หลิวมู่เหยียนนำกำลังทหารหนึ่งร้อยนายขี่ม้าออกจากเมืองกวางโจวในเวลากลางคืน หลังจากผ่านจุดพักม้า คนทั้งหมดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายจากเครื่องแบบทหารมาเป็เสื้อผ้าตามแบบชาวยุทธจักร
“ประมุขน้อย ท่านจะอธิบายกับนายน้อยซุนเื่คนเช่นไร”
หลี่หย่วนเจ๋อเปลี่ยนคำเรียกหาจากแม่ทัพน้อยมาเป็ประมุขน้อย ทั้งสองคนแยกกับขบวนเกลือกลับมาที่กวางโจวก่อนเพื่อจัดเตรียมกำลังคน หลิวมู่เหยียนไม่อาจกลับไปที่เหมืองเกลือก่อนที่ขบวนขนเกลือจะเดินทางกลับลงมา หาไม่แล้วคงสะกิดความสงสัยของซุนิฉวน
หลิวมู่เหยียนไม่ได้คิดจะปิดบังอีกฝ่าย แต่ในตอนนี้ยังไม่มีหนทางบอกเล่าเื่ราว อีกอย่างตอนนี้ยังไม่แน่ว่าซุนิฉวนจดจำตนเองออกแล้ว ได้แต่หาวิธีเอาในวันข้างหน้าเถอะ
“บอกว่าพรรคทรายทะเลจะสืบสวนเื่สกุลซุนถูกโจมตีเมื่อหลายเดือนก่อนก็แล้วกัน หรือเ้ามีวิธีอื่น”
หลิวมู่เหยียนมองหน้าหลี่หย่วนเจ๋อจากนั้นเดินออกมาด้านนอกตระเตรียมเดินทางต่อ หลี่หย่วนเจ๋อเดินติดตามมา หันหลังไปสั่งการให้คนที่เหลือเตรียมตัวออกเดินทาง หลี่หย่วนเจ๋อจูงม้าของตนเองกับของหลิวมู่เหยียนออกมาอีกทางหนึ่ง
หลี่หย่วนเจ๋อเดินมาด้านหน้า กล่าวเบา ๆ กับหลิวมู่เหยียน
“ข้าเป็ลูกน้องของท่าน ท่านว่าเช่นไรข้าก็ว่าเช่นนั้น อีกอย่างหากนายน้อยซุนจะเอาเื่ ข้าหามีส่วนเกี่ยวข้องไม่ ประมุขน้อย ข้าว่าท่านหาทางรวบรัดนายน้อยซุนเสียโดยเร็วเสียจะดีกว่า *พอยวนยางเคียงคู่แล้วเื่ใดก็จัดการได้โดยง่าย”
หลี่หย่วนเจ๋อกล่าวเสร็จหันมาหัวร่อเสียงดัง ควบม้านำหน้าออกไปก่อน
*ยวนยางคือนกเป็ดน้ำที่คนจีนถือเป็สัญลักษณ์ของคู่รัก ในบริบทนี้หมายถึงมีสัมพันธ์กันทางกาย
หลิวมู่เหยียนตอนแรกได้ฟังที่หลี่หย่วนเจ๋อกล่าวครึ่งแรกยังพอฟังได้บ้าง แต่พอถึงครึ่งหลังใบหน้ากลับแดงไปจนถึงใบหู หลิวมู่เหยียนอายุสิบแปดปีแล้วก็จริงแต่เื่ยวนยางเคียงคู่อะไรนั่น กลับยังไม่เคยเลยสักครั้ง
“หลี่หย่วนเจ๋อ เ้ากลับมาก่อน ยวนยางเคียงคู่อันใด หน้าไม่อายนัก”
หลิวมู่เหยียนะโขึ้นหลังม้าสะบัดแส้ติดตามหลิวมู่เหยียนที่นำหน้าออกไปก่อน
