ปี พศ. 2143 ตำหนักพระมเหสีมณีรัตนา(มณีจันทร์)
“ คลอดแล้วเพคะ เป็พระโอรส แต่ว่า...สนมโยเดียมี้พระยา ทนไม่ไหว สิ้นใจไปแล้วเพคะ” นางข้าหลวงคนสนิท พระมเหสีมณีรัตนา รีบรายงานออกมา
“ เตรียมรถม้า ข้าจะไปวัดมหาธาตุ” พระนางตรัสเสร็จก็เดินเข้าห้องไปพบทารกเพศชายมองที่พระนางแล้วร้องไห้จ้า ส่งเสียงดังไปทั่ว เหมือนทารกแรกเกิดทั่วไป พอพระนางอุ้มทารกขึ้นมาทารกกับไม่ส่งเสียงร้อง แต่มีเสียงหัวเราะ เอิ้กอ้าก ตามประสาเด็ก
“ รุ่งขึ้นประกาศออกไปพระสมนโยเดียมี้พระยาสิ้นชีพไปพร้อมกับทารกในครรภ์”จากนั้นพระนางก็อุ้มเด็กนั่งรถม้า ไปวัดมหาธาตุทันที
“ ท่านอาจารย์” พระนางเดินอุ้มเด็กเข้ามาในโบสถ์ ซึ่งมี พระมหาเถรคันฉ่อง นั่งสมาธิ อยู่
“ เด็กคนนี้หรือ ที่พระนางบอกไว้” พระมเหาเถรคันฉ่อง ซึ่งวัย 95 ปีแต่ยังดูแข็งแรงมาก
“ เ้าค่ะ “ แล้วพระนางก็วางเด็กคนนี้ ตรงด้านหน้า พระมหาเถรคันฉ่องอุ้มขึ้นมาแล้วเปิดหน้าผาก ลูกหัว น่าแปลก เด็กคนนี้ไม่มีเสียงร้องออกมาเลย มีแต่เสียงหัวเราะ
“ อืม เป็จริงอย่างพระนางดูไว้ ต่อไปเด็กคนนี้จะได้เป็ใหญ่อย่างแน่นอนพระนาง ทิ้งเขาไปไว้ที่นี่ อาตมา จะเลี้ยงเขาให้เติบใหญ่เอง อาตมายังมีเวลาเหลือ อีก ไม่เกิน 6 ปีคงจะพอถ่ายทอดวิชาให้เขาได้”
“ ท่านอาจารย์” พระนางมณีรัตนาฟังแล้วรู้สึกใที่ได้ยิน
“ ไม่ต้องห่วงอะไร พระนางกลับไปเถอะ ยังมีเื่ที่พระนางยังต้องจัดการภายในวังอีกเยอะ” ท่านมหาเถระคันฉ่องให้พระนางมณีรัตนารีบกลับไป
ปี 2148 สมเด็จพระนเรศทรงตขณะยกทัพไปตีกรุงวังอังวะสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับคนทั้งแผ่นดินกรุงศรีอโยธยา หลังเสร็จสิ้นพิธีปลงพระศพ พระนางมณีรัตนาทรงบวชเป็ชี นามว่าเ้าขรัวมณีจันทร์ เพื่อเป็ถวายเป็พระมหากุศลต่อองค์สมเด็จพระนเรศวร โดนมีพระราชมนูทหารเอกคู่ใจก็บวชเป็พระตลอดชีวิตเช่นกันเด็กน้อยที่พระนางมณีรัตนาได้นำมาฝากไว้ ได้เจริญวัย 5 ขวบปีแล้ว ท่านมหาเถระคันฉ่องได้ตั้งชื่อเด็กน้อยคนนี้ว่า เทพ
“ เ้าเทพ ตามข้ามาเดี๋ยวนี้” ท่านมหาเถรคันฉ่องวันนี้วังหลวง จัดงานพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวร พอท่านกลับวัดก็ให้เทพ เดินตาม มาหยุดที่เจดีย์แห่งหนึ่ง แล้วให้ เทพ จุดธูปไหว้ แล้วกรวดน้ำไปให้
