กึก... กึก... กึก...
เสียงล้อรถม้ากระทบพื้นถนนดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ตัวรถสั่นเล็กน้อยทุกครั้งที่ล้อบดผ่านก้อนหินบนถนน ผมนั่งอยู่ด้านหนึ่งของรถม้า ขณะที่ตรงข้ามกันนั้นคือลิเลีย เมดประจำตัวที่ติดตามผมมาจากคฤหาสน์ เธอนั่งหลังตรง มือวางอยู่บนตักอย่างเรียบร้อย ข้างตัวมีสัมภาระของผมถูกจัดเอาไว้อย่างเป็ระเบียบ
ถ้าถามว่าทำไมเธอถึงตามมาด้วย ก็เพราะโรงเรียนสามารถอนุญาตให้นักเรียนพาผู้ติดตามไปดูแลความเป็อยู่ภายในสถาบันได้หนึ่งคน เพียงแต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้ติดตามจะต้องจัดการด้วยตัวเอง และไม่สามารถรับเงินช่วยเหลือจากทางบ้านได้ในกรณีที่พาผู้ติดตามเข้ามา
แน่นอนว่ามันทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่น้อยแต่ผมก็ยังยืนยันที่จะพาลิเลียมาด้วยอยู่ดีเหตุผลนั้นง่ายมากเพราะผมรู้ดีว่าเธอสามารถช่วยผมได้ในหลายๆเื่ ั้แ่การจัดการเื่เสื้อผ้า อาหาร ตารางเวลา ไปจนถึงเื่เล็กๆน้อยๆที่ผมไม่อยากเสียเวลาไปจัดการด้วยตัวเอง
และที่สำคัญผมรู้จักเธอมานานถึงสี่ปีแล้วแต่เธออยู่กับผมมามากกว่านั้นถ้าจะให้เลือกคนที่ผมไว้ใจได้มากที่สุดในคฤหาสน์ลิเลียคงเป็หนึ่งในอันดับต้นๆอย่างไม่ต้องสงสัยถึงจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเองก็ตาม
“ว่าแต่...”
ผมเอนตัวพิงเบาะ ก่อนจะมองลิเลียที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“เื่ค่าใช้จ่ายของเธอที่โรงเรียน ต้องจ่ายประมาณเท่าไหร่?”
ลิเลียกะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะหยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
“ถ้ารวมค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายประจำวันแล้ว น่าจะอยู่ที่ประมาณนี้ค่ะ”
เธอเปิดสมุดแล้วไล่นิ้วไปตามตัวเลขที่เขียนเอาไว้ผมมองตัวเลขเ่าั้อยู่ครู่หนึ่ง
“56เหรียญเงินต่อสัปดาห์สินะ...เยอะกว่าที่คิด”
"ค่ะ”
“แล้วถ้าผมไม่มีเงินพอ?”
“ก็คงต้องนอนแบบไร้ที่พักหรือคงต้องอดตายกัน”
“มีอีกทางต้องหาเงินเพื่มเท่านั้น”
คำตอบของลิเลียเรียบง่ายเสียจนผมเงียบไป
“หาเพิ่ม?”
“ที่โรงเรียนอนุญาตให้นักเรียนทำงานด้วยเหรอ?”
“เท่าที่ทราบ มีงานหลายประเภทที่นักเรียนสามารถทำได้ค่ะเช่นงานพิเศษงานของสมาคมนักเรียนหรือภารกิจที่ได้รับอนุญาตจากสถาบัน”
ผมพยักหน้า
“มีแต่งานที่ดูทำเงินได้ยากจังนะแต่ช่างมันเถอะ”
“ท่านเรนไม่กังวลหรือคะ?”
“เื่อะไร?”
“เื่เงินค่ะ”
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างทิวทัศน์ด้านนอกยังคงเป็ถนนยาวที่ทอดไปข้างหน้า
“ก็นิดหน่อย”
ผมหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่ถ้าหาเองไม่ได้จริง ๆ ค่อยคิดอีกที”
“...”
ลิเลียมองผมอย่างเงียบ ๆ
ผมหันกลับไป
“ทำไม?”
“ไม่มีอะไรค่ะ”
“แต่สีหน้าเธอดูเหมือนมีอะไร”
“ดิฉันแค่กำลังคิดว่า...”
เธอปิดสมุดลง
“คุณชายเปลี่ยนไปจริง ๆ”
“หมายถึงอะไร?”
