ฟาเอลทำสิ่งที่ฟังดูไร้สาระให้กลายเป็เื่จริงได้เสมอ
ตราอัญเชิญระดับที่เป็สมบัติของอาณาจักรถูกกวาดมาผนึกไว้บนร่างกายของข้าทั้งหมด ซึ่งพวกมันรวมกันอยู่ในอักขระเล็กๆตรงหลังมือขวาเท่านั้น
เป็อีกครั้งที่ข้ารู้สึกว่าตัวตนของพวกฟาเอลคือสิ่งมีชีวิตร้ายกาจที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึง ฟาเอลใช้เวลาไม่กี่วันก็เข้าใจศาสตร์ชั้นสูงที่สุดของอาณาจักรเราได้ แถมยังประยุกต์มันและสร้างเป็ศาสตร์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้อีกด้วย นี่ยังไม่รวมกับการร่ายเวทย์ทุกอย่างขึ้นมาเองโดยไม่ต้องใช้ตราอัญเชิญอีก ข้าไม่อาจจะหาคำอธิบายใดๆในความยิ่งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ข้างๆกายข้าได้เลย
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ข้าต้องอยู่กับพิธีกรรมการสลักอักขระอัญเชิญลงไปบนหลังมือ ที่ต้องใช้เวลาถึงสามวันเพราะร่างกายของข้ารับการลงอักขระรวดเดียวไม่ไหว ข้ารู้สึกอ่อนล้าทุกครั้งที่มีตราอัญเชิญอันใหม่ถูกสลายกลายเป็ละอองแสงแล้วซึมลงไปในร่างกายของข้า เพราะงั้นข้าจึงหลับเป็ตายในทุกๆครั้งที่ออกจากพิธี
หลังจากนั้นฟาเอลก็บอกให้เปิดประชุมเกี่ยวกับเื่ที่ข้าจะเข้าไปสำรวจมหาดันเจี้ยน โดยจำเป็จะต้องจัดหานักสำรวจฝีมือดีที่ยังเหลือรอดให้ร่วมเดินทางไปกับข้าด้วย ผู้พิทักษ์ของข้านามว่าพิสโตอาสาจะติดตามไปด้วย นางเป็หญิงสาวร่างกำยำที่พึ่งพาได้และดูซื้อสัตย์ ส่วนนักสำรวจที่เหลือข้ามอบหมายให้เป็หน้าที่ของผู้ดูแลกิลด์ในปัจจุบันซึ่งดูไม่ค่อยเอาอ่าวเท่าไหร่นัก ผิดกับท่านโซวาโลที่ท่าทีการพูดจาน่าเชื่อถือกว่านี้เยอะ
ฟาเอลให้ข้าเน้นย้ำความสำคัญของภารกิจครั้งนี้เพียงแค่เื่ที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนอาหารและทรัพยากรณ์เท่านั้น แต่ไม่ได้บอกเื่ที่ว่ามหาดันเจี้ยนมีชีวิต และกำลังจะตื่นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน จากนั้นพวกเราก็หารือกันอีกนิดหน่อยจึงได้ข้อสรุปเกี่ยวกับขบวนการเดินทางเพื่อรวบรวมทรัพยากรณ์ในครั้งนี้
ฟาเอลและที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าเราจะออกสำรวจมหาดันเจี้ยนแห่งวารี เพราะมันเป็มหาดันเจี้ยนที่สามารถหาอาหารจำพวกเนื้อปลาและสัตว์น้ำได้ง่ายที่สุด ความเสียเปรียบเดียวของมหาดันเจี้ยนแห่งนี้คือพื้นที่เคลื่อนไหวที่มีจำกัด แต่ฟาเอลบอกว่านั่นเป็ปัญหาที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมหาดันเจี้ยนอื่นๆ
