สวีหว่านหนิงยิ้มเจื่อนพลางอธิบาย“ผู้ใหญ่บ้านคะเ้าหน้าที่ระดับสูงจากปักกิ่งมาที่หมู่บ้านต้าเจียงของพวกเราด้วยจุดประสงค์อะไรคะ”
“มาดูงานน่ะสิมาดูว่าหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเราเหมาะที่จะสร้างโรงงานหรือไม่”
“เพราะฉะนั้นพวกเราแค่ใช้ความจริงใจต้อนรับพวกเ้าหน้าที่ระดับสูงก็เพียงพอแล้วละค่ะถ้าจัดงานเลี้ยงหรูหราเกินไป มันจะดูเหมือนมีการรับสิน...เอาเป็ว่าผู้ใหญ่บ้านเข้าใจความหมายของฉันใช่ไหมคะขอแค่หมู่บ้านของพวกเราตรงตามเงื่อนไข พวกเขาก็จะพิจารณาอย่างจริงจัง แต่ถ้าคุณสมบัติไม่ผ่านต่อให้เลี้ยงอาหารหรูหราแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ!”
“สวีจือชิงพูดมีเหตุผลเช่นนั้นก็ทำตามที่คุณบอก!คุณ้าอะไร ขอให้บอกมา”
สวีหว่านหนิงไม่เกรงใจ“ฉันจะเขียนรายการวัตถุดิบที่้าอย่างละเอียดคงต้องรบกวนนักบัญชีสวีไปซื้อมาให้แล้วละค่ะ อีกเื่คือฉันอยากถามว่าูเาหลังหมู่บ้านของพวกเรามีเห็ดป่าบ้างไหมคะ”
“มีสิของพวกนั้นมีให้เก็บไม่หวาดไม่ไหว สวีจือชิงอยากได้งั้นหรือ”
สวีหว่านหนิงชี้ไปที่รายการอาหาร“ไก่ตุ๋นเห็ดควรใช้วัตถุดิบขึ้นชื่อของหมู่บ้านต้าเจียงจริงไหมล่ะคะ”
“ได้เลยอีกเดี๋ยวฉันจะให้พวกต้าหู่ไปเก็บบนเขา อยากได้เท่าไรขอให้บอก!”
สวีหว่านหนิงคิดคำนวณในใจก่อนจะกระซิบถามว่า “ผู้ใหญ่บ้านคะ ช่วยบอกให้พวกเขาเก็บมาเยอะๆ หน่อยได้ไหมคะฉันจะจ่ายเงินให้ หลังเอาไปตากแห้งแล้วฉันอยากส่งกลับไปให้พ่อกับแม่น่ะค่ะ”
ผู้ใหญ่บ้านโบกมือก่อนเอ่ยอย่างใจกว้างว่า “ไม่ต้องเสียเงินเสียงทองหรอก ฉันจะบันทึกคะแนนแรงงานให้กับพวกเขาเต็มวัน [1]หลังจบงานต้อนรับ ของที่เหลือผมจะยกให้คุณเป็คนจัดการ”
“พูดถึงเื่นี้ทำให้ผมนึกถึงเื่น่าสนใจที่ได้ยินมาเมื่อวานหญิงสาวจากไหนก็ไม่รู้เข้าไปในเมือง ถึงกับยอมจ่ายเงินยี่สิบกว่าหยวนเพื่อซื้อเห็ดป่าน้ำหนักไม่ถึงห้ากิโลกรัมผมว่าเธอคงเป็คนโง่แต่รวย!”
นักบัญชีสวีหัวเราะร่าแต่กลับเห็นสีหน้าของสวีหว่านหนิงที่ดูเคร่งขรึมขึ้นทันตา ความคิดบางอย่างจึงผุดขึ้นมาในสมองของเขา
“สวีจือชิงคนที่ซื้อเห็ดป่าแห้งคงไม่ใช่คุณหรอกนะ?”
สวีหว่านหนิงยกมือก่ายหน้าผากพลางตอบอย่างอ่อนใจ
“ไม่เกินความคาดหมายหรอกค่ะฉันก็คือคนโง่แต่รวยคนนั้น”
รอยยิ้มของนักบัญชีสวีชะงักค้าง“สวีจือชิงอย่าได้ถือสา ที่จริงเื่นี้มัน... เฮ้อ! คุณนี่ก็นะอยากได้เห็ดป่าถามหากับคนในหมู่บ้านก็ได้ ทุกครอบครัวเอาเห็ดมาตากแห้งกันทั้งนั้นคุณเอาไข่ไก่ไม่กี่ฟองมาแลกก็คงได้จำนวนไม่น้อยทำไมถึงต้องเสียเงินมากขนาดนั้นเล่า”
ตามคาด ของขึ้นชื่อประจำถิ่นที่อยู่ในห้างสรรพสินค้ามีไว้เพื่อขายคนต่างถิ่นโดยเฉพาะ!