“ บัดนี้ให้พ่อกับแม่ของเ้า ไม่อยู่ในโลกแห่งนี้แล้ว ต่อไปเ้าต้องทำตัวให้ดีขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนวิชาความรู้อยู่ตลอด เพื่อไม่ให้พ่อกับแม่ของเ้าต้องผิดหวัง”
“ ขอรับ แต่ว่าพ่อกับแม่ไปไหนหรือขอรับ” เทพหนูน้อยวัยเพียง 5 ขวบ ถามหลวงปู่ด้วยความสงสัย
“ พ่อกับแม่เอ็งเขาไป์แล้ว” หลวงปู่เอ่ยแบบเศร้าใจ เทพไม่รู้ว่า์อยู่ที่ไหน แต่เห็นหลวงปู่สวดมนต์เลยไม่กล้าถามต่อ
ทุกวันนี้ เทพต้องอาบน้ำว่านทุกวัน และต้องสวดมนต์นั่งสมาธิ ก่อนนอนเป็กิจวัตร ทำให้เขามีจิตใจที่สงบ นิ่ง หลวงปู่สอนบทสวด ทุกบทก็จำได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็ไม่ได้สอนอะไร เทพได้แต่วิ่งเล่น กับ เพื่อนๆ ที่เป็เด็กวัดด้วยกันอีกหลายคน โดยมีเพื่อนสนิท อยู่ 2 คน คือ เ้าแสง กับ เ้าสิน ซึ่งทั้งสองก็อายุได้เกือบ 9 ปีแล้ว
“ เ้าเทพถึงเวลาที่ เอ็งจะต้องฝึกวิชาหมัดมวย วิชาอาวุธ วิชาเวทมนต์คาถา ได้แล้ว ต่อไปเอ็งคงไปวิ่งเล่นกับใครอีกไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มสอนวิชาต่อสู้ให้เ้า” มหาเถรคันฉ่อง เอ่ยกับเทพ ที่รับคำอย่างว่าง่าย
เช้ารุ่งขึ้นหลวงปู่เริ่มสอนให้เทพฝึกใช้หมัด เท้า เข่า ศอก โดยเริ่มจากฝึกใช้หมัด โดยการฝึกชกทั้งหมด 9 ท่าหมัดหลัก คือ หมัดตรง หมัดหลอก หมัดกระแทก หมัดเหวี่ยง หมัดฟาด หมัดสอยดาว หมัดะโ หมัดโค้ง และหมัดตะลุมพุก
โดยทั้งวันให้เทพฝึกต่อยแต่ละท่าหมัดให้ชำนาญ โดยใช้ต้นกล้วยเป็เป้าซ้อม
หลวงปู่ดูการฝึกซ้อมของ เทพวันรุ่งขึ้นก็ให้ฝึกท่าเตะ โดยให้ฝึกท่าหลัก 9 ท่าเหมือนกันกับท่าต่อย แต่ว่าท่าเตะนั้นแบ่งเป็ 5 ท่าเตะ 4 ท่าถีบ คือ เตะตรง เตะเหวี่ยง เตะตัด เตะตวัด และเตะกลับหลัง
และ ถีบยัน ถีบเสย ถีบตรง และถีบกลับหลัง หลวงปู่เห็นเด็กแค่ 5 ขวบฝึกซ้อมไม่ถึงครึ่งวัน ก็ใช้ท่าหลักได้ครบก็ใ ไม่น่าเชื่อเพียง 2 วัน ทั้งหมัดและเท้า
มีท่าหลัก 18 ท่ากลับถูกเทพสามารถจดจำและใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ถึงแม้น้ำหนักจะไม่มีเหมือนผู้ใหญ่ รุ่งขึ้นหลวงปู่ก็ให้ฝึกการใช้ท่าศอกซึ่งมีท่าหลัก