เราใช้เวลาอีกสามวันสำหรับการเตรียมการต่างๆ เพราะจำเป็ต้องให้เวลากิลด์ในการจัดหากลุ่มนักสำรวจที่มีความสามารถ จากนั้นกิลด์ก็นัดให้ข้าไปดูตัวสมาชิกในทีม ฟาเอลบอกว่าสิ่งเดียวที่คาดหวังจากพวกนักสำรวจคือการให้พวกนั้นขนสัมภาระต่างๆให้แก่พวกเราเท่านั้น ข้าไปถึงที่ทำการกิลด์ใน่สายๆ แล้วก็ได้พบกับนักสำรวจแปดคนนั่งรออยู่ในห้องรับรอง บรรยากาศในห้องนั้นกดดัน เกือบครึ่งมองข้าด้วยสายตาเหมือนกำลังมองสิ่งชั่วร้ายที่ไม่อาจจะให้อภัยได้ หนึ่งในนั้นเป็เด็กชายคนที่เคยเข้าร่วมเฝ้าสังเกตการณ์ตัดสินคดีความของข้าเมื่อประมาณสี่อาทิตย์ก่อนหน้านี้
หญิงสาวคนหนึ่งลุกขึ้นยืน ข้าจำนางได้ นางคือหนึ่งในผู้ติดตามของท่านเนียเรส แค่นั้นก็เป็เหตุผลที่เพียงพอจะทำให้นางแสดงความเกลียดชังออกมาอย่างชัดเจนแล้ว
“บอกไว้ก่อนนะ” นางกล่าว “ข้าจะไม่มีวันยอมรับนังฆาตกรที่ฆ่าท่านเนียเรสแบบแกว่าเป็ผู้นำของพวกเรา”
อาเธอร์ที่ข้าอุ้มอยู่ในอ้อมแขนหาว พิสโตที่ติดตามมาด้วยทำท่าจะพุ่งไปเอาเื่ “ระวังคำพูดของเ้าไว้ด้วย!” นางพูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง ข้าดึงชายเสื้อสีเทาของนางเพื่อห้ามเอาไว้
ก่อนที่สถานการณ์จะแย่ไปมากกว่านี้ ร่างของอาเธอร์ก็เรืองแสงสีแดงขึ้น มันะโออกจากอ้อมแขนของข้าแล้วกลายร่างไปเป็ฟาเอล บุรุษผมสีทองในชุดเสื้อคลุมสีดำขาดรุ่งริ่ง ด้วยชุดของเขานั้นเองที่ทำให้เขาดูเหมือนกับจะมีออร่าปีศาจน่าสยองขวัญแผ่ออกมา
ฟาเอลยิ้ม “เรามาเริ่มกันเลยดีไหม” น้ำเสียงนุ่มละมุนของเขาทำให้สมาชิกใหม่หลายๆคน
หลายคนกอดอก ดูก็รู้ว่าพวกเขามีความสุขน้อยแค่ไหนในสถานการณ์แบบนี้
“เริ่มจากเื่พื้นๆอย่างการแนะนำตัวก่อนก็แล้วกันเนอะ ข้ามีนามว่าฟาเอล หรือจะเรียกข้าว่าที่รักก็ได้นะ” ฟาเอลยิ้มแบบหนุ่มเ้าชู้ ข้าแอบเห็นว่ามีหญิงสาวหลายๆคนแสดงอาการเหมือนทำตัวไม่ถูกว่าควรแสดงสีหน้ายังไง ทั้งๆที่เมื่อกี้ทำท่าเหมือนจะกินข้าเข้าไปอยู่เลย นี่มันไม่ยุติธรรมซักนิด!
ถึงจะทำตัวน่าหงุดหงิดแบบนั้น แต่ฟาเอลก็ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นและสามารถพาทุกคนเข้าสู่เื่หลักๆที่เราอยากให้พวกนักสำรวจรู้ได้ ด้วยน้ำเสียงและบุคลิกที่ดูเป็มิตรทำให้ทุกอย่างลื่นไหลโดยที่ข้าไม่ต้องทำอะไรเลยซักนิด แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ััได้ถึงกระแสต่อต้านแ่ๆที่แผ่ข้าปะทะฟาเอลกับข้าอยู่ดี
ก่อนถึงวันที่ต้องออกสำรวจ ค่ำของวันนั้นจู่ๆอาเธอร์ก็พูดออกมาว่า “เ้าไปกอดน้องสาวให้แน่นๆซักครั้งก่อนออกเดินทางก็ไม่ได้แย่นะเหมียว”
“มีอะไรงั้นเหรอ” ข้าสงสัย ไม่ปกติที่เ้าแมวจอมี้เีจะเอ่ยปากเตือนใครๆ
“พูดกันตรงๆเลยนะเหมียว” อาเธอร์ถอนหายใจ “ไอ้ตัวที่เราจะไปแหย่มันน่ะให้ความรู้สึกเหมือนกับสามารถเป่าอาณาจักรนี้ให้ปลิวหายไปด้วยแรงสั่งขี้มูกเฉยๆได้เลย”
“...”
