ซุนลู่หยุน ได้ยินรายงาน แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกเขาพยักหน้ารับแล้วสั่งการเจ้าหน้าที่ให้ควบคุมฝูงชนในทันทีโดยกันประชาชนทั้งหมดออกจากโถงของศาล และเหลือไว้แต่เพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงเทียนคง และสองพ่อลูกตระกูลเหยา จากนั้นจึงหันมาทางทหารที่เข้ามารายงานแล้วพูดว่า “สถานการณ์เป็นอย่างไร”
“เรียนท่านเจ้าเมือง เขตที่หนึ่งสองและสาม ตอนนี้ถูกยึดไปแล้วขอรับ”
“หมายความว่าอย่างไร แล้วเมืองด่านล่ะถูกตีแตกไปแล้วงั้นหรือ”
“ไม่ขอรับ เมืองด่านยังไม่ถูกโจมตีขอรับ”
“เป็นไปได้อย่างไร เจ้ากำลังบอกข้าว่า พวกมันเข้าโจมตีเขตในได้โดยไม่ผ่านเมืองด่านรึ”
“เป็นเช่นนั้นขอรับนายท่าน”
“..........” เจ้าเมืองซุน ตลอดระยะเวลาการปกครองเมืองเพชฌฆาตอสูรมาเกือบจะร้อยปี รับมือกับการโจมตีจากสัตว์อสูรมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน จึงคิดไม่ออกว่าพวกมนุษย์สายเลือดอสูรพวกนี้ทำได้อย่างไร และได้นิ่งเงียบไป
ระหว่างที่เจ้าเมืองซุนกำลังคิดวิเคราะห์อยู่นั้นเจ้าสำนักเหยาก็เอ่ยขึ้นมาว่า “พวกมันคงผ่านมาทางประตูมิติ”
“เป็นไปไม่ได้ ต่อให้มีไส้ศึก แต่การสร้างประตูมิติในเขตการปกครองของข้า ข้าจะไม่ทราบได้อย่างไร”เจ้าเมืองซุนตอบเสียงแข็ง
“ท่านอาจลืมไปว่าประตูมิติไม่ได้มีแค่ประเภทเดียว”
“ท่านเจ้าสำนัก ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูดรบกวนอธิบายเพิ่มด้วย”
ก่อนหน้าที่ทหารจะเข้ามารายงานเทียนคงก็ได้รับข้อมูลจากจิ๋วหลิวมาแล้วว่ามีการปรากฏขึ้นของแหล่งพลังงานไม่ทราบที่มาในปริมาณสูงลิ่ว ณ เขตที่หนึ่ง สองและสาม ซึ่งตอนนั้นเทียนคงยังระบุไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่ตอนนี้ก็พอเดาได้แล้วว่ามันคือประตูมิติ ที่กำลังเปิดออกและกองทัพสัตว์อสูรได้ทยอยออกมาจากประตูนั่นเอง
ระหว่างที่เจ้าสำนักเหยาและเจ้าเมืองซุนหารือกันอยู่นั้นเทียนคงก็กำลังรับข้อมูลอันมหาศาลจากจิ๋วหลิว ที่ประจำจุดต่างๆในการถ่ายทอดภาพมุมสูงทั่วทั้งพื้นที่การปกครองของเมืองเพชฌฆาตอสูรซึ่งในครั้งนี้ปริมาณข้อมูลนั้นมากกว่าตอนที่ใช้กองพันหุ่นรบที่เมืองด่านของเมืองตระกูลกัวสาขาสี่หลายสิบเท่าหรืออาจจะเป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว
ทำให้เทียนคงรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ จนจำต้องลดปริมาณข้อมูลที่ถ่ายโอนเข้ามาลง แล้วคิดในใจว่า “ประมาณ หนึ่งเทราบิตต่อวินาทีหรือ ...”
