บทที่12 ม่านอนธการที่คลุมเครือ
บุรุษที่เปล่งเสียงก็คืออวิ๋นเซ่อ ชายหนุ่มก้าวเดินออกมาจากโต๊ะอาหารมุมห้องในมือถือหมั่นโถวลูกหนึ่งกัดกินมาด้วย อวิ๋นเซ่อในตอนนี้มันได้จัดหาชุดใหม่มาสวมใส่ชุดคลุมสีดำเข้มปักด้วยลวดลายัสีดำทมิฬ ส่งเสริมให้ดูมีสง่าราศีเป็อย่างมาก เมื่อขลับเข้ากับใบหน้าที่หล่อเหลาคมคายด้วยแล้วยิ่งทำให้มันดูคล้ายกับผู้ทรงภูมิผู้หนึ่ง
ในคฤหาสน์แห่งนี้ล้วนถูกคุมเข้มเื่การพกอาวุธเข้ามาผู้ที่จะเข้ามาในงานเพื่อแสดงความยินดีต่อเฉินจือหาน ปิ่นปักผมที่แหลมคมซักชิ้นก็ยังมิอนุญาตให้ใส่เข้ามาได้แต่สำหรับกระบองเหล็กสีดำปลายทู่ทั้งสองด้านที่แสนจะธรรมดาเหมือนไม้เท้าคนชราอันหนึ่งกลับแตกต่างเนื่องจากดูไร้พิษสงค์จึงมิได้ถูกกีดกันออกไป เช่นนั้นกระบองเหล็กนี้จึงถูกติดสอยที่สายคาดเอวด้านหลังของอวิ๋นเซ่อมาด้วยอวิ๋นเซ่อหยุดยืนด้านข้างเจิ้งอี้ก่อนทำการคารวะเฉินจือหาน
“คารวะท่านขุนนางเฉิน”
เฉินจือหานพินิจมองอวิ๋นเซ่ออย่างถี่ถ้วนก่อนพยักหน้า “เ้าก็คือหมอดูหนุ่ม ฉายาเทพพยากรณ์ผู้นั้น”
อวิ๋นเซ่อยังอยู่ในท่าประสานมือ ส่วนปากก็กล่าววาจาด้วยความนอบน้อมถ่อมตน“นับเป็สมญานามที่กล่าวอ้างเกินจริง ผู้น้อยมิขอรับไว้”
เฉินจือหานเพียงแรกเห็นก็นึกถูกชะตากับหมอดูหนุ่มด้วยการที่มันมีความชอบในด้านการดูดวงเป็ชีวิตจิตใจจึงมิแปลกที่จะบังเกิดความอยากสนิทชิดเชื้อกับหมอดูที่มีชื่อและมีความสามารถ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ถ่อมตนดี ข้าชอบ เอาล่ะข้ามิอยากเสียเวลามากความไหนเ้าลองตรวจดูโชคชะตาของข้าหน่อยเป็ไร”
ตอนนี้หมอดูหนุ่มที่ถูกผู้คนกล่าวถึงว่าเป็เทพพยากรณ์กำลังจะทำการตรวจดูนรลักษณ์ราศีของเฉินจือหานแต่ก็หาได้มีผู้ใดให้ความสนใจไม่ พวกมันกลับเพียงใช้สายตาจับจ้องเรือนร่างอันเย้ายวนและใบหน้าที่สะคราญโฉมของซินเหยียนเท่านั้นแต่ทว่าซินเหยียนกลับขมวดคิ้วเรียวงามของนางจ้องมองอวิ๋นเซ่ออย่างไม่วางตา หน้าตาของบุรุษหนุ่มผู้นี้หล่อเหลาน่าชมมองก็ส่วนหนึ่งแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่กระบองเหล็กอันแสนจะธรรมดาที่ด้านหลังของมันท่อนนั้น
