รถของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปรากฏขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้เช้าที่สวยงามของตระกูลหลิงสับสนวุ่นวาย
แม้แต่คนพิถีพิถันอย่างอู๋อู๋ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าไม่ทัน เมื่อนั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถควรพยายามตีสนิทกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่เบาะหน้า
ทว่าหลิงเมิ่งกลับพูดสิ่งที่โง่เขลา “คุณแม่คะ หนูจะติดคุกไหมคะ”
มีเพียงหลิงจื้อเฉิงที่เจอเรื่องใหญ่มาไม่น้อย จึงยังคงใจเย็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วติดต่อกับเพื่อนที่เป็นตำรวจจึงได้รู้จากอีกฝ่ายว่าเป็นการมารับตัวพวกเขาไปจัดการเรื่องคดีความซึ่งเขาก็พอจะรู้แล้วว่าคือเรื่องอะไร
“ก็แค่ไปจัดการเรื่องคดีความจำเป็นต้องให้เจ้าตัวเดินทางไปที่สถานีตำรวจด้วยตนเอง”
หลังจากชะงักไป เขาเห็นสองแม่ลูกที่นั่งตัวสั่น ก่อนเอ่ยปลอบ “ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตไม่เกี่ยวอะไรกับเข้าคุก เมิ่งเมิ่งไม่ต้องกลัว”
อย่ามองเพียงความเย่อหยิ่งซึ่งเป็นปกติของอู๋อู๋เพราะคนที่เป็นเสาค้ำมหาสมุทรได้ดียังคงเป็นหลิงจื้อเฉิง
เมื่อได้ฟังเขาเอ่ยเช่นนั้น อู๋อู๋ก็ใจเย็นลงและเริ่มปลอบโยนบุตรสาว
“พ่อของลูกพูดถูก เมิ่งเมิ่งไม่ต้องกลัว ซูอินไม่มีอำนาจในเรื่องนี้เธอจะทำอะไรได้”
เมื่อได้ฟังอู๋อู๋เอ่ยเช่นนั้น หลิงจื้อเฉิงขมวดคิ้วแต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในรถตำรวจ ผู้ที่นั่งอยู่เบาะหน้าคือคนนอก หากจะเถียงกันคงไม่ดีเมื่อครุ่นคิดแล้ว คำพูดที่จะเอ่ยออกมาจึงกลายเป็นการถอนหายใจแทน
และมีหลายคนที่มีความคิดเช่นเดียวกับอู๋อู๋
คนที่มีนิสัยดื้อดึงไม่ยอมรับถือเป็นแค่คนกลุ่มน้อยเบื้องหลังของเด็กเลวทราม ส่วนมากมักมีผู้ปกครองที่มีนิสัยเลวทรามเช่นกัน
โดยเฉพาะผู้ปกครองของเด็กอันธพาลเด็กเหล่านั้นเกเรตั้งแต่อายุยังน้อยและสร้างปัญหามากมายตอนที่ยังเด็กพวกเขาอาจเคยรู้สึกผิดในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆและเกิดขึ้นหลายครั้งทำให้พวกเขาเปลี่ยนไปเป็นจิตใจที่ด้านชา
ไม่ใช่ว่าถูกจับไปแล้วหรืออย่างไรเสียเด็กเหล่านั้นก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่สามารถตัดสินให้จำคุกจับกุมเพียงไม่กี่วันก็ถูกปล่อยตัว
เมื่อได้รับโทรศัพท์จากสถานีตำรวจและรู้ว่าบุตรของตนสร้างความเดือดร้อนอีกตามเคย พวกเขาแทบจะไม่เก็บมาใส่ใจวางสายพร้อมท่าทีเกรงใจ เจ้าหน้าที่อยากทำอะไรก็ทำไป
จนเมื่อถึงเช้าวันนี้ที่รถของเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับพวกเขาก็ได้ยินเรื่องราว “วงใน”ออกจากปากของผู้ปกครองท่านหนึ่ง
คนผู้นั้นคือ ซุนลี่เหมย
เมื่อวานเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทในตอนที่มาดูบ้านบุตรชายผู้เป็นที่รักของเธอถูกตบหน้า ในใจของซุนลี่เหมยยิ่งทวีความโกรธเนื่องจากเห็นหลินเฉวียนมีท่าทีดุดัน เธอจึงทำได้เพียงข่มความรู้สึก แต่ผ่านไปหนึ่งคืนความรู้สึกนั้นยังไม่หายไปมันกลับเพิ่มมากขึ้น
และในเวลานี้เธอจึงนำสิ่งที่รู้มาจากซุนเจี้ยนแล้วเติมเชื้อเพลิงเข้าไปอีก
“แล้วเด็กคนนั้นไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
ซุนลี่เหมยทำปากยื่น คำพูดคำจาที่เอ่ยออกมาเกินจริง “จะเป็นอะไรได้ยังไงล่ะ ลูกๆของพวกเราตั้งหลายคนไม่ได้แตะเธอแม้แต่ปลายนิ้ว”
“พวกคุณไม่รู้หรือว่าเธอหยิ่งขนาดไหนเมื่อวานนี้ตอนเที่ยงฉันกำลังยุ่งอยู่ในครัว เธอพาคนมาด้วยสองคนมาถึงก็ทุบตีเจี้ยนเจี้ยน ลูกชายที่น่าสงสารของฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลแต่ก็โดนทุบตีจนบาดเจ็บอีกครั้ง”
เธอเอ่ยพร้อมชี้ไปบนหน้าของซุนเจี้ยน
ตั้งแต่กลับชาติมาเกิด ซูอินให้ความสำคัญมากกับการออกกำลังกายเธอทำงานที่ร้านชานมมาตลอด ระยะนี้ก็ออกกำลังกายในช่วงเช้า จากการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดื่มน้ำจากน้ำพุแห่งจิตวิญญาณผ่านไปหนึ่งเดือนสมรรถภาพทางร่างกายของเธอก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอาจจะไม่มีพลังมากพอที่จะตอบโต้อันธพาลเหล่านั้น แต่ก็ถือว่ามีเรี่ยวแรงไม่น้อย
หลังจากกลับชาติมาเกิดเธอเข้าใจแล้วว่าจะไม่ทำให้ตัวเองหดหู่ใจอีกเป็นอันขาด หากมีแค้นต้องชำระรวมถึงความแค้นจากชาติก่อน
เมื่อวานที่ตบหน้าซุนเจี้ยน เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีแม้ว่าซุนลี่เหมยจะรีบนำน้ำแข็งมาประคบแต่หน้าของซุนเจี้ยนในตอนนี้ยังคงมีรอยช้ำทั้งแดงและบวม
ใบหน้าที่บวมทำให้เหล่าผู้ปกครองที่อยู่รอบๆ ได้แต่ถอนหายใจ
ซูอินและตระกูลหลิงมาถึง รถของเจ้าหน้าที่ตำรวจแทบจะจอดตีคู่กัน
“อินอิน”
เมื่อลงจากรถ ซูอินได้ยินเสียงคนเรียก หันไปมองต้นเสียงก็เห็นหน้าของหลิงจื้อเฉิงที่เต็มไปด้วยความเอาใจ
ตรงข้ามกับสองแม่ลูกตระกูลหลิงที่ในตอนนี้แสดงท่าทีประหลาดสวมเสื้อผ้าสบายๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่กลับเชิดหน้าใส่เธอ สายตาเย่อหยิ่งและแสดงท่าทีไม่เกรงกลัวเพราะมีที่พึ่ง
หลังจากสับสนครู่หนึ่ง ซูอินก็เข้าใจพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปหาอย่างกะทันหันขัดจังหวะหลังจากนั้นระหว่างที่มาพวกเขาคงเข้าใจบางอย่างแล้ว
ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ
มุมปากของเธอยกขึ้นด้วยท่าทีเยาะเย้ยก่อนที่ซูอินจะพยักหน้าให้หลิงจื้อเฉิง
“พี่เหม่ยคะ พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ”
ซูอินกับหลินเฉวียนเดินตามหลิวเหม่ยเข้าไปในห้องไกล่เกลี่ย
เพราะถูกกระตุ้นด้วยท่าทีไม่แยแสของซูอินสองแม่ลูกตระกูลหลิงจึงไม่ยอมที่จะเดินตามหลังเข้าไป เมื่อประตูห้องไกล่เกลี่ยเปิดหลิงเมิ่งรีบเดินเข้าไปก่อน