“เมื่อก่อนคุณชายไม่เคยคิดเื่พวกนี้เลยค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ผมนิ่งไปเล็กน้อยแน่นอนว่าเธอพูดถึงเ้าของร่างเดิมเด็กหนุ่มที่ใช้เงินอย่างไม่คิดสร้างปัญหาให้ตระกูลทำร้ายคนรับใช้และไม่เคยสนใจว่าเงินที่ตัวเองใช้ไปนั้นมาจากไหน
ถ้าเป็เขาคงไม่มีทางมานั่งคำนวณค่าใช้จ่ายของเมดตัวเองบนรถม้าแบบนี้
ผมจึงยักไหล่
“คนเราก็ต้องเปลี่ยนกันบ้าง นี้ก็ผ่านมาหลายปีแล้วยังไม่ชินอีกหรอ”
“นั้นสินะคะ”
ลิเลียยิ้มเล็กๆบนใบหน้า
“ฉันคิดว่านายท่านดูเป็ผู้ใหญ่ขึ้นมากเลยนะ”
อืมก็แหงละแต่ก่อนที่จะมาอยู่ในร่างของหมอนี้ชั้นก็อายุปาไปแล้วยี่สิบสามนะถึงร่างนีั้จะอายุน้อยกว่าเธอก็เถอะแต่ความคิดของชั้นก็ยังเป็ชายอายุยี่สิบสามที่มีความฝันเหมือนเด็กๆอยู่นั้นล่ะ
กึก... กึก... กึก...
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายเหมือนเมื่อก่อน ผมกำลังรู้สึกตื่นเต้น อีกสามวันสามวันจากนี้ผมจะได้เห็นเมืองหลวงจะได้เข้าเรียนในสถาบันเวทมนตร์ซึ่งเป็สถานที่สามารถเกิดอีเว้นท์ได้หลากหลายเส้นทางงงผมยกมือขึ้นเท้าคาง
“ลิเลีย”
“คะ?”
“ที่โรงเรียน... มีการพวกเก่งๆแต่แอบซ่อนความสามารถไว้บ้างไหมนะ?”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง
“ซ่อนทำไมหรอค่ะปกติคนเราก็ต้องใช้ความสามารถที่มีเพื่อแสดงให้เห็นกันไม่ใช่หรอคะ”
“ป่าวช่างมันเถอะ”
ผมมองออกไปนอกหน้าต่างมุมปากค่อยๆยกขึ้นเล็กน้อย ในหัวของผมกำลังคิดถึงเื่วิธีการเล่นบทในสถาบันนั้นเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็แกล้งอ่อนแอแล้วเวลาจริงก็เก่งแบบเทพสุดๆหรือจะเป็คนนิ่งๆที่ไม่แสดงอะไรโดดเด่นจากมุมมืดของห้องก่อนจะโชว์ความสามารถสุดเทพออกมา
“ท่านเรนคะ”
“หืม?”ฃ
“กำลังคิดอะไรอยู่คะ?”
“ไม่ได้คิดอะไร”
“จริงหรือคะ?”
“แน่นอน!”
ลิเลียหรี่ตามองผมผมหันหน้าหนีไปทางหน้าต่างทันทีเพราะในหัวของผมตอนนี้มีภาพหนึ่งกำลังฉายอยู่ลานประลองฝูงชนนับร้อยคู่ต่อสู้ยืนอยู่ตรงหน้าและตัวผมที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นควันโดยมีเสื้อคลุมปลิวตามสายลมมองเห็นจากจากที่สูง
ก่อนจะพูดประโยคที่เตรียมเอาไว้นับไม่ท้วนของผม
“มากันแค่นี้คิดว่าจะเปลี่ยนอะไรได้งั้นหรอ”
ผมชะงัก ยังไม่ดีต้องคิดใหม่ผมเริ่มจริงจังกับการคิดประโยคทันที
“ท่านเรน?”
“อย่าเพิ่งรบกวนตอนนี้ชั้นกำลังใช้ความคิดอยู่มันสำคัญมากๆเพราะงั้นขอลองล่ะ”
“...ค่ะ”
ลิเลียถอนหายใจเบาๆราวกับสามารถอ่านความคิดของผมออกได้อย่างง่ายดายเหมือนเด็กที่กำลังสนุกกับบางสิ่งส่วนผมยังคงจมอยู่กับความคิดของตัวเองการเดินทางสามวันนี้จะเจออะไรบ้างงน้าาาาา
✩
“”คืนนี้เราจะพักกันที่ีนี้นะครับท่านเรน""
เสียงของทหารที่ทำหน้าที่นำทางดังขึ้น ทำให้ผมละสายตาจากทิวทัศน์รอบๆแล้วหันกลับมาเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมก็เห็นว่ารถม้ากำลังชะลอตัวลง
พื้นที่ตรงหน้าคือบริเวณกลางป่า มีพื้นที่โล่งอยู่ระหว่างต้นไม้หลายต้นเหมาะสำหรับใช้เป็จุดพักแรมและที่สำคัญยังมีลำธารเล็กๆอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นด้วย
ผมมองสำรวจสถานที่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆยกมุมปากขึ้น
ป่า ยามค่ำคืน จุดพักแรมระหว่างเดินทาง ผมก้มหน้าลงเล็กน้อย
“...มาแล้วสินะ”
“คะ?”