อยู่เพียง 5 ท่าหลัก คือ ศอกตรง ศอกเฉือน ศอกกลับ ศอกเหวี่ยง ศอกฉก
จากนั้นก็ให้ฝึกท่าหลัก ของการใช้เข่า ซึงใช้เพียงท่าหลัก 5 ท่าเช่นกัน คือ เข่าลอย เข้ากระแทก เข่าคู่ เข่ากระชาก เข่าเฉียง
“ การใช้อาวุธในร่างกายทั้งสี่นั้นไม่จำกัดแค่เพียงท่าหลักเท่านั้น เมื่อถึงเวลาต่อสู้อะไรที่สามารถทำร้ายคู่ต่อสู้ได้ เ้าก็สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด เพราะหลักที่สำคัญของการต่อสู้คือ ต้องรอด เ้าจะใช้หัวโขก ปากกัด หมัดทุบ เตะกลางเป้า หักนิ้ว จิ้มตา ดึงหู ทุกอย่างต้องนำมาใช้ประโยชน์ให้หมด ท่าหลักที่ให้เ้าเรียนและจำ เป็เพียงจุดเริ่มต้น เท่านั้น เ้าสามารถแยกย่อยออกไปได้อีกหลายท่าแล้วแต่เ้าจะทำอย่างไร แต่ที่ให้ฝึกท่าหลักเอาไว้เพื่อเ้าจะได้มีพื้นฐานที่มั่นคงในอนาคต ที่ข้าพูดมาจำได้หมดไหม เ้าเทพ” เทพพยักหน้าตอบรับทันที
เทพถูกท่านมหาเถรคันฉ่องฝึกต่อสู้มาสามเดือน หลวงปู่ก็เริ่มสอนเวทย์มนต์คาถาทั้งหมดที่ท่านได้เรียนรู้มาทั้งหมดให้กับ เทพเด็กน้อย ซึ่งไม่ถึง 1 เดือนวิชาของหลวงปู่ เทพเด็กน้อยวัย 5 ขวบก็สามารถจดจำ ท่องจำเป็นกแก้วนกขุนทอง ได้จนหมด ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ความหมายหรือว่า จะใช้ไปทำไม หรือเพื่ออะไร
“ เ้านี่จำแม่นดีใช้ได้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีแล้ว จะเอาไปใช้อย่างไร ต่อไปข้าจะสอน
วิชาหลักๆ ให้เ้าไปฝึกฝน ที่จะต้องใช้บ่อยๆ มีอยู่ 3 วิชาหลัก คือ เวทย์มนต์ป้องกันตัว เวทย์มนต์ ทำลายปีศาจหรือทำร้ายคน สุดท้าย คือวิชาช่วยเหลือคน
สำหรับเวทย์มนต์ป้องกันตัว ข้าจะสักอักขระ ยันต์ห้าธาตุไว้ที่ฝ่ามือเ้า ไว้กักขังพวกภูติผีปีศาจ แล้วก็จะสักยันต์เสาร์ 5 ปราบมารที่หมัดของเ้าไว้ทำลายปีศาจมารร้ายต่างๆ และยังปัดเป่าอาถรรพ์อวิชาได้ด้วย “ หลังจากนั้นท่านมหาเถระคันฉ่องได้สักยันต์ 5 ธาตุเข้าไปที่ฝ่ามือซ้าย และสักยันต์เสาร์ 5 ปราบมารที่หลังมือขวา ของเทพ จากนั้นท่านก็ให้ เทพออกไปฝึกฝน
“ เฮ้อ เวลาข้าเหลือน้อยแล้ว เ้าเทพเอ้ย ไม่รู้ว่าข้าจะอยู่สอนเ้าได้นานแค่ไหน” เสียงหลวงปู่ไอ แค่ก ๆ คล้ายกับใกล้คนป่วยหนักยิ่ง...
“ พี่แสง พี่สิน วันนี้พวกเรามาซ้อมมวยกันอีกนะ” เทพบอกกับทั้งสองคน
“ ไม่เอาแล้ว พวกข้าสู้เองไม่ไหวแล้ว สู้ทีไรเจ็บตัวทุกที” แสงรีบเอ่ยก่อน
“ ครั้งนี้ข้าไม่ใช้มือ และให้พี่ทั้งสองเข้ามาพร้อมกันเลย” เทพให้โอกาสทั้งคู่
“ จริงหรือ ถ้าเช่นนั้นต้องใช้เชือกผูกแขนเ้าก่อนได้ไหมล่ะ” สินรีบบอก
“ ได้ มาเลย” ทั้งสองรีบใช้เชือกมัดมือไขว่หลังเทพ อย่างแ่า
“ เอาละ ครั้งนี้พวกข้าได้อัดเองบ้างละนะ” พี่แสง กับพี่สิน บุกเข้าไปทันที ตูม ตูม ทั้งสองเข้าไปใกล้ ก็โดนฝ่าเท้าของ เทพลอยมาถีบเข้ายอดอกทั้องสองพร้อมกัน จนร่างลอย ไปนั่งกับพื้น ร้อง โอดโอย ทั้งคู่
ทั้งสองไม่ยอมแพ้ กระจายกันออกไปด้านข้าง แต่พอจะเข้าใกล้ เทพก็เดินเข้ามาเตะเบาๆ ที่ก้านคอ ของแสง แล้วเตะกลับหลังไปโดนลำตัวสิน ทั้งสองมึนงง และจุก พูดไม่ออกได้แต่ยกมือ เทพใช้มนต์คลายเชือกออกอย่างง่ายดาย เข้าไปช่วยนวดขมับ ให้กับพี่แสง แล้วนวดหลังให้กับพี่สิน จนเืลม เดินปกติ เทพบอกว่าหายแล้วมาซ้อมกันต่อเถอะ แต่ทั้งสองไม่เอาแล้ว
“ เด็กตัวแค่นี้ ทำไม กลับตีนหนักเป็บ้าเลยวะ “ พี่แสงบ่นกับพี่สิน
“ นั่นซิ ไม่รู้หลวงปู่ให้มันกินอะไรพิเศษหรือเปล่าก็ไม่รู้” พี่สินก็คิดได้ด้วย
ในขณะนั้นก็มีทหารองครักษ์เกือบสิบคนเดินตรงมาที่เด็กทั้งสามคน โดยมีเด็กชายวัย 4 ขวบเดินส่ายอาดๆเดินนำหน้าเข้ามา
“ นี่พวกเ้าเล่นทุบตีกันอยู่หรือ ให้ข้าเล่นด้วยได้ไหม “ เสียงเด็กวัน 4 ขวบพูดออกมา
“ พวกเราไม่ได้เล่น พวกเราซ้อมมวยกันอยู่” เทพเด็กน้อยวัย 5 ขวบเดินไปข้างหน้าแล้วมองตาโดยที่ไม่มีความเกรงกลัวทหาร ทั้งสิบเลย แล้วเอามือลูบที่หัวเด็กวัยสี่ขวบแล้วเอ่ยต่อว่า
“ เ้าหนูน้อย ไว้เ้าโตกว่านี้ค่อยมาเล่นด้วยกัน” เทพยีหัวเด็กน้อยวัยสี่ขวบเล่น
ทำเอาองครักษ์ทั้งสิบใ ที่เด็กวัดกลับกล้ามาลูบหัวเชื้อพระวงศ์ ระดับนี้ขณะจะเอ่ยเตือนออกไป เด็กน้อยวัยสี่ขวบ ก็ปัดมือของเทพออก แล้วร้องสั่งองครักษ์
“ ทุบตีมัน บังอาจมาลูบหัวข้า” เด็กน้อย 4 ขวบส่งเสียงสั่งการเหมือนผู้ใหญ่เลยทำให้เทพใเช่นกัน ไม่คิดว่าเด็กตัวแค่นี้ จะส่งเสียงมีอำนาจเช่นนี้ได้
องครักษ์เริ่มเดินเข้ามาหาเทพ กะว่าจะจับมาตีก้นสักสองสามทีแล้วปล่อยไป แต่พอก้มตัวจะจับตัวของเทพ ก็เจอกับหมัดตรง เข้าปลายคางร่วงไปนอนสลบไปในทันที สร้างความตื่นตะลึงให้กับ คนที่เหลือเป็อย่างยิ่ง องครักษ์กรูกันเข้ามาอีก 2 คนพร้อมกัน ก็เจอเทพเด็กวัยเพียง 5 ปี ะโปล่อยหมัดทั้งสองมือพร้อมกันเข้ากระแทกเข้าลำคอโดนลูกกระเดือก ร้องดิ้นไปกับพื้นหายใจไม่ออก