การมาถึงของพวกเขาดึงความสนใจของคนในห้อง
“เธอไง อุ๊ย”
ซุนลี่เหมยตะโกนพร้อมชี้นิ้วไปทางซูอินแต่เมื่อเห็นว่าด้านหลังมีชายหน้าบากตามมาด้วยก็ตัวสั่น
เหล่าผู้ปกครองพากันล็อกเป้าหมายไปยังซูอินในที่สุดพวกเขาก็ตามหาคนร้ายที่ทำร้ายบุตรชายเจอ แววตาของพวกเขาไม่ค่อยเป็นมิตร
เมื่อเห็นทุกอย่าง อู๋อู๋กับหลิงเมิ่งจึงหันมาสบตากันมองเห็นความยินดีปรีดาที่เห็นคนอื่นตกที่นั่งลำบากในแววตาของกันและกัน
คนที่ต่างไปจากพวกเธอคือหลิงจื้อเฉิงซึ่งยังคงมีทัศนคติทั้งสามและรู้ว่านี่คือโอกาสที่จะได้เชื่อมสัมพันธ์กับซูอินเขาชะงักเล็กน้อยก่อนจะพยายามจัดเรียงคำพูดในหัว ในตอนที่เขาเตรียมจะเอ่ยปากกลับถูกคนอื่นแย่งพูดเสียก่อน
หลินเฉวียนเคยเป็นทหารพรานจึงสามารถรับรู้อารมณ์ที่ไม่สู้ดีนักของคนในห้อง เขากวาดสายตามองซุนลี่เหม่ยและพอจะเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
เขาเดินขึ้นไปหนึ่งก้าวเพื่อขวางซูอินไว้
หลินเฉวียนสูงราวๆ 180 เซนติเมตร ออกกำลังกายมาหลายปีคนที่อายุมาถึงช่วงวัยกลางคนจะมีส่วนสูงและรูปร่างที่แข็งแรงมากขึ้นในเวลานี้เขาบังซูอินไว้มิด จนบังสายตาของผู้คนที่มองมาได้สนิท
“ลูกทำผิด นี่คือทัศนคติของคนเป็นผู้ปกครองงั้นหรือ”
แค่ประโยคเดียวก็เข้าจุดสำคัญบวกกับรอยแผลเป็นบนหน้าที่เกือบจะพาดผ่านดวงตาข้างขวา ก็สามารถข่มขู่คนอื่นๆได้ไม่ยาก
ความปีติยินดีของสองแม่ลูกตระกูลหลิงที่ได้เห็นคนอื่นตกที่นั่งลำบากสิ้นสุดลงทันที
ความโชคร้ายยิ่งกว่าเดิมกำลังรอพวกเขาอยู่ หลังจากตำรวจซึ่งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยอธิบายต้นสายปลายเหตุซูอินเอ่ยปากทันที
“เรื่องมันชัดเจนอยู่แล้ว สาเหตุที่ลูกของพวกคุณทำผิดก็เพราะมีคนยั่วยุฉันคิดว่าการยุยงเลวร้ายกว่าอาชญากรรมเสียอีก เพราะการก่ออาชญากรรมเป็นเพียงผลการยุยงต่างหากคือต้นเหตุ”
เธอมองไปทางหลิงเมิ่ง ในตอนที่อีกฝ่ายกำลังตกใจเธอยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วโยนเงื่อนไขออกไป “ดังนั้นฉันจะไล่ล่าคนที่เป็นหัวหน้าของเรื่องชั่วร้ายนี้”
ใช่ว่าซูอินไม่โกรธอันธพาลเหล่านั้นเพราะพวกเขาเกือบทำให้เธอเข้าสอบไม่ทัน และเมื่อชาติก่อนตลอดสามปีในชั้นมัธยมปลายพวกเขายังก่อกวนเธอให้เดือดร้อนอยู่เสมอ
แต่เธอก็เข้าใจว่าในครั้งนี้ตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บหากไม่ได้ฉินหล่างช่วยเหลือ คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงไม่สนใจเรื่องนี้อันธพาลเหล่านั้นถูกขังไม่กี่วันก็ถูกปล่อยตัว เพราะเขาโทรศัพท์เข้ามาจัดการทำให้เรื่องไม่แย่ไปมากกว่านี้
เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ จึงตัดสินใจจัดการเฉพาะหลิงเมิ่ง
พูดจบสายตาของทุกคนในห้องไกล่เกลี่ยเพ่งเล็งไปทางหลิงเมิ่ง ความเกลียดชังของผู้ปกครองเหล่านั้นเปลี่ยนไปที่เธอทันที