เพียงชั่วอึดใจอวิ๋นเซ่อก็จ้องมองเฉินจือหานแล้วกล่าวขึ้น“ม่านอนธการเคลื่อนคล้อยไหลผ่าน พยัพเมฆที่ปกคลุมมาเนิ่นนานก็คลี่ออกลักษณะของท่านล้วนอับโชคไร้วาสนา แต่เพราะได้เทพประจิมทิศเกื้อหนุนส่งเสริม ไร้วาสนาจึงกลับกลายเป็วาสนาการใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันก็จะลุล่วงประสบผล สิ่งที่คอยรังควานก็จะเคลื่อนคล้อยหนีห่างดังพยัพเมฆที่ถูกปัดเป่าจะมีก็เพียงม่านอนธการที่ยังคลุมเครือเนื่องเพราะฮวงจุ้ยที่ขัดแย้งกับลักษณะของท่าน”
คำกล่าวของอวิ๋นเซ่อต้องใจเฉินจือหานยิ่งทุกอย่างล้วนไม่ผิดพลาด ยิ่งเมื่อมันกล่าวถึงงานใหญ่ซึ่งตนก็จะได้กระทำในอีกไม่กี่วันข้างหน้ายิ่งทำให้มันรู้สึกเชื่อถือจับใจ ส่วนเื่ที่คอยกวนใจมันและแก้ไม่ตกมาโดยตลอด พอได้ยินถึงหลักความขัดแย้งของที่อยู่และลักษณะของตนคนก็รีบกล่าวขึ้นมาทันที
“มีวิธีแก้หรือไม่"
อวิ๋นเซ่อยังไม่กล่าวตอบคำถามดังกล่าว มันเพียงยกยิ้มแล้วกล่าวถามแทน
“ท่านใช่รู้สึกอึดอัดคับข้องใจทุกครั้งเมื่อจ้องมองรูปปั้นกิเลนทั้งสองที่วางไว้ตำแหน่งประตูด้านทิศประจิมหรือไม่"
เฉินจือหานรีบกล่าวขึ้นทันใด“ล้วนเป็ดั่งที่เ้าบอก ข้าเพียงเดินผ่านก็รู้สึกเป็เดือดเป็ร้อนทุกครั้งมิต้องเอ่ยถึงเื่การมอง”
“อย่างที่ข้าบอก ทิศประจิมมีองค์เทพที่เกื้อหนุนท่านแต่ท่านกลับวางสิ่งที่เป็ปฏิปักษ์กั้นขวาง แล้วท่านจะไม่มีม่านอนธการมาคลุมเครือได้อย่างไร”
เฉินจือหานโพลงขึ้น“ข้าคิดแล้วไม่มีผิด หมอดูมีชื่อหลายคนก็เคยทักท้วงข้าเื่นี้ พอได้ยินจากปากเ้ายิ่งทำให้ข้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น”
กล่าวจบมันก็ยกมือซ้ายขึ้นทันใด ไม่นานบุรุษชุดคลุมสีดำก็ปรากฏที่ข้างกายของมันเฉินจือหานกล่าวเสียงแข็ง “ถึงเวลาที่ต้องเอาออกแล้ว"
บุรุษชุดดำรีบกล่าวแย้ง“แต่ว่านั่น…..”
“ข้าสั่งให้ทำก็ต้องทำ ข้าเสียเงินจ้างพวกเ้ามิใช่เพื่อให้ทำตามคำสั่งหรอกหรือ!”
พอสั่งการคนของตนเองเสร็จ มันก็รีบหันไปกล่าวกับอวิ๋นเซ่อ
“ยังมีสิ่งใดที่ต้องแก้ไขหรือไม่"
บุรุษชุดดำก่อนจากไปยังส่งสายตาเขม็งจ้องมองอวิ๋นเซ่อราวกับจะกินเืกินเนื้อคล้าย้าจะบอกว่า หากเ้าพูดมากอีกข้าจะสับอวัยวะเ้าออกเป็ชิ้นๆ เช่นนั้นอวิ๋นเซ่อจึงแสร้งทำเป็เกรงกลัวคนก้มหัวและตัวสั่นงันงก เฉินจือหานเห็นเช่นนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่าหมอดูหนุ่มเบื้องหน้าถูกคนของตนคุกคามมันจึงตะคอกเสียงดังลั่น
“ยังไม่รีบไปอีก หากยังกล้าข่มขู่แขกของข้าเ้าจะได้เห็นดี!”
บุรุษชุดดำจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ เป็ซินเหยียนที่หัวเราะคิกคักขึ้นนางมิได้หัวเราะที่บุรุษชุดดำถูกเฉินจือหานไล่ตะเพิด แต่นางกำลังหัวเราะให้กับท่าทีเสแสร้งของอวิ๋นเซ่อ
ตลอดมาอวิ๋นเซ่อมิเคยมองนางแม้เพียงครั้งแต่พอได้ยินเสียงอันสดใสของนางคนก็อดเหลือบมองขึ้นมามิได้ เป็จังหวะที่สายตาทั้งคู่สบประสานกันเสน่ห์อันเย้ายวนของสตรีเบื้องหน้าเกือบสะกดให้มันเคลิบเคลิ้ม ดีที่มันมีจิตใจที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวจึงมิถูกความงามของนางสะกดให้หลงไหลดังเช่นคนอื่นๆ และเมื่อเป็เช่นนี้ ซินเหยียนก็ยิ่งรู้สึกสนใจในตัวบุรุษหนุ่มผู้นี้มากยิ่งขึ้น
เสียงเฉินจือหานกล่าวย้ำถาม“ตกลงว่ายังมีสิ่งใดที่ต้องปรับแก้อีกหรือไม่”
อวิ๋นเซ่อยังไม่กล่าวตอบ มันทิ้งตัวลงไปนั่งในท่าทำสมาธิหลับตาพริ้มคนััได้ว่าพลังอันแข็งแกร่งสุดเปรียบปานที่ล้อมรอบกำแพงคฤหาสน์หลังนี้ได้อ่อนโทรมลงไปจนแทบไม่หลงเหลือแสดงว่ารูปปั้นกิเลนทั้งสองได้ถูกเคลื่อนออกจากบริเวณดังกล่าวแล้ว สิ่งที่บุรุษขี้เมาอู๋เฉาหยุนเกรงกลัวมากที่สุดได้ถูกปิดลง ข่ายปราณอันทรงพลังที่เกิดจากยอดยุทธ์เพลิงปราณสีทองไม่หลงเหลืออีกแล้วภารกิจของอวิ๋นเซ่อก็ถือว่าประสบผลไปเื่หนึ่ง ส่วนเื่ประการที่สองมันกำลังคิดแผนเฉพาะหน้าขึ้นมาตามสถานการณ์เพราะในตอนที่ชายหนุ่มทุ่มใช้พลังธรรมชาติเพื่อสอดแทรกจิตนึกคิดของเฉินจือหานในการรับรู้ความคิดของมันนั้นก็ไม่เกิดผลเนื่องจากในความคิดของเฉินจือหานตอนนี้มีเพียงความ้าในตัวของดรุณีข้างกายเท่านั้น
ทางด้านเฉินจือหานกลับไม่รู้สึกถึงการสูญเสียในครั้งนี้แต่อย่างใดมันรู้เพียงว่ารูปปั้นกิเลนทั้งสองคือดวงตาของข่ายปราณ แต่มิรู้ว่าข่ายปราณนี้สำคัญถึงเพียงไหนมีคนมอบคฤหาสน์หลังนี้ ให้สิ่งของสำคัญ สั่งให้มันปฏิบัติงานและใช้ชีวิตอยู่เฉพาะภายในที่แห่งนี้มันก็เพียงรับไว้และปฏิบัติตามคำสั่งตอบแทนคนผู้นั้น อีกทั้งมันยังมีมือดีมากมายคุ้มกันอยู่ตลอด่เวลาที่ผ่านมาก็มิเคยได้รับอันตรายใด เช่นนั้นเพียงรูปปั้นกิเลนสองตัวที่ทำให้มันรู้สึกไม่สบายใจและเป็ดั่งเงามืดของชีวิตมันจะเก็บไว้ทำไม
อวิ๋นเซ่อลืมตาตื่นจากการเข้าสู่ห้วงสมาธิคนยกนิ้วขึ้นมานับอย่างทรงภูมิ ก่อนกล่าวว่า
“ท่านเลือกประตูทางทิศประจิมเป็ทางเข้าออกแม้ที่อื่นจะผิดหลักแต่สำหรับท่านนับว่าประเสริฐยิ่ง ตอนนี้กิเลนสองตนก็ออกไปแล้ว โชควาสนาขององค์เทพทิศประจิมก็แผ่ไพรศาลเหลือเพียงปรับปรุงห้องนอน ห้องทำงาน หรือสถานที่สำคัญให้ตรงกับประตูทิศประจิมก็นับว่าประเสริฐแล้ว"
ที่กล่าวมาข้างต้นอวิ๋นเซ่อได้หยิบยกฮวงจุ้ยตามตำราทั่วไปมากล่าวอ้างเพียงเพื่อจะหยั่งเชิงเฉินจือหานดูเล็กน้อยมิคิดว่าเฉินจือหานจะหลุดปากโพล่งออกมาอย่างง่ายดาย
“สถานที่พวกนั้นข้าล้วนจัดตามที่ท่านกล่าวหมดสิ้นแล้ว…..”
เมื่อรู้ว่าตนพลั้งปาก คนจึงรีบกล่าวหันเหไปเื่อื่น
“แล้วมีสิ่งใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่"
อวิ๋นเซ่อยกยิ้ม คนลุกขึ้นมายืนพร้อมปัดชุดคลุมอย่างเชื่องช้าแล้วกล่าว
“เพียงเท่านี้ม่านอนธการที่คลุมเครือก็เคลื่อนผ่านไปหมดสิ้นนรลักษณ์ราศีท่านดูผ่องแผ้วกระจ่างใสเป็อย่างยิ่ง คล้ายดั่งแสงตะวันที่ทอทอดมากระทบต้องก็ปาน"
เฉินจือหานขมวดคิ้วเล็กน้อย “แสงตะวัน? คือสิ่งใดหรือ”
“พวกท่านมิรู้จักดวงตะวัน แล้วเรียกขานทิศตะวันออกตะวันตกได้อย่างไร"
“ทิศเ่าั้มีชื่อเรียกขานตามกันมาเนิ่นนานนับเป็ชื่อเฉพาะต้องมีความหมายด้วยหรือ แล้วดวงตะวันมันเป็เช่นใดกัน”
อวิ๋นเซ่อรู้ตัวว่าตนก็หลุดพลั้งปาก ในโลกนี้ไม่มีดวงอาทิตย์หรือดวงตะวันแล้วคนจะรู้จักแสงตะวันได้อย่างไร เช่นนั้นมันจึงกล่าวแก้ต่าง
“ข้าเพียง้าจะบอกว่าแสงจากองค์เทพอัคคีเท่านั้น”
เฉินจือหานก็พยักหน้ามิคิดใส่ใจ ตอนนี้มันเพียงรู้สึกพึงพอใจต่อการดูนรลักษณ์ราศีของชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็อย่างยิ่งเพราะทุกคำพูดของชายหนุ่มล้วนต้องใจมันเสียหมด ทำให้มันกล้าตัดสินใจกระทำในเื่ที่เคยลังเลมาตลอดหลายปีนี้ความสบายอกสบายใจก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างท่วมท้น มันจึงมอบค่าตอบแทนให้อวิ๋นเซ่อเป็จำนวนเงินห้าสิบชั่งก่อนปล่อยให้ชายหนุ่มได้ดื่มกินสุราอาหารตามความพึงพอใจ
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา งานเลี้ยงแห่งคฤหาสน์ของขุนนางฝ่ายในผู้นี้ก็ถึงคราวปิดฉากเฉินจือหานยืนรับคารวะและส่งแเื่ที่มาแสดงความยินดีกับมันจนหมดสิ้น ในที่สุด่เวลาที่เฉินจือหานรอคอยมาตลอดก็ได้มาถึงตอนนี้มันอยากที่จะเชยชมดรุณีสะคราญโฉมข้างกายของมันจวนจะทนไม่ไหวแล้ว ทว่ายังมิทันจะได้ลากนางขึ้นสู่เตียงเสียงโครมก็ดังสนั่นก้องขึ้นที่ประตูด้านทิศประจิมหรือก็คือทิศตะวันตก ส่งให้เฉินจือหานถึงกับสะดุ้งขึ้นเฮือกบุรุษชุดคลุมดำสามคนที่รายล้อมรอบห้องเฉินจือหานผู้เป็นายก็พุ่งทะยานออกไปบริเวณจุดเกิดเหตุทันที
“เหยียนเอ๋อ เ้านอนรอข้าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวซักครู่ข้าจะกลับมา"
เฉินจือหานกล่าวจบคนก็ก้าวเดินติดตามคนของตนออกไปทันทีพอไปถึงประตูทางทิศตะวันตก เห็นผู้ที่ทำลายประตูจนแหลกละเอียดได้อย่างชัดตาคนก็ถึงกับตาเบิกโพลงในหัวปรากฏภาพนายทหารผู้หนึ่งที่องอาจเก่งกล้า ควบอาชานำหน้าพาตนพุ่งสู่สมรภูมิรบอันนองเืทุกการฟาดฟันอาวุธ ทุกท่วงท่ากิริยาของมันผู้นั้นล้วนกดข่มจนศัตรูต้องหวาดหวั่น ทั้งยังส่งผลให้ตนรู้สึกต่ำต้อยทุกครั้งไปเมื่อได้จ้องมองมันบุรุษผู้ที่ตนทั้งเคารพและอิจฉาชิงชังจนถึงกระดูกดำ อู๋เฉาหยุน
“เฉาหยุน เ้ายังไม่ตาย!”