“ประมุขน้อย ข้านำหน้าท่านไปก่อนก้าวหนึ่ง เจอกันที่เมืองหลางโจว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ขบวนเกลือของสกุลซุนที่เดินทางไปเมืองฉางอาน เดินทางต่อขึ้นไปจนถึงมณฑลไท่หยวน ตอนนี้กำลังเดินทางออกจากสกุลซุนที่เมืองฉางอาน ในขากลับขบวนเกลือจะขนสินค้าหลายอย่างที่ซุนเหว่ยตระเตรียมเอาไว้ตามที่ซุนิฉวนส่งจดหมายมาบอกล่วงหน้าไว้แล้ว ขบวนทหารของหลิวมู่เหยียนจะมาสมทบกับขบวนเกลือของสกุลซุนที่เมืองหลางโจว ก่อนที่จะเดินทางต่อลงมาถึงเมืองถานโจวพร้อมกัน
ซุนิฉวนขึ้นรถม้าเข้าไปในเมืองถานโจวพร้อมกับน้องชายคนรองและหวงเหวิน ประตูเมืองถานโจวยังคงห้ามประชาชนทั่วไปเข้าออก ซุนิฉวนเปิดผ้าม่านมองดูถนนหนทางภายในเมืองที่ยังคงเงียบเชียบดูไม่ต่างไปจากเมืองร้าง มีเพียงทหารที่ออกลาดตระเวนอยู่ตามถนน นายอำเภอสวีให้คนมาเชิญซุนิฉวนเข้าไปหารือเื่โรคระบาด
สุดท้ายสวีปิงช่านก็ยังไม่กล้าออกมาจากจวนที่ว่าการ ได้แต่ส่งเสมียนอำเภอออกมาเชิญคนเข้าไป หม่าอินเป็ขุนนางของเมืองถานโจวแม้รู้สึกว่าสวีปิงช่าน กระทำการไม่ให้เกียรตินายน้อยซุนอยู่บ้าง แต่ยังคงต้องก้มหน้าขี่ม้านำรถม้าของซุนิฉวนเข้าเมืองไปโดยไม่กล้ามีความเห็น
เมื่อรถม้าหยุดลงที่ด้านหน้าที่ว่าการอำเภอ เสมียนที่ยืนรออยู่นานแล้วรีบกระวีกระวาดออกมาต้อนรับ
“นายน้อยซุน นายน้อยรอง ท่านหวง เชิญด้านในขอรับ ใต้เท้ารออยู่ด้านในแล้วขอรับ”
เสมียนอำเภอก้มตัวจนตัวแทบหัก นายอำเภอสวีสั่งให้ต้อนรับคนของเหมืองเกลืออย่างดีที่สุด เสมียนอำเภอรู้ดีว่าโรคระบาดในครั้งนี้หากไม่ได้เหมืองเกลือสกุลซุนมาช่วยเหลือเอาไว้ ประชาชนในเมืองถานโจวคงล้มตายเป็ใบไม้ร่วง
“นายน้อยซุน เหนื่อยพวกท่านแล้ว เชิญ เชิญนั่ง” สวีปิงซ่านกล่าวเชื้อเชิญ
ซุนิฉวนคารวะนายอำเภอสวีก่อนที่จะนั่งลง ซุนิฉวนเห็นสวีปิงซ่านแต่งกายชุดขุนนาง แต่ที่คอกับข้อมือพันผ้าผืนน้อยที่เหมืองเกลือใช้สำหรับป้องกันสิ่งสกปรกเอาไว้ ต้องลอบยิ้มให้ตัวเอง สวีปิงซ่านกระทั่งประตูที่ว่าการยังไม่กล้าเดินออกไปยังเอาผ้าพวกนี้มาพันเอาไว้อีก
“นายกองหม่าบอกกับข้าว่า นายน้อยซุนจะกลับไปที่เหมืองเกลือในวันพรุ่งนี้แล้ว นี่ไม่ทราบว่าแล้วเื่ เออเื่โรคระบาด ไม่ทราบว่านายน้อยซุนมีคำแนะนำอันใด” สวีปิงซ่านกล่าวถาม
หน้าไม่อายนัก ซุนิเย่เหลือบมองนายอำเภอผู้นี้ ซุนิเย่อยู่ช่วยประชาชนอยู่ที่ด้านนอกเมือง เห็นมีแต่ทหารที่อยู่คอยช่วยเหลือ นายอำเภอสวีกระทั่งสอบถามยังไม่ยอมออกมาสอบถาม ต้องรอให้หม่าอินเข้าไปรายงานถึงในจวนว่าการ สิบกว่าวันที่ผ่านมา พี่ใหญ่ของตนเองเหนื่อยกายแค่ไหน คนของเหมืองเกลือกับทหารทั้งมวลล้วนรับรู้ดี
การช่วยเหลือประชาชนความจริงเป็หน้าที่ของซุนิฉวนหรืออย่างไร ถ้าเช่นนั้นก็ยกตำแหน่งนายอำเภอเมืองถานโจวให้กับซุนิฉวนไปเสีย ซุนิเย่ยกน้ำชาขึ้นดื่มเพื่อข่มความไม่พอใจ
หวงเหวินเข้าใจสิ่งที่นายน้อยรองคิด ตนเองก็ไม่พอใจสวีปิงซ่านไม่น้อยกว่าซุนิเย่ แต่ในเมื่อซุนิฉวนยังไม่กล่าวว่าอะไร หวงเหวินสบตากับซุนิเย่พยักหน้าให้อีกฝ่ายอดทนเอาไว้ก่อน
ซุนิฉวนยกน้ำชาขึ้นดื่มกลับต้องประหลาดใจเล็กน้อย ใบชาที่ใช้นี้เป็ใบชาที่ซุนิฉวนมอบให้กับสวีปิงช่านเมื่อครั้งที่มาถึงเมืองถานโจวได้ไม่นาน แต่ว่า สวีปิงช่านคงลืมไปแล้วถึงได้นำใบชานี้ออกมาต้อนรับ
“ใต้เท้าไม่ต้องกังวลไป เวลานี้คนที่ป่วยมีไม่ถึงพันคน ผู้ป่วยใหม่อยู่ในจำนวนน้อยกว่าสิบคนมาได้หลายวันแล้ว ข้าเองได้สั่งการให้คนงานของเหมืองอยู่ช่วยเหลือจนกว่าโรคจะสงบลง ข้าว่าตอนนี้ใต้เท้าควรให้ผู้ที่หายป่วยแล้วกลับเข้าเมืองจะดีกว่า” ซุนิฉวนกล่าว
“แล้วคนพวกนี้จะไม่นำโรคเข้ามาในเมืองอีกใช่หรือไม่” สวีปิงช่านถามด้วยความไม่มั่นใจ
ซุนิฉวนส่ายหน้ายิ้มตอบ
“ย่อมไม่ แต่หากให้อยู่นอกเมืองต่อไปนั่นก็ไม่แน่แล้ว รบกวนใต้เท้าสั่งการให้หมอที่อยู่ในเมืองสอบถามวิธีการป้องกันโรคจากนายกองหม่า หากทำตามวิธีการนี้ ไม่ถึงครึ่งเดือนสิบวัน โรคคงสงบลง ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ข้าจากเหมืองเกลือมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว คงต้องกลับไปเสียที หวังว่าใต้เท้าคงเข้าใจ”
“เข้าใจ เข้าใจ ข้าไม่กล้าเหนี่ยวรั้งนายน้อยซุนเอาไว้แน่นอน เพียงแต่ว่าก่อนท่านไป ต้องรบกวนนายน้อยซุนทิ้งผ้ายันต์กับน้ำอาคมเอาไว้ให้มากหน่อย หากเสร็จเื่คราวนี้แล้ว ข้าจะไปขอบคุณนายน้อยซุนที่เหมืองเกลือด้วยตัวเอง"
“ใต้เท้าไม่ต้องเกรงใจ พวกเราคนกันเอง”