อีก 7 คนตาเหลือกทันที รีบเข้าไปช่วย แต่ก็โดนเตะเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ 2 คน ลงไปคุกเข่าหน้าเขียวและอีกสองคนเข้ามาถูกต่อยที่ขมับ สลบไป 2 คน ที่เหลือชักกล้าๆ กลัวๆ เทพะโเข่าลอยเข้าปลายคางหงายหลังไปอีกคน เหลือสองคนพยายามจับตัว เทพให้ได้ แต่ไม่ทันแล้ว ขาขวาของเทพ ได้ประทับเข้าที่ก้านคอ สลบกลางอากาศไปอีกคน คนสุดท้ายได้แต่ยืนข้างหน้า เด็กน้อยวัย 4 ขวบ ที่มองอย่างตกตะลึงไม่คิดว่า เด็ก 5 ขวบจะล้มองครักษ์ 9 คนได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เทพเดินหน้าเข้าไปอย่างช้าๆ แล้วเข้าไปเตะตรงๆ ดื้อๆ โดนเป้ากลางองครักษ์ ลงไปนอนคว่ำ พูดไม่ออกหน้าเขียวอีกคน
“ อย่าเข้ามานะ ข้าคือองค์ไล เป็หลานของเ้าขรัวมณีจันทร์ พ่อของข้าเป็พี่ชายของพระนางเชียวนะ ลูกผู้พี่คือ พระศรีสิน บุตรของพระมหากษัตริย์ เ้าจะทำอะไรข้าไม่ได้นะ” เสียงเด็กชายวัย 4 ขวบพูดเป็ต่อยหอยบรรยายบอกเล่าว่าตัวเองเป็ใครยาวเฟื้อย แต่เทพไม่สนใจ เพราะไม่รู้จักสักคน รู้แต่เพียงว่า
เด็กคนนี้ ถ้าปล่อยไปแบบนี้โตขึ้นนิสัยไม่ดีแน่ ต้องสั่งสอนเสียบ้าง จึงเดินเข้าไปแล้วเตะก้นจน องค์ไลหน้าขมำไปกับพื้น แล้วใช้มือหยิบไม้มะยม มาฟาดก้นไป10 ทีเด็กน้อยร้อง ะโเรียกเ้าพี่ช่วยด้วย เ้าพี่ช่วยด้วย ตีครบสิบ เทพก็หื้วคอ
องค์ไลให้ลุกขึ้น พอดีมีทหารมากันอีก เกือบ ห้าสิบคน เดินรี่เข้ามา เทพเลยปล่อยตัว องค์ไลลงมา ตุบ ทหารองครักษ์เดินมาถึงก็เข้าไปพยุง องค์ไลขึ้นมา พอองค์ไลลุกขึ้นได้ก็รีบไปหาชายอายุวัย 13 ปีคนหนึ่ง ที่องค์ไลเรียกเ้าพี่ ซึ่งกำลังมองมาที่ เทพอย่างสนใจ
“ เ้าพี่ต้องจัดการกับมันให้ข้าด้วย มันทำร้ายข้าและทหารองครักษ์ แล้วมันยังเอาไม้มะยม ตีก้นข้าอีกด้วย เ้าพี่ต้องฆ่ามันให้ตายเลยนะ” องค์ไลเข้าจับแขนเ้าพี่ของเขา เทพยืนฟังอย่างไม่เกรงกลัวเท่าไร เพราะเขาไม่รู้ว่าคนพวกนี้เป็ใคร
มีอำนาจมากแค่ไหน คนที่เขากลัวที่สุด คือหลวงปู่คนเดียวเท่านั้น แต่พี่สิน กับพี่แสงเวลานี้ลงไปนั่งคุกเข้ากับพื้นตัวสั่นเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
“ เ้าเป็ใครกัน ทำไมถึงกล้าทำน้องชายของข้าถึงเพียงนี้ เ้าไม่กลัวถูกอาญาหรือ” พระศรีสิน ฐานะเป็ลูกผู้พี่เอ่ยถามเทพเด็ก 5 ขวบอย่างใจเย็น
“ ข้าชื่อเทพ เป็ศิษย์ หลวงปู่พระมหาเถระคันฉ่อง ข้าอยู่ดีดี เด็กคนนี้ก็มาหาเื่ ข้าแค่สั่งสอนแทนพ่อแม่ของเข้าเท่านั้น” เทพเอ่ยตามจริง
“ บังอาจ นี่เ้าว่าท่านลุง กับท่านป้าของข้าเชียวหรือนี่” พระศรีสินใที่เห็นเทพเอ่ยเื่แบบนี้ออกมา