การส่งและรับข้อมูลดิจิทัลเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ติดตัวเทียนคงมา ที่เขาสำรวจตัวเองพบในเวลานี้ จากการทดสอบเขาสามารถส่งและรับข้อมูลได้ทันที ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน เทียนคงไม่ทราบว่าเขาทำได้อย่างไรแต่บันทึกในคลังความรู้มีการระบุถึงการรับส่งข้อมูลผ่านประตูมิติขนาดอนุภาคมูลฐานอยู่ และมันเป็นไปได้ว่าเขามีสิ่งนี้อยู่ในร่างกาย และมันสามารถทำงานได้ตามที่เขาต้องการ โดยปริมาณข้อมูลที่เขาสามารถรับและส่งได้ จะแปรผันตรงกับระดับพลังสูงสุดของเขานั่นเอง
“นี่ ... ทำอะไรอยู่น่ะ ..... ” คุณหนูเหยาปลีกตัวออกมาจากวงสนทนาระหว่างเจ้าเมืองซุนและบิดาของนางเพราะนางฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่จากการที่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องการสงครามและภูมิศาสตร์เลยจึงคิดจะไปคุยกับเทียนคงแทน แต่ที่ไหนได้ สิ่งที่นางเห็นคือ เทียนคงกำลังยืนหลับตากอดอก เอนพิงเสาอาคารต้นหนึ่ง ด้วยสีหน้านิ่งสงบ
เทียนคงลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย แล้วหันไปตอบว่า “ก็ไม่ได้ทำสิ่งใดหรอกศิษย์พี่ ... ข้าก็เพียงรอให้พวกท่านคุยกันเสร็จ แล้วอนุญาตให้ข้ากลับได้น่ะ”
“เชอะดูพูดเข้าสิ ว่าแต่เถอะ ดูเจ้าจะไม่รู้สึกรู้สาเรื่องมนุษย์สายเลือดอสูรที่โจมตีพวกเราอยู่เลยนะ เจ้ารู้อะไรมาก่อนใช่หรือไม่...”
“ท่านต้องการให้ข้าร้องโหวกเหวกโวยวายหรืออย่างไรอีกอย่างข้าจะไปทราบอะไรได้ เจ็ดวันที่ผ่านมาท่านก็เห็น ว่าข้าอยู่ที่ไหนน่ะ”เทียนคงตอบหน้าซื่อตาใส
“.........”คุณหนูเหยาเถียงไม่ออก แต่นางรู้สึกได้ว่า เทียนคง ต้องรู้อะไรแน่ ๆนางยื่นหน้าไปใกล้เทียนคง แล้วจ้องเข้าไปที่ดวงตาใสซื่อ แล้วพูดต่อว่า“หรือว่าเจ้าเป็นสายของพวกนั้นกันนะ ...”
“นี่ ศิษย์พี่ข้าเพิ่งพ้นข้อกล่าวหาเรื่องเป็นฆาตกรไปทันไร ท่านก็จะกล่าวหาข้าเป็นหนอนบ่อนไส้ต่อเลยงั้นหรือ...”
“ช่วยไม่ได้ ก็เจ้าชอบทำตัวหน้าสงสัยเองนี่...”