ซุนิฉวนที่ขนคนของเหมืองเกลือออกมาช่วยเหลือโรคระบาดในคราวนี้ นอกจากเพราะซุนิฉวนตั้งใจช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเจ็บป่วยแล้ว ยังมีเื่อื่นอีก ซุนิฉวนยัง้าที่จะสร้างบุญคุณให้กับเมืองถานโจว
วันข้างหน้าซุนิฉวนอาจจำต้องยืมมือสวีปิงช่านกับหม่าอิน เหตุการณ์ในคราวนี้นอกจากสร้างน้ำใจให้อีกฝ่ายแล้ว ยังเพิ่มชื่อเสียงของเหมืองเกลือสกุลซุนให้เป็ที่รับรู้มากขึ้นในหมู่ขุนนางกับประชาชนของเมืองถานโจวอีกด้วย
หากวันข้างหน้าซุนิฉวนต้องใช้งานคนเหล่านี้ขึ้นมาจริง ๆ ตอนนี้เสียแค่เพียงผ้าไม่กี่พับกับเกลือไม่กี่ชั่งถือว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ซุนิฉวนกับสวีปิงซ่านสนทนากล่าววาจาเกรงใจกันไปมาอยู่สักพัก จนได้เวลาซุนิฉวนจึงกลับออกจากจวนที่ว่าการ สวีปิงซ่านเพราะ้าเอาใจซุนิฉวนถึงกับออกมาส่งจนเกือบจะถึงหน้าประตูของที่ว่าการ พอซุนิฉวนขึ้นนั่งบนรถม้าแล้ว ซุนิเย่ที่ยังคงเก็บความไม่พอใจเอาไว้อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงใต้เท้าสวีผู้นี้สักหลายประโยค
“พี่ใหญ่ นายอำเภอสวีผู้นี้น่ารังเกียจยิ่ง ใช่ธุระของเหมืองเกลือเราเสียเมื่อไร สั่งงานพี่ใหญ่อย่างกับท่านเป็ขุนนางเมืองถานโจว” ซุนิเย่กล่าว
ซุนิฉวนคลี่พัดที่พกติดตัวอยู่เสมอ พัดไปมาให้กับซุนิเย่เพื่อเอาใจอีกฝ่าย
“ิเย่ หากเ้ารู้ว่าเ้าสามารถช่วยเหลือผู้คนมากมายเหล่านี้ได้ เ้าจะลงมือช่วยเหลือหรือไม่” ซุนิฉวนถาม
ซุนิเย่ครุ่นคิดก่อนตอบว่า “นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าข้าต้องแลกกับสิ่งใดบ้าง”
ซุนิฉวนถาม “อ่อ หากเป็เกลือไม่กี่ชั่งกับผ้าไม่กี่พับแลกกับชีวิตคนหลายพันคนเล่า”
“พี่ใหญ่ข้ารู้ว่าท่านมีจิตใจเมตตา โรคระบาดคราวนี้หากข้าเป็ท่าน ข้าย่อมยินดีช่วยเหลือเช่นกัน”
“นั่นก็ใช่ ในเมื่อจะอย่างไรยังคงช่วยเหลือ ผู้อื่นจะลงมือหรือไม่ ก็หาได้เกี่ยวข้องไม่ การผูกสัมพันธ์กับขุนนางท้องถิ่นมิใช่ไม่มีประโยชน์ พ่อค้ามีความสามารถของพ่อค้า ขุนนางก็มีความสามารถของขุนนาง วันนี้คนเหล่านี้ติดหนี้บุญคุณของเหมืองเกลือเรา วันหน้าจะอย่างไรข้ามีวิธีทวงถามกลับคืน”
“ขอรับ ข้าจะจำที่พี่ใหญ่สั่งสอน”