“ ข้าพูดตามจริง” เทพยังย้อนออกไปอีก แต่ขณะนั้นก็ได้ยินเสียงของหลวงปู่ที่อยู่ด้านในศาลาส่งเสียงออกมา
“ อย่าเสียมารยาทกับพระศรีสิน ขอขมาพระองค์ซะ แล้วเข้ามาทั้งหมดนั่นแหละ”
เทพยกมือไหว้เสร็จก็รีบวิ่งเข้าไปหาหลวงปู่อย่างเร็ว พอไปถึงเทพก็เข้าไปกราบหลวงปู่แล้วนั่งใกล้ๆ แล้วบีบนวดขาหลวงปู่ทันที
ทุกคนก็เข้าไปหาท่านมหาเถรคันฉ่อง แล้วกราบท่านทันที
“ ขอให้พระองค์อย่าไปถือสาหาความเด็กมันเลย มันไม่มีพ่อมีแม่ อาตมาก็เลี้ยงดูมันตามมีตามเกิด ไม่รู้จักเื่ราวภายนอกวัดใดใดทั้งสิ้น” มหาเถระคันฉ่องเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่ได้โทษมันหรอก แต่กลับชื่นชมมันมากกว่า ั้แ่เล็กองค์ไลถูกตามใจมาั้แ่เด็ก ไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องมันแม้แต่รูขุมขน เพราะเห็นว่ามันเป็ที่โปรดปรานของท่านเ้าขรัวมณีจันทร์ นัก มาวันนี้มันโดนซะบ้าง ข้าเพียงแต่ชื่นชมในความกล้าของมันเท่านั้นไม่ได้คิดเป็อื่น” พระศรีสินเอ่ยแล้วยิ้มให้เทพที่นั่งข้างหลวงปู่ไม่ขยับไปไหน
“ แล้วองค์ชายมาทำอะไรกันที่นี่ละ” หลวงปู่ถาม
“ เสด็จพ่อให้ข้ามาบวชเป็พระที่นี่ “ พระศรีสินกำหมัดด้วยความแค้นใจ
“ ในเมื่อเป็พระประสงค์ของฝ่าา พระองค์จะคิดมากไปใยเล่า ในเมื่อเป็พระก็ต้องเป็พระ จะหลีกเลี่ยงไปใยสู้ยอมรับมันเสีย จะได้อยู่กับมันอย่างมีความสุข” มหาเถระคันฉ่องเอ่ยอย่างคนเห็นโลกมามาก
“ ได้ในเมื่อเป็พระข้าก็ต้องเป็พระอย่างแท้จริง ขอให้พระคุณเ้าแนะนำด้วย”พระศรีสินเอ่ยอย่างจำใจทน
“ ดีแล้วพระองค์จงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเถอะ เวลานี้อาตมาร่างกายย่ำแย่ลงทุกวัน อาตมาจะเรียกพระเพชรกลับมาเพื่อช่วยฝึกสอนพระองค์แทนอาตมา” พูดเสร็จมหาเถระคันฉ่องก็เกิดอาการไอขึ้นมา เทพต้องไปเอาน้ำชามาให้หลวงปู่ดื่ม
หลังจากนั้น ทั้งหมดก็ออกไป กลายเป็ว่าวัดนี้ ได้มี สามเณรองค์ใหม่หรือพระศรีสิน และ มีองค์ไล ที่เฝ้าติดตามพระศรีสิน ไม่ยอมห่าง “ จากวันนั้นผ่านไปอีก 3วัน หลวงปู่เรียกเทพให้ขึ้นมาหา
“ ข้าใกล้จะจากไปแล้ว เ้าเทพ ต่อไปเ้าต้องเชื่อฟังพระอาจารย์เพชร อาจารย์คนใหม่ของเ้า ท่านกำลังจะมาแล้ว ข้าไม่สามารถสอนเ้าต่อไปได้อีก จำเอาไว้ พอเ้าอายุ 12 ปีให้เ้าไปที่สำนักตักศิลา วัดสมอคอน แล้วไปหารูปปั้น ท่านฤาษีสุกกทันตะท่านบอกให้เ้าไปเอาของๆ เ้า อย่าลืม “ ท่านมหาเถรคันฉ่องหลับตาอย่างเหนื่อยล้า ลมหายใจค่อยๆ อ่อนลง แล้วท่านก็จากเทพไปตลอดกาล....
“ หลวงปู่ “ เทพเด็กน้อยวัย 5 ขวบกว่า ร้องเรียกหลวงปู่ของเขา เป็ครั้งสุดท้าย