ไม่นานหลังจากนั้นการสนทนาของคนที่เหลือในโถงก็จบลง สถานการณ์โดยรวม ที่เจ้าเมืองซุนได้รับในเวลานี้ทำให้เขาหนักใจอย่างมาก เพราะตอนนี้เมืองด่านสองเมืองและเขตที่อยู่อาศัยสองเขตติดกับเมืองด่านถูกตัดทางเชื่อมต่อจากเมืองหลัก และกำลังนับถอยหลังสู่ความตายในทุกวินาทีหากไม่รีบเข้าช่วยเหลือ จากการถูกรุมล้อมและโจมตีจากด้านหลัง ที่การป้องกันต่ำกว่าและนี่ก็ยังไม่ทราบว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตทั้งสามที่ถูกยึดไปนั้นมีชะตาเป็นอย่างไร
เทียนคงยังคงยืนหลบมุมและไม่แสดงตัวเขาได้ยินบทสนาระหว่างเจ้าเมืองซุน, เจ้าสำนักเหยาและทหารทุกคำทุกประโยคแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เพราะตอนนี้เขาต้องเลือกอีกครั้งแล้วว่าจะยอมเสี่ยงในการช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้หรือไม่หรือปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปโดยไม่ทำอะไรมากไปกว่าการสังเกตุการณ์ในเมื่อตัวเขารู้ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันของเขตทั้งสามที่ถูกยึดรวมถึงเมืองด่านและเขตที่ถูกตัดขาดด้วยเช่นกัน
ตอนนั้นที่ชายแดนเมืองอัญมนีสามสีบริเวณที่ตั้งค่ายเพื่อครอบครองเหมืองอัญมนีกับการบุกจู่โจมฉับพลันจากทัพสัตว์อสูรครั้งแรกเทียนคงได้ตัดสินใจไม่เข้าช่วยเหลือไป ภาพการสังหารหมู่ในครานั้นยังคงฝังอยู่ในจิตใจและคอยกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างกับเขา ให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่นั้นมาและนั่นเองที่ทำให้เทียนคงรู้ถึงสิ่งที่ติดตัวเขามาเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ“ความรู้สึก”
เทียนคง คาดเดาว่า“ความรู้สึก” มากมายนับไม่ถ้วน ได้ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาเพราะครั้งใดที่เขาเกิดความรู้สึกนั้น ๆในเวลาปัจจุบันมันจะกระตุ้นความรู้สึกประเภทเดียวกันให้ตื่นขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกส่วนลึกและความรุนแรงของมันคงจะทบทวีไปเรื่อย ๆ หากความรู้สึกประเภทนั้นเกิดกับเขามากขึ้น
ที่น่าประหลาดใจคือ “ความรู้สึก” ที่ฝังลึกในห้วงลึกของจิตใจ เมื่อปรากฏออกมา ไม่ได้ส่งผลให้ “อารมณ์”ของเขาผิดแปลกไป การตัดสินใจผ่านกระบวนความคิดจึงไม่ขัดกับเหตุผล แต่มันจะสร้างความทรมานทางจิตใจเท่านั้นอย่างน้อยก็ในตอนนี้
ซึ่งเทียนคงก็ไม่ได้ไว้วางใจและคิดอยู่เสมอว่า มันมีความเป็นไปได้ ที่ “ความรู้สึก” เหล่านี้ หากเกิดขึ้นบ่อยๆและแรงขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจเริ่มมีผลกับ “อารมณ์” และส่งผลต่อการตัดสินใจของเขาในอนาคตหรือเลวร้ายที่สุด ก็อาจครอบงำเขาจนไม่สามารถใช้เหตุผลได้อีกต่อไป