หวงเหวินรับฟังสองพี่น้องพูดคุยกันจนขมวดคิ้ว หวงเหวินร่ำเรียนตำรามาอยู่บ้าง สิ่งที่ซุนิฉวนสอนน้องชาย ขัดกับวิธีทางจริยะบุรุษตามตำราขงจื๊อ ที่ว่าทำความดีโดยมิหวังผลตอบแทน แต่สิ่งที่ซุนิฉวนกล่าวล้วนเป็เื่ทั่วไปที่พ่อค้าทุกคนต่างคิดเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่มีใครกล้ากล่าวออกมาตรง ๆ เช่นที่ซุนิฉวนกล่าว หาไม่แล้วไหนเลยจะมีการมอบของขวัญต่างตอบแทนให้กับขุนนางในเมืองต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการค้าขาย ซุนิฉวนมิได้ติดสินบน กระทำการมิได้เอาเปรียบผู้ใด แต่หวงเหวินจะอย่างไรถูกกล่อมเกลามาด้วยตำราคำสั่งสอนในแบบขงจื๊อ ยังอดคิดในใจไม่ได้ว่า ซุนิฉวนออกจะมีความคิดแปลกประหลาดไปอยู่บ้าง แต่หลายเดือนที่ผ่านมานี้หวงเหวินพบเจอความคิดแปลกประหลาดของซุนิฉวนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
เวลาไม่เช้าแล้วบริเวณนอกเมืองถานโจวที่เคยมีบรรยากาศสับสน ผู้คนนอนร้องโอดโอยมีแต่เสียงคร่ำครวญกลับเปลี่ยนเป็คึกคักผิดไปกว่าทุกวัน วันนี้ขบวนของซุนิฉวนจะเดินทางกลับเหมืองเกลือสกุลซุนแล้ว ชาวบ้านที่หายป่วยเพราะความช่วยเหลือของเหมืองเกลือต่างทราบดีว่า นายน้อยซุนนำคนมาช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยอยู่เกือบครึ่งเดือน น้ำอาคมกับยันต์ที่นายน้อยซุนลงอาคมด้วยตัวเองศักดิ์สิทธิ์นัก ไม่ว่าใครนำไปใช้ก็หายป่วย ผู้ที่ยังไม่ป่วยหากพกยันต์ติดตัวเอาไว้ก็ไม่ต้องกลัวโรคระบาด
ผู้คนหลายพันคนยืนเป็กลุ่มใหญ่แหวกทางเป็สายให้กับขบวนรถม้าของเหมืองเกลือ ซุนิฉวนให้หานฉีหรงคอยอยู่สั่งการคนงานที่ทิ้งเอาไว้ช่วยเหลือทหารจนกว่าโรคจะสงบลง
หม่าอินเดินมาส่งซุนิฉวนขึ้นรถม้าด้วยตัวเอง
“นายน้อยซุน บุญคุณที่ช่วยเหลือชาวถานโจวครั้งนี้ ข้าหม่าอินจะไม่มีวันลืมเลือน”
ซุนิฉวนยกมือคราวะตอบ
“นายกองหม่ากล่าวหนักไปแล้ว หากขาดท่านนายกองกับทหารที่เป็ผู้ลงแรง ข้าคงช่วยคนไว้ได้ไม่มากเท่านี้ วันหลังขอเชิญนายกองหม่าไปที่เหมืองเกลือ ข้าจะดื่มกับท่านนายกองสักหลายจอก”
หม่าอินหัวร่อเสียงดัง “แน่นอน ข้าไปแน่นอน”
