ตอนที่ 23 แนวทางของหยางไค
ขณะที่หยางไคกำลังดูแลพืชพรรณทั้งปวงอยู่นั่นเอง พลันรู้สึกว่าท้องฟ้าและอากาศนั้น จู่ ๆ ก็กลับกลายสีเหลืองทองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ครั้นสังเกตบริเวณพื้นที่ซึ่งถูกอัดไว้แน่นนั้นก็คล้ายดังมีผงทองคำร่วงหล่นอยู่เต็มไปหมด แลดูงดงามอย่างอย่างกับหิมะสีทองอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง จนเด็กหนุ่มอดที่จะใช้พลังความคิดสัมผัสอย่างลุ่มหลงมิได้ ใจก็คิดขึ้นว่าอยากปั้นเป็นรูปทรงต่าง ๆ อย่างก้อนหิมะที่ตนเคยเล่นตอนเป็นเด็ก แต่ทองคำซึ่งเป็นโลหะย่อมไม่อาจจะปั้นเป็นทรงต่าง ๆ อย่างกับหิมะหรือก้อนดินได้ ในใจของหยางไคจึงคิดว่าหากส่งความร้อนเข้าไปก็อาจจะทำให้ฝุ่นทองคำที่แข็งกระด้างนี้นุ่มนิ่มลง ก็คงต้องใช้ความร้อนจึงจะปรับสภาพมันลงได้ แต่ครั้นนึกถึงความร้อนกลับไปกระตุ้นเคล็ดวิชาลมปราณมังกรไฟอันเป็นธาตุร้อนขึ้นทันใด พลันพลังความคิดที่สัมผัสโดยทั่วไปก็แปรเปลี่ยนเป็นการใช้ควบคุมอุณหภูมิความร้อนขึ้นมาแทน เพื่อใช้ในการหลอมละลายและการก่อสร้างตามรูปร่างอย่างที่เขาต้องการสุดแต่จะจิตนาการได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม และทรงกระบอก และแม้แต่ทรงกลมที่สามารถกลิ้งไปกลิ้งมาได้อย่างอิสรเสรี หยางไคเล่นสนุกไปมาอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจอย่างที่สุดจนเกิดความคิดคิดแผลง ๆ ขึ้นมาว่า หากตนใช้ทองคำเหล่านี้ประดิษฐ์ขั้นเป็นโครงสร้างพลังลมปราณมังกรไฟขึ้นมาก็น่าจะทำได้อย่างในคัมภีร์หรือเปล่านะ ? ครั้นคำนวณดูจากปริมาตรทองคำที่มีคงทำได้เพียงกล่องสี่เหลี่ยมบาง ๆ ขึ้นมา 1 ชิ้น แต่พอวางกล่องทองคำลงไปที่พื้น กลับไม่มีพลังวิญญาณสักก้อนหนึ่ง ซึ่งสามารถแทรกซึมขึ้นมาด้านบนของกล่องได้ เด็กหนุ่มจึงลองคว่ำกล่องทองคำลงไปที่พื้น ทันใดนั้นเองพลังวิญาณที่กำลังรักษาสมดุลก็พยายามแทรกตัวเข้ามาอยู่ภายในกล่องจนเต็ม !!! ครั้นเห็นผลลัพธ์เช่นนั้นแล้วเด็กหนุ่มย่อมรู้สึกดีใจเป็นที่สุด เพราะดูเหมือนเขาเริ่มจับแนวทางของตนได้แล้ว จากนั้นจึงพยายามบรรจุเคล็ดวิชาพลังลมปราณมังกรไฟเข้าไปภายในพลังวิญญาณ ซึ่งอยู่ภายในกล่องทองคำใบนั้นอีกชั้น แต่มวลวิญญาณเหล่านั้นไม่อาจรองรับเคล็ดวิชาระดับ 4 ได้ จึงล้มเหลวในที่สุด แต่มันก็ไม่ง่ายเลยจริง ๆ จนหยางไคก็รู้สึกท้อแท้ขึ้นมาบ้าง แต่ไหน ๆ ก็ได้รับปากปรมาจารย์หยางซีหยุนมาด้วย ถึงอย่างไรในวันนี้เขาย่อมต้องสร้างความก้าวหน้าในด้านการยุทธ์มาสักประการให้จงได้ เมื่อปราณมังกรไฟไม่อาจใช้ได้ เขาจะลองใช้เคล็ดวิชาลมปราณระดับ 3 แทนเริ่มจากการสร้างกล่องทองคำขึ้นมาใหม่ แล้ววางคว่ำหน้าลงไปที่พื้นซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณ ครั้นรอให้พลังวิญญาณแทรกซึมผ่านขึ้นไปในกล่องจนเต็มแล้ว ก็ทำการบรรจุเคล็ดวิชาลมปราณกิเลนลงไปแต่ก็ไม่สำเร็จ แต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่คิดล้มเลิก จึงทำซ้ำโดยเปลี่ยนมาเป็นพลังลมปราณพยัคฆ์แต่ก็ยังล้มเหลว จนท้ายที่สุดต้องบรรจุด้วยปราณอาชาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งถ้ายังล้มเหลวอีกละก็ เด็กหนุ่มย่อมหมดสิ้นหนทางแล้วจริง ๆ มันจึงหยางไค ต้องลุ้นระทึกที่สุดในชีวิตก็คราวนี้เอง .. จนผ่านไประยะหนึ่ง จึงอุทานขึ้นในใจว่า‘สำเร็จแล้วเหรอ?’ แม้จะสำเร็จแล้ว แต่เป็นความสำเร็จในเบื้องต้นเพียงเท่านั้น จิตจึงยังไม่อาจผ่อนคลายได้ เพราะเขาจำเป็นจะต้องเลือกทักษะที่สำคัญของลมปราณอาชามาอย่างน้อย 1 ประเภท เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้พลังวัตรอย่างแท้จริง แต่พื้นที่วิญญาณที่ถูกห่อหุ้มด้วยทองคำนั้นมีขนาดที่เล็กเกินไปที่จะบรรจุทักษะได้ 2 ชนิด แต่ก็ใหญ่เกินไปที่จะบรรจุเพียงทักษะชนิดเดียว และทักษะที่หยางไคจำเป็นต้องใช้บ่อยที่สุดและมีความชำนาญมากที่สุด ย่อมเป็นทักษะการขี่ม้า เด็กหน่มจึงตัดสินใจนำทักษะการขี่ม้าของปราณอาชาบรรจุลงไป ซึ่งปราณอาชาว่าด้วยการขี่ม้านี้ นอกจากจะช่วยทำให้การขี่ม้าเป็นไปโดยราบรื่นไม่ติดขัดแล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยถนอมกำลังและสุขภาพของม้าได้โดดเด่นกว่าปราณอื่นใดในแผ่นดิน...ทุกอย่างจึงเป็นได้ด้วยดีมาก ๆ แต่ครั้นเห็นยังมีพื้นที่ว่าง หยางไคก็นึกเสียดาย จึงคิดจะบูรณาการจุดเด่นจากทักษะขี่ม้าของปราณมังกรไฟว่าด้วยการใช้ม้าแผ่รัศมีธาตุร้อน ปราณกิเลนว่าด้วยพละกำลังของม้า และปราณพยัคฆ์ว่าด้วยการใช้ม้าโจมตีด้านกายภาพ ลงไปในลมปราณอาชาด้วย จึงเริ่มถ่ายถอดเคล็ดวิชาขี่ม้าชนิดเดียวกันจากลมปราณอีก 3 ประเภท หลอมรวมเข้าไปในหนึ่งเดียว !! ‘มันสำเร็จ ? ’ หยางไคจึงรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก..แต่ดีใจอยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น แม้พื้นที่ซึ่งถูกอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณจะมีความมั่นคงกว่าพื้นที่ในการเพาะปลูก แต่ดูเหมือนโครงสร้างสี่เหลี่ยมจัตุรัสทองคำได้เกิดการสั่นสะเทือน จนเด็กหนุ่มเห็นท่าว่าไม่ไหวแล้ว จึงรีบส่งความร้อนเข้าไปเพื่อทำให้แผ่นทองคำที่ห่อหุ้มนั้นละลายตัว จนโครงสร้างทุกอย่างก็กลืนหายลงไปเริ่มใหม่ที่ศูนย์อีกครั้ง .. เฮ้อ การใช้พลังความคิดซึ่งเชื่อมโยงกับฐานใจนั้น ย่อมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่แตกต่างกับการใช้แรงพลังจากฐานกาย ครั้นเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้พยายามมาอย่างยาวนานต้องจมหายไปทั้งหมดเช่นนี้ หยางไคจึงรู้สึกเหนื่อยล้าลงไปอีกนับเท่าทวีเลยก็ว่าได้ แต่ข้อดีที่สำคัญที่สุดของเด็กหนุ่มผู้นี้คือความถือดี ทั้งดื้อรั้นและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาใด ๆ ทั้งสิ้น !! ในใจจึงคิดแต่เพียงว่า‘ล้มก็แค่ลุกขึ้นใหม่!’ จากนั้นจึงเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ อย่างมีสติที่สุดแล้ว…