ที่กล่าวมานี้ไม่ได้มีเพียง ความรู้สึกด้านลบเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้สึกด้านบวกด้วย แม้จะบอกว่าเป็นด้านบวกแต่มันก็ไม่ได้ส่งผลดีแต่อย่างใด มันไม่ได้ทำให้เทียนคงรู้สึกเจ็บปวดทรมาน แต่มันเป็นตัวแปรที่จะทำให้ความรู้สึกด้านลบเกิดบ่อยครั้งขึ้น และแน่นอนว่านี่คือจุดเริ่มต้นในการดึงเอา ความรู้สึกด้านลบให้ปรากฏตัวออกมานั่นเอง
“เป็นอย่างไรบ้างท่านพ่อ ...” คุณหนูเหยาเอ่ยถามทันทีที่เจ้าสำนักเหยาเดินตรงมาที่นางและเทียนคงแต่เจ้าสำนักเหยายังไม่ตอบอะไร และพาคุณหนูเหยากับเทียนคงออกไปจากศาลกลาง
เมื่อมาถึงด้านนอกอาคารเจ้าสำนักเหยาก็ดึงเอายานพาหนะออกมาจากแหวนมิติ เพื่อใช้เป็นพื้นที่พูดคุย
“สถานการณ์หนักเอาเรื่องพ่อคงต้องรีบหารือกับสหพันธ์ ว่าเราจะดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไรดี ....” ในขณะที่พูดมาถึงตรงนี้เจ้าสำนักเหยาก็แอบเหลือบไปมองเทียนคงเล็กน้อย เพื่อสังเกตุท่าทีของเทียนคง
แต่สิ่งที่เห็นก็มีเพียงเทียนคงที่นิ่งสงบไม่ไหวติงหรือแสดงความผิดปกติอะไร โดยหารู้ไม่ว่าในใจเทียนคงนั้นกำลังสบถอยู่ เพราะศัพท์ใหม่ได้ปรากฏขึ้นมาอีกแล้ว “สหพันธ์”ที่ว่านี่คืออะไรกัน
“ข้าเห็นด้วยกับท่านนะแต่ระหว่างที่เรารอคำตอบจากสหพันธ์ คนคงได้ล้มตายเป็นเบือแน่ ๆ ....”คุณหนูเหยาเอ่ยตอบ
“ถูกของลูกแต่อย่างไรเราก็ไม่สามารถทำอะไรโดยพลการได้”
“เช่นนั้นพวกเรากลับไปที่สำนักกันเถอะ”
เจ้าสำนักเหยาพยักหน้าให้คุณหนูเหยาและกำลังจะสั่งการให้ยานพาหนะเดินเครื่อง แต่แล้วเทียนคงที่นิ่งเงียบตลอดการสนทนาก็เอ่ยขึ้นมาก่อนที่จะออกตัวว่า “ท่านเจ้าสำนัก ข้าคงไปกับท่านด้วยไม่ได้”
“ทำไมกันล่ะเจ้าถูกถอดตำแหน่งออกแล้วนี่” คุณหนูเหยารีบเอ่ยถามทันที
“ข้ายังมีเรื่องต้องทำที่นี่น่ะ”
“เรื่องอะไรกันบอกข้ามา เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง”
“เอ่ออ ...มันเป็นเรื่องส่วนตัวน่ะ ข้าไม่รบกวนศิษย์พี่หรอก”
“.....”คุณหนูเหยาได้ยินว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา สัญชาตญานของสตรีเริ่มทำงานและพลันคิดไปว่า หรือเทียนคงจะไปหาสตรีตระกูลหลิวนั่น เพราะตอนอยู่ที่ศาลนางเห็นเต็มตา ว่าหลิวเย่อิ๋งสนิทชิดเชื้อกับเทียนคงขนาดไหน ดูจะสนิทกว่าซินเหยียน เสียอีกต่างหาก นางจึงหันไปหาเจ้าสำนักเหยา แล้วส่งสายตาประหนึ่งคำพูดโดยไม่ต้องเอ่ย
เจ้าสำนักเหยามีหรือจะไม่เข้าใจความคิดบุตรสาวจึงพยักหน้าให้ทีหนึ่งแล้วพูดว่า “เจ้าอยู่ดูแล คุณชายเถอะ ได้เรื่องจากสหพันธ์อย่างไรเดี๋ยวพ่อบอกเอง”
คุณหนูเหยาได้ยินก็ดีใจออกนอกหน้าแต่ความคิดหนึ่งก็พลันเกิดขึ้นในหัว แล้วพูดว่า “เหตุใดข้าถึงต้องดูแลเขากันล่ะเขาต่างหากที่ต้องดูแลข้า”
เจ้าสำนักเหยาไม่อยากต่อล้อต่อเถียงและเสียเวลาอีกจึงเออออไปตามนั้น เปิดประตูยาน แล้วโบกมือเป็นการบอกว่าให้ทั้งสองออกไปได้แล้ว
“เอาล่ะไปทำธุระของเจ้ากัน” คุณหนูเหยาพูดระหว่างที่สองมือไขว้หลังแล้วเอนตัวมาด้านหน้าเล็กน้อยทำให้คอเสื้อหลวมตกลงมาด้านหน้าและหากมองจากมุมของเทียนคงจะเห็นลึกลงไปได้ นี่เป็นดั่งท่าไม้ตายที่จัดการบุรุษผู้ดีมานักต่อนักแล้ว ไม่ว่าจะใจแข็งเพียงใด เมื่อพบเจอท่วงท่านี้ต้องมีเสียอาการกันไม่มากก็น้อย
แต่ไหนเลยจะเกิดขึ้นกับเทียนคงเขาหันมามองคุณหนูเหยาด้วยความเหนื่อยหน่าย โดยไม่พูดอะไรก่อนจะหันหน้ากลับ แล้วยืนนิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อส่งข่าวสารของตัวเขาให้เซียนอินทราบ พร้อมกับแจ้งสถานการณ์เมืองเพชฌฆาตอสูรรวมถึงบอกกับนางว่า หากไม่มีสิ่งใดต้องทำในเวลานี้ ก็อยากให้นางอาศัยในบริเวณที่สามารถเข้าถึงตำแหน่งประตูมิติลับได้ในทันทีส่วนตัวเขาจะอยู่ที่เมืองเพชฌฆาตอสูรอีกสักพัก เพื่อตรวจสอบบางอย่าง
จากข้อความนี้ จะเห็นว่าเซียนอิน คือคนที่รู้ว่า เทียนคงได้สร้างประตูมิติไว้ที่จุดต่าง ๆทั่วเมืองประกายเงินและยังรู้ด้วยว่า เทียนคงได้ดำเนินการสิ่งใดไปบ้างแล้วนอกจากประตูมิตินี้ทั้งโครงการอุโมงค์ใต้ดินเพื่อเชื่อมต่อเมืองหลักทั้งเจ็ด กองทัพหุ่นรบ และอื่นๆอีกมากมาย จะมีอย่างเดียวที่เซียนอินไม่ทราบ ก็คงเป็นขีดความสามารถของสิ่งต่างๆเหล่านี้นั่นเอง
เมื่อแจ้งข่าวสารเรียบร้อยแล้วเทียนคงก็หันมาหาคุณหนูเหยาด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะหันไปทางหนึ่งแล้วเดินนำไป เขาไม่ต้องการให้คุณหนูเหยาตามติดแบบนี้เพราะมันทำให้เขาจัดการธุระที่ตั้งใจไว้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดปฏิเสธแต่อย่างใดเพราะต่อให้พูด สุดท้ายคุณหนูเหยาก็จะหาเรื่องตามมาจนได้อยู่ดี ดังนั้นไม่พูดสิ่งใดจะดีกว่า
“......” ส่วนคุณหนูเหยาก็ได้แต่ใบ้กินเพราะท่าไม้ตายที่ชนะมาทุกสนามรบ ไม่สามารถจัดการบุรุษผู้นี้ได้ ทำเอานางเขินจนหน้าแดงแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้เทียนคงเดินห่างออกไปไกลก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วสูดลมหายใจไปเฮือกใหญ่เดินตามเทียนคงไป
“นี่ ทำไมถึงไม่พูดไม่จาล่ะ ข้าอุตส่าห์สละเวลามาช่วยจัดการธุระให้เจ้านะเจ้าควรจะขอบคุณข้าสิ”
“.....” เทียนคงยังคงไม่พูดอะไรแล้วเดินต่อไป
“.... หน๊อยยยยย .... ไอเด็กบ้า เมินข้าอีกแล้วเหรอ.... ก็ได้ ข้าก็อยากจะรู้ว่าเจ้าจะทนไปได้ถึงเมื่อใด” นี่คือสิ่งที่คุณหนูเหยาคิดแต่ไม่ได้พูดออกมา นางไม่สนแล้วว่าเทียนคงจะพูดด้วยหรือไม่ อย่างไรตอนนี้สถานการณ์ก็ทำให้นางไม่มีอะไรทำอยู่แล้วจึงตัดสินใจที่จะตามเทียนคงไปทุกที่เพื่อยั่วยวนเขา เพราะนางไม่เชื่อว่าจะมีบุรุษคนใดทนต่อกิเลสตัณหาต่อสตรีงดงามได้ ....