ซุนิฉวนแหวกม่านเตรียมขึ้นบนรถม้า พอหันหน้ากลับไปมองประชาชนชาวเมืองถานโจวที่ยืนรอน้อมส่งอยู่เนืองแน่น ซุนิฉวนประสานมือก้มตัวอำลา เสียงคนหลายพันที่ยืนรออยู่แปร่งเสียงออกมาพร้อมเพรียงกัน คนที่อยู่ด้านหน้าหลายสิบคนคุกเข่าลงก่อน ไม่นานจากนั้นคนหลายพันต่างทยอยกันคุกเข่าลง
“ขอบคุณนายน้อยซุน ขอบคุณนายน้อยซุน”
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองถานโจวแล้วแต่เสียงขอบคุณยังดังก้องอยู่ไม่คลาย ซุนิเย่กับหวงเหวินรับฟังเสียงคนหลายพันคนขอบคุณเหมืองเกลือสกุลซุน ความรู้สึกภาคภูมิใจดีใจที่ได้ช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้ เอ่อล้นอยู่ในหัวใจจนไม่อาจกล่าวออกมาเป็คำพูด ทั้งสองคนต่างคิดเช่นเดียวกัน การติดตามซุนิฉวนนั้นดีอย่างยิ่ง
ขบวนขนส่งเกลือเดินทางกลับมาพร้อมคนของหลิวมู่เหยียนอีกร้อยคน กลายเป็ขบวนเดินทางที่ใหญ่ราวกับกองทหาร ระหว่างที่ออกจากเมืองหลางโจว แทบไม่ต้องกังวลเื่จะถูกโจรป่ารบกวน คนกว่าร้อยนี้ยังจะมีกลุ่มโจรที่ไหนกล้าลงมืออีก
“ประมุขน้อย ดูท่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เหมืองเกลือยังห่างไปอยู่อีกกว่ายี่สิบหลี่ กว่าท่านจะไปถึงมิใช่หุบยิ้มไม่ลงแล้ว”
หลี่หย่วนเจ๋อที่ขี่ม้านำหน้าคู่ไปกับหลิวมู่เหยียนกล่าวกระเซ้า ความจริงหลี่หย่วนเจ๋อจิตใจก็ไม่ต่างไปจากหลิวมู่เหยียนสักเท่าใด แทบจะโบยบินไปที่เหมืองเกลือสกุลซุนอยู่แล้ว
“ไป” หลิวมู่เหยียนไม่สนใจคำพูดระคายหู ส่งเสียงสะบัดบังเหียนม้าเร่งฝีเท้าม้าแซงไปข้างหน้า
หลี่หย่วนเจ๋ออายุมากกว่าหลิวมู่เหยียนสิบกว่าปี หากไม่นับหลิวอิ่นกับบิดาแล้ว หลี่หย่วนเจ๋อถือว่าสนิทสนมกับหลิวมู่เหยียนมากกว่าผู้ใด ทั้งยังนับได้ว่าหลี่หย่วนเจ๋อเป็อาจารย์ที่สอนวิชาขี่ม้ายิ่งธนูให้กับหลิวมู่เหยียนเป็คนแรก หลิวมู่เหยียนมองอีกฝ่ายเป็เหมือนดั่งพี่ชาย
กว่าชั่วยามกำแพงดินสีเหลืองยาวตลอดแนวด้านหน้าของเหมืองเกลือก็ปรากฏขึ้นในสายตา ขบวนรถม้าที่ขนข้าวของยังตามหลังมาอีกไกล แต่ม้าสองตัวที่นำหน้าต่างแข่งกันเร่งฝีเท้าเข้าใกล้ประตูทางเข้าเหมืองเกลืออย่างไม่มีผู้ใดยอมติดตามหลัง หากมองดูสีหน้าของผู้ที่ขี่ม้าทั้งสองคนอย่างใกล้ชิดจะมองเห็นรอยยิ้มของผู้ที่ขี่ม้าส่องประกายรับกับแสงแดดในยามบ่ายมุ่งหน้าเข้าสู่เหมืองเกลือ