ลิเลียที่กำลังเก็บของอยู่หันมามอง
“อะไรมาหรอคะ?”
“ไม่มีอะไร”
ผมตอบพร้อมกับเปิดประตูรถม้าแล้วก้าวลงไปทันทีที่เท้าััพื้น ผมก็สูดอากาศเข้าไปเต็มปอด กลิ่นดินกลิ่นหญ้าเสียงแมลงในป่าลมเย็นที่พัดผ่านต้นไม้ผมมองไปรอบๆอีกครั้งทุกอย่างตรงตามบรรยากาศของฉากหนึ่งในนิยายแฟนตาซีไม่มีผิด
สถานที่ห่างไกลผู้คน เวลากลางคืน กองคาราวานที่กำลังพักผ่อน
ถ้าเป็ไปตามอย่างที่ผมคิดไว้อีกไม่นานก็ต้องมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาแน่นอน เพราะนี้มันอีเว้นท์ระดับเปิดตัวของพวกตัวเอกเท่ๆเลยนะ
จะเป็มอนสเตอร์? โจร?หรือนักฆ่า?อาจจะเป็ก็กลุ่มลึกลับที่กำลังตามล่าตระกูลขุนนาง?ผมเริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“ท่านเรน?”
ผมหันไปมองทหารที่ยืนอยู่ข้างรถม้า
“คืนนี้...”
ผมหยุดเว้นจังหวะตั้งใจเว้นให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้จากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เตรียมตัวให้ดี”
ทหารคนนั้นกะพริบตา
“ครับ?”
“คืนนี้อาจมีบางอย่างเกิดขึ้น”
“...”
ทหารหลายคนที่กำลังขนสัมภาระหยุดมือแล้วหันมามองผม ผมกวาดตามองพวกเขาทีละคน
“อย่าประมาทกับสิ่งที่มองไม่เห็น”
พูดจบผมก็เดินผ่านพวกเขาไปอย่างช้าๆเสื้อคลุมสะบัดไปตามแรงลมผมพยายามรักษาสีหน้าให้ดูจริงจังที่สุด
เท่มาก
ผมคิดในใจนี่แหละนี่คือบรรยากาศที่ผมตามหามาตลอดแต่…..
“ฮ่าๆๆ!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นด้านหลังผมหยุดเดิน
“คุณชายครับ ป่าบริเวณนี้ปลอดภัยดีครับ”
ทหารคนหนึ่งพูดพลางหัวเราะ
“พวกเราเดินทางผ่านเส้นทางนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ”
อีกคนพูดเสริม
“ท่านเรนอาจจะเหนื่อยและเครียดมากเกินไปแล้วก็ได้ครับ”
“ฮ่าๆๆ!”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งผมยืนนิ่ง
...
ไม่เป็ไรพวกเขายังไม่เข้าใจว่าอีเว้นท์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนผมกำลังจะหันกลับไปมองพวกเขาและคิดไปว่าสมกับเป็ตัวประกอบหัวเราได้มีคลาสมาก แต่เสียงของลิเลียดังขึ้นมา
“พวกคุณ”
น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดังแต่กลับทำให้ทหารหลายคนหยุดหัวเราะลิเลียเดินออกมาจากรถม้า
“ถ้าท่านเรนพูดแบบนั้น...”
เธอมองพวกเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ก็เตรียมตัวไว้เถอะค่ะ”
“...”
“ั้แ่ดิฉันรับใช้ท่านเรนมา ท่านไม่เคยคาดเดาเื่แบบนี้ผิดเลยสักครั้ง”
ทหารหลายคนมองหน้ากัน
“จริงเหรอครับ?”
“ค่ะ”
ลิเลียพยักหน้า
“ถ้าท่านเรนพูดว่าคืนนี้อาจมีบางอย่างเกิดขึ้น ก็เชื่อท่านเถอะค่ะ”
ผมเหลือบมองเธอ ลิเลีย... ผมแทบอยากจะยกนิ้วโป้งให้เธอตรงนั้นทหารที่เมื่อครู่ยังหัวเราะอยู่เริ่มเปลี่ยนสีหน้า
“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้เพิ่มเวรยามดีไหมครับ?”