“ที่จะพูดก็คือทั้งเ้าและข้า รวมถึงอาณาจักรแห่งนี้ก็อาจจะไม่มีอะไรเหลือ...โดนกวาดเรียบ”
ข้ากลืนน้ำลาย “เ้า ย...อย่าพูดอะไรเป็ลางร้ายจะได้ไหม” บางทีอาเธอร์อาจจะกำลังขู่เฉยๆ แต่นั่นก็ดูไม่สมกับเป็อาเธอร์เลย ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่ได้แตกตื่นมากนัก อาเธอร์เป็แมวที่อ่อนแอที่สุดก็คงจะตาขาวเป็ธรรมดา ข้าสามารถพึ่งพาพลังอันสุดจะหยั่งจากฟาเอล ลูซิส หรือแม้กระทั่งพลังของเอเธนได้ คงจะไม่เกิดสถานการณ์ที่ร้ายแรงมากขนาดนั้นขึ้นหรอกมั้ง
“แต่ถึงเ้าจะไม่บอกข้าก็คิดว่าจะทำอยู่แล้วน่า” ข้าตอบมันไปเช่นนั้นและรีบรุดไปหาอีเรเมียที่อยู่อีกห้องนึงทันที นางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างมาก แต่การรักษาก็หยุดชะงัก เพราะตราอัญเชิญที่ใช้ลบล้างความทรงจำนั้นหมดไปเสียแล้ว แม่หมอบอกข้าว่าอีกนิดเดียวอีเรเมียก็จะสามารถพูดได้ นั่นทำให้ข้ารู้สึกว่าเดิมพันในการสำรวจครั้งนี้ยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม
ข้าทิ้งตัวลงบนเตียงในคืนวันนั้น นึกกังวลถึงสิ่งต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น ฟาเอลบอกว่าเป้าหมายของเราคือเข้าไปยังส่วนที่ลึกที่สุดเพื่อจะได้เป็การสยบดันเจี้ยนอย่างแท้จริง ข้างๆมีอาเธอร์กำลังนอนขดตัวอยู่อย่างสบายใจเฉิบ แต่แล้วจู่ๆมันก็เอ่ยปากขึ้นมาว่า
“เ้ารู้ไหม จริงๆแล้วคนเราไม่ควรจะเชื่อใจแมวสองสามตัวที่ดูฉลาดผิดปกตินะ” เ้าเหมียวพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“หมายความว่าไง?” ข้าขมวดคิ้วเอ่ยถาม เ้าอาเธอร์ถอนหายใจ
“พวกเรานะไม่ใช่คนดีหรอกนะ” มันทิ้งท้ายเอาไว้เช่นนั้นแล้วก็หลับไป ไม่ว่าข้าจะะโเรียกหรือเขย่ามันขึ้นมาพูดแค่ไหนมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาขึ้นมา
และนั่นก็ทำให้ข้าที่รู้สึกยากที่จะหลับเป็ทุนเดิมอยู่แล้วนอนเบิกตาค้างทั้งคืน พลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่อาเธอร์ได้บอกเอาไว้ ทำไมมันถึงพูดเช่นนั้นกัน หรือว่าการสำรวจครั้งนี้มีอะไรแอบแฝงอยู่ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็เป็การช่วยอาณาจักรนี่นา
ปวดหัวชะมัด! แล้วข้าจะเดินทางพรุ่งนี้ไหวไหมเนี่ย เป็เพราะเ้าอาเธอร์ตัวเดียวเลย!
โปรดติดตามตอนต่อไป