สวีหว่านหนิงรู้สึกเสียดายเงินที่จ่ายไปเงินตั้งยี่สิบกว่าหยวน สามารถเอาไปซื้อเนื้อมาบำรุงร่างกายให้คนในครอบครัวได้มากขนาดไหน?
“จำไว้เป็บทเรียนก็พอตอนนี้สวีจือชิงรู้แล้ว ครั้งหน้าคงไม่ทำพลาดซ้ำสอง สวีจือชิง ผมพูดถูกไหม”
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ขอบคุณนะคะ!
สวีหว่านหนิงรีบข้ามหัวข้อนี้ไปอย่างรวดเร็วหลังเขียนรายการวัตถุดิบที่้าเสร็จ เธอก็เดินไปที่บ้านของคนขายเนื้อซุน
ตั๋วต่างๆที่ครอบครัวของเธอส่งมา แม้จะใช้งานได้ทั่วประเทศ แต่ระยะเวลามีจำกัดส่วนใหญ่ต้องใช้ภายในหนึ่งเดือนเท่านั้น หลังหักระยะเวลาการขนส่งของพัสดุแล้วตอนมาถึงมือของสวีหว่านหนิง ระยะเวลาในการใช้งานจึงเหลือไม่ถึงครึ่งเดือน
ด้วยเหตุนี้เธอจึงนำตั๋วเนื้อทั้งหมดมาแลกเป็เนื้อสัตว์ในคราวเดียว
“สวีจือชิงฉันมีกระดูกหมูอยู่ด้วย อยากได้หรือเปล่า”
เนื้อบนกระดูกถูกเฉือนออกไปจนหมดเหลือเพียงกระดูกเปล่าเท่านั้น คนทั่วไปมักจะไม่จ่ายเงินซื้อของประเภทนี้
กระดูกหมูไม่ต้องใช้ตั๋วเงินหนึ่งเหมาซื้อได้หนึ่งชิ้นดังนั้นครอบครัวบางครอบครัวที่อยากกินเนื้อมากจึงซื้อกระดูกหมูกลับไปต้มหลายชั่วโมงหลังตุ๋นจนไขมันจากกระดูกซึมออกมา อย่างน้อยก็มีรสชาติของเนื้อจากนั้นค่อยน้ำไปต้มบะหมี่ ถือเป็อาหารรสเลิศ
กระดูกหมูมีให้ซื้อทุกวันแต่คนซื้อกลับมีเพียงน้อยนิด ดังนั้นหลังเจอกับลูกค้ารายใหญ่อย่างสวีหว่านหนิงคนขายเนื้อซุนจึงลองถามดู
“เอาค่ะใส่ถุงให้ฉันด้วย”
เธอจะซื้อกลับไปต้มซุปกระดูกให้แม่หลินกินบำรุงร่างกายพวกเด็กๆ เองก็จะได้บำรุงแคลเซียมด้วย
คนขายเนื้อซุนใส่กระดูกหมูลงไปในถุงของสวีหว่านหนิงสี่ห้าชิ้นแต่ปฏิเสธเงินที่เธอยื่นมาให้
“สวีจือชิงของพวกนี้ฉันให้”
“ไม่ได้หรอกค่ะ!” สวีหว่านหนิงรีบกล่าว “มันมีมูลค่าไม่น้อยเลยฉันรับไว้ไม่ได้ค่ะ”
“พวกเครื่องในหมูกับกระดูกหมูแม้แต่สหกรณ์เนื้อก็ไม่รับซื้อ ดังนั้นส่วนใหญ่ฉันจึงเอาไปกินเองคนที่บ้านกินพวกมันทุกวันจนเอียนหมดแล้ว”
“ต่อให้เป็เช่นนั้นฉันก็ควรจ่ายเงินอยู่ดีค่ะ”
ชีวิตความเป็อยู่ของคนยุคนี้ไม่ดีนักคนขายเนื้อซุนเองทำงานอยู่ที่สหกรณ์เนื้อสัตว์ แต่มีหรือจะเป็อย่างที่เขาบอกจริงๆว่า พวกเขากินกระดูกหมูจนเอียนแล้ว
สวีหว่านหนิงไม่ชอบเอาเปรียบใครโดยเฉพาะคนที่คุณภาพชีวิตแย่กว่าเธอ
“สวีจือชิงที่จริงฉันมีเื่อยากขอร้อง” ใบหน้าดำคล้ำของคนขายเนื้อซุนเริ่มมีสีแดงจางๆเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดทำให้เขากระดากอาย
“ว่ามาสิคะ”
“ฉันเห็นเธอเปลี่ยนยางมัดผมไม่ซ้ำสีเธอคงมีช่องทางซื้อมันใช่ไหม ช่วยซื้อยางมัดผมสีแดงให้ฉันสักสองเส้นได้หรือเปล่าลูกสาวคนโตของฉันอีกสองวันก็จะแต่งงานแล้ว ถ้าเธอใช้ยางมัดผมสีแดงคงจะสวยมาก!”
“ไม่มีปัญหาค่ะฉันจะเอาไปให้น้องต้าฮวาก่อนวันแต่งงาน แต่เงินค่ากระดูกหมูต้องรับไว้ด้วยนะคะ”
“สวีจือชิงนี่มัน...”
สวีหว่านหนิงไม่สนคำปฏิเสธของคนขายเนื้อซุนเธอวางธนบัตรหลายใบไว้บนเขียง ก่อนจะหิ้วถุงเนื้อหนักอึ้งเดินจากไป
การเดินทางจากบ้านคนขายเนื้อซุนกลับไปบ้านหลินจะต้องผ่านหน่วยจือชิง
ช่างบังเอิญเหลือเกินสวีหว่านหนิงที่กำลังหิ้วถุงเนื้อกลับเดินมาเจอกู้จวิ้นและหลี่เชี่ยนเชี่ยน
ทั้งคู่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในหน่วยจือชิงไม่รู้ว่าพวกเขาขัดแย้งกันเื่อะไร ถึงได้มีปากเสียงกันยกใหญ่
แต่มันไม่เกี่ยวกับสวีหว่านหนิงเธอจึงเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวตามอง
ทว่ากลับมีคนไม่ยอมปล่อยให้เธอเดินผ่านไปง่ายๆ
“สวีหว่านหนิงตอนนี้เธอคงพอใจแล้วสินะ”
เจอกับคำถามของหลี่เชี่ยนเชี่ยนใบหน้าของสวีหว่านหนิงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
เธอไปทำอะไรอย่างนั้นหรือ?
“อ้อที่บ้านคงส่งเงินกับตั๋วมาให้อีกแล้วละสิ ครั้งนี้เธอใจกว้างดีนี่ ซื้อเนื้อเยอะขนาดนี้คงใช้เงินไม่น้อยสินะ”
ได้ยินประโยคเหน็บแนมของหลี่เชี่ยนเชี่ยนแล้วสวีจือชิงแค่นหัวเราะ “ก็ใช่น่ะสิ ั้แ่พวกเธอคืนเงินฉันระดับคุณภาพชีวิตของฉันก็ดีขึ้นเรื่อยๆฉันก็เลยแวะซื้อเนื้อกลับไปทำเกี๊ยวไส้หมูผักกาดขาวให้ลูกๆ กิน”
แค่ได้ยินชื่ออาหารหลี่เชี่ยนเชี่ยนก็เริ่มน้ำลายไหล
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่สวีหว่านหนิงมีเงินก็จะให้เธอกับกู้จวิ้นดังนั้นพวกเธอจึงได้ไปกินอาหารที่ร้านอาหารของรัฐในเมืองเป็ครั้งคราวและปกติก็มักกินอาหารตามใจตัวเองเสมอ
แต่หลังจากสวีหว่านหนิงทวงเงินคืนหลายวันนี้อย่าว่าแต่เนื้อสัตว์ เธอกินข้าวไม่อิ่มด้วยซ้ำร่างกายจึงผ่ายผอมลงไปมาก
เธอหน้าตาสวยสู้สวีหว่านหนิงไม่ได้เป็ทุนเดิมอยู่แล้วเมื่อก่อนตอนใบหน้ามีเนื้อมีหนังยังพอมีคนชมบ้างแต่ตอนนี้ผอมแห้งจนเริ่มมีพวกแม่บ้านในหมู่บ้านปากยื่นปากยาวบอกว่าเธอหน้าแหลมแก้มตอบ!
มันทำให้เธอโมโหจนแทบทนไม่ไหว!
[1]คะแนนแรงงานมีไว้เพื่อจดบันทึกการทำงานของสมาชิกชุมชนในยุคสมัยที่ทุกคนต้องทำงานร่วมกันอย่างเท่าเทียมคะแนนเต็มต่อวันอยู่ที่ 5 หรือ10 คะแนน