“ก็ดีค่ะ”
“เอาจริงเหรอครับ?”
“เอาจริงค่ะ”
ทหารหันมามองผมขณะที่ผมกำลังนั่งชิวๆโยนเค้กผลไม้เข้าปากอย่างอร่อย
หลังจากนั้นค่ายพักแรมก็ถูกจัดตั้งขึ้นกองไฟถูกจุดขึ้นกลางพื้นที่ม้าถูกผูกเอาไว้ใกล้ๆเหล่าทหารแบ่งเวรกันเฝ้ายามตามที่ลิเลียแนะนำส่วนผม...
นั่งอยู่ข้างกองไฟมองเปลวเพลิงที่กำลังสั่นไหวและมือกำลังจิ๊มผลไม้ที่ลิเลียเป็คนปลอกให้มาทานอย่างอร่อยยยแต่ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง
คืนนี้ต้องมีอะไรแน่
ผมััได้ถึงมันบรรยากาศแบบนี้จะปล่อยให้เงียบสงบไปเฉยๆได้ยังไง?ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าดวงดาวเต็มท้องฟ้าดวงจันทร์กำลังลอยอยู่เหนือยอดไม้แต่ที่แปลกก็คือที่นี้มีดวงจันทร์อยู่สองดวง
“...สวยดีแฮะ”
ผมพึมพำแล้วก็เริ่มคิดต่อถ้ามีศัตรูบุกเข้ามาจริงๆผมควรทำอะไร? ช่วยพวกทหารทันที?หรือปล่อยให้พวกเขาต่อสู้ก่อน?
ไม่สิ
ถ้าผมลงมือเร็วเกินไปมันก็ไม่เท่ต้องรอจนสถานการณ์กำลังแย่ที่สุดจากนั้นค่อยปรากฏตัวท่ามกลางความมืดอาจจะยืนอยู่บนกิ่งไม้...หรือไม่ก็บนหลังคาของรถม้า
แล้วพูดว่า
“พวกแก...เลือกผิดสถานที่แล้ว”
ผมพยักหน้ากับตัวเอง
“อืม...ใช้ได้”
“ท่านเรน”
“หืม?”
ลิเลียที่กำลังจัดผ้าห่มอยู่หันมามอง
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือคะ?”
“ไม่มีอะไร”
“ท่านกำลังยิ้มค่ะ”
ผมรีบเก็บสีหน้า
“แค่คิดเื่ทั่วไป”
“ค่ะ”
เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะไม่เชื่อแม้แต่น้อยเวลาค่อยๆผ่านไปหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วก็สามชั่วโมง...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นผมเริ่มขมวดคิ้ว
“...”
หรือว่า...มันจะไม่เกิด?ผมมองไปรอบๆทหารยังคงเฝ้ายามกองไฟยังคงลุกอยู่ไม่มีเสียงประหลาดไม่มีมอนสเตอร์ไม่มีโจรไม่มีนักฆ่าไม่มีอะไรทั้งนั้น ถ้าปล่อยไว้แบบนี้มันจะเป็พล็อตโฮลขนาดใหญ่เลยนะให้ตายสิทั้งๆที่บรรยากาศดีแบบนี้แท้ๆปล่อยอะไรสักอย่างออกมาหน่อยสิ~
“ท่านเรน”
เสียงทหารคนหนึ่งดังขึ้น
“ดูเหมือนคืนนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะครับ”
“...”
ผมมองเขา
“อย่าเพิ่งประมาท”
“ครับๆ”
น้ำเสียงของเขาเริ่มฟังดูเหมือนกำลังแกล้งตอบรับมากกว่าจะเชื่อจริงๆ ไม่นานนัก ทหารบางส่วนก็เริ่มทยอยไปพักจากเดิมที่มีคนเฝ้ายามหลายคนเหลือเพียงไม่กี่คน
“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆก็ไม่จำเป็ต้องใช้คนเยอะขนาดนี้หรอกครับ”
“นั่นสินะ”
“ท่านเรนคงแค่จิตนาการไปเอง”
ผมได้ยินบทสนทนาเ่าั้แต่ไม่ได้พูดอะไรเพราะแม้แต่ตัวผมเอง...ก็กำลังเซงโลกใบนี้อยู่ทั้งๆที่โอกาสดีแบบนี้แท้ๆผมถอนหายใจบางทีโลกนี้อาจไม่ได้เป็ไปตามสูตรนิยายที่ผมคิดไว้ก็ได้ผมจึงกลับเข้าไปในรถม้าล้มตัวลงนอนพร้อมