้องที่คุ้นหูดังขึ้นว่า

            “อ๊ะ! เจ้าชายโรคจิต”

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใครพอเออร์วินหันไปมองก็พบกับลิลลี่เด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเดซี่เพียงแต่ว่าตัดผมสั้นกว่า และท่าทางเปี่ยมชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยพลังงานมากกว่า ลิลลี่ในตอนนี้เธอใส่ชุดเกราะตามแบบของอัศวินฝึกหัด ที่ถูกสั่งทำให้พอดีกับตัวเธอพร้อมกับดาบใหญ่เล่มหนึ่งที่พาดอยู่บนบ่าของเธอ ซึ่งลิลลี่ก็ไม่เรียกเปล่าเธอวิ่งมาหาพร้อมกับได้ยินเสียงดังตึงๆ บ่งบอกถึงน้ำหนักของดาบใหญ่ที่เดิมแบกอยู่เป็นอย่างดี ส่วนแขนอีกข้างหนึ่งของเธอนั้นกำลังถือขนมเต็มไม้เต็มมือ

            ลูซี่ที่ได้ยินน้องสาวของเธอเรียกเจ้าชายว่าเจ้าชายโรคจิตก็ขมวดคิ้วตั้งใจว่าจะอบรมเธอทีหลัง แม้เธอจะรู้ว่าเออร์วินไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยและไม่ใส่ใจกับคำเรียกหาเหล่านี้ แต่ว่าถึงยังไงอีกฝ่ายก็เป็นเจ้าชายและที่สำคัญยังเป็นเจ้านายของพวกเธอด้วย ลิลลี่ที่ตอนนี้ถึงแม้จะเป็นอัศวินฝึกหัดแต่โดยพื้นฐานเธอก็ยังเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเออร์วินอยู่ดี ดังนั้นโดยฐานะแล้วเธอไม่ควรจะเรียกเออร์วินว่าเจ้าชายโรคจิตใจ

            เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วทักทายว่า

            “ว่าที่อัศวินหญิงลิลลี่มาเดินตรวจตาเหรอครับ”

            คำว่าที่อัศวินหญิงลิลลี่ทำเอาตัวลิลลี่ถึงจะยืดอกพ่นลมหายใจออกทางจมูกตอบว่า

            “ใช่แล้วเรามาเดินตรวจตาแหละ”

            และเมื่อมีลิลลี่เออร์วินก็เดาได้ว่าน่าจะมีเพื่อนซี้เธออยู่ด้วย หันไปมองด้านหลังก็พบกับมีเรียที่กำลังเดินมาทางนี้ ซึ่งด้านหลังเธอก็มีอัศวินคนหนึ่งเดินตามมาด้วย ทว่าสายตาของอัศวินคนหนึ่งมองมาที่ลูซี่และเดซี่ไม่วางตา

            ทันทีที่มีเรียวิ่งมายืนอยู่ตรงหน้าเออร์วินเธอก็แต่ฝ่ามือที่ดาบแล้วค้อมกายทำความเคารพเขา แต่ไม่พูดอะไรอัศวินที่อยู่ด้านหลังเธอเมื่อเห็นการกระทำของเธอ ก็สังเกตเห็นเออร์วินทันทีในแววตาของเขาฉายให้เห็นถึงความดูถูกแว๊บหนึ่งก่อนจะรีบลบให้หายไป แล้วรีบเดินเข้ามาทำความเคารพเขาเช่นเดียวกับมีเรีย

            ลิลลี่ไม่ได้สนใจทำความเคารพเขาเลยแม้แต่น้อย สายตาของเธอจ้องไปที่ห่อผ้าที่พี่สาวเธอถืออยู่พร้อมกับทำจมูกฟุดฟุด

            ลูซี่ที่เห็นท่าทางของน้องสาวเธอก็รีบกุมกระชับห่อผ้าด้วยความระแวง ซึ่งในห่อผ้านี้ก็ไม่ใช่อะไรแต่เป็นเครปที่เออร์วินทำไว้เผื่อพวกพี่สาวกับน้องสาว

            ยินดีที่ตอนนี้จ้องมองห่อผ้าไม่วางตาส่วนปากถามเออร์วินว่า

            “นี่เจ้าชายโรคจิตของในห่อผ้าคืออะไรเรารับรู้ได้ถึงของน่าสงสัยขอตรวจหน่อยสิ”

            “ฮะ?” เออร์วินถึงกับต้องอุทานออกมา แน่นอนเขาย่อมรู้นิสัยตะกละของลิลลี่แต่ไม่นึกเลยว่าลิลลี่ตอนนี้จะรู้จักใช้อิทธิพลในทางมิชอบแล้ว ทำเอาเขาสงสัยว่าเรื่องแบบนี้เธอไปเรียนรู้มาจากใคร

            มีเรียที่อยู่ข้างๆ เธอก็ถึงทำหน้าเหวอไม่ต่างกัน

            “นี่ลิลลี่ฉันว่ามันไม่น่าจะเป็นของน่าสงสัยได้หรอกนะ” มีเรียพูดขึ้นกลับถูกลิลลี่แย้งว่า

            “ไม่หรอกมันต้องเป็นของน่าสงสัยแน่ๆ ฉันได้กลิ่นความอร่อยเอ๊ยกลิ่นความอันตรายมาจากในห่อผ้านั่น”

            มีเรียที่ได้ฟังเหตุผลของเธอก็ถึงกลับไปไม่เป็น

            ‘นี่หล่อนเมื่อกี้หลุดคำว่าความอร่อยออกมาแล้วย่ะ’ มีเรียคิดในใจก่อนจะหันไปมองเจ้าชายเออร์วิน เธอรับรู้ได้ถึงพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยของเขาแล้วในหัวของเธอก็นึกถึงสิ่งที่ไลลาเคยพูดไว้ ว่าให้เธอลองขอคำแนะนำจากเจ้าชายดู ซึ่งเธอดูแล้วก็ไม่น่าจะพึ่งพาอะไรได้

            เออร์วินยิ้มให้ลิลลี่

            “ขอโทษด้วยนะครับพอดีของได้ห่อผ้านี้สำคัญมากผมคงให้ว่าที่อัศวินหญิงลิลลี่ดูไม่ได้ เพราะมันเป็นของที่จะวางขายในงานเทศกาลกำแพง”

            ลิลลี่เอียงคอด้วยความสงสัยส่วนมีเรียก็รู้สึกแปลกใจ เรื่องที่เชื้อพระวงศ์ขายของในงานเทศกาลเป็นสิ่งที่เคยพบเคยเห็นมาก่อน ส่วนอัศวินที่อยู่ด้านหลังของทั้งสองก็เอาแต่มองลูซี่กับเดซี่ไปมาบางครั้งก็หันกลับมามองลิลลี่

            “เจ้าชายโรคจิตจะขายของในงานเทศกาล?”

            ลิลลี่ถามขึ้นเออร์วินก็พยักหน้าให้เธอ

            “ใช่ครับมีของอร่อยมากมายเลยนะครับที่ผมตั้งใจจะขาย ผมรับรองเลยว่าเมื่อถึงงานเทศกาลคุณลิลลี่จะสามารถกินจนพุงกางได้เลยนะครับ”

            ลิลลี่ที่จินตนาการถึงของอร่อยมากมายที่เธอได้กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด เธอนั้นคุ้นชินกับของอร่อยมากมายที่เออร์วินเคยทำให้เธอกิน ดังนั้นถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่เธอก็มั่นใจว่ามันต้องอร่อยแน่ จนเผลอยิ้มออกมาน้ำลายไหลย้อยที่มุมปาก

            “นี่ๆ บอกหน่อยสิเป็นของที่เราไม่เคยกินใช่ไหม”

            เออร์วินพยักหน้าให้เธออีกรอบ

            “ใช่ครับเป็นของที่คุณลิลลี่ไม่เคยกินแน่นอน อ๊ะไหนบอกไว้ก่อนนะครับว่าไม่ฟรีต้องจ่ายเงินด้วยนะครับ”

            ลิลลี่พยักหน้ารัวๆ แล้วก็ยืดอกอีกรอบก่อนจะพูดว่า

            “ไม่ต้องห่วงไม่ต้องห่วงตอนนี้ลิลลี่เป็นอัศวินฝึกหัดเกียรติพอที่จะไม่ทำอะไรแบบนั้” แล้วเธอก็หันไปพูดกับมีเรีย “มีเรียเราคิดว่าของในห่อผ้าไม่ใช่ของน่าสงสัยอะไรหรอกปล่อยเขาไปเถอะนะ”

            มีเรียถึงกับไปไม่เป็นเพราะตั้งแต่ต้นคนที่จะขอดูของในห่อผ้าด้วยความตะกละก็คือลิลลี่ และตอนนี้ก็มาพูดเหมือนกับว่ามีเรียเป็นคนขอดูของในห่อผ้าเสียเอง แต่สุดท้ายมีเรียก็ยอมตามน้ำไป

            “ได้สิมันคงไม่มีอะไรหรอกเนอะ”

            ลิลลี่หันมาพูดกับเออร์วินว่า

            “นี่เจ้าชายโรคจิตฉันคุยกับมีเรียให้แล้วนะไม่ต้องกังวลหรอกของในห่อผ้าปลอดภัย”

            เออร์วินนี้ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเช่นกันส่วนเดซี่นั้นมองไปทางอื่นขายกับไม่รู้ไม่ชี้และทำเป็นไม่รู้จักลิลลี่ ส่วนลูซี่นั้นมองน้องสาวของเธอด้วยความรู้สึกพูดไม่ออก

            เออร์วินที่เห็นว่าไม่มีอะไรแล้วก็ขอตัวลา

            “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณลิลลี่คุณมีเรียเพื่อที่จะได้ไม่เหมือนกันรบกวนหน้าที่ของว่าที่อัศวินหญิงของพวกคุณ”

            ลิลลี่ที่ได้ฟังก็ยืดอกอีกรอบมีเรียนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเธอจะสูงขึ้น แล้วเออร์วินก็ขอตัวแล้วเดินจากมา ทว่าเออร์วินที่เพิ่งเดินจากมาได้แค่ไม่กี่ก้าวอยู่ๆ มีเรียก็เรียกเขาไว้

            “เดี๋ยวก่อนเพคะเจ้าชาย”

            เออร์วินกับสาวใช้ส่วนตัวทั้งสามหันมามองเธอ

            “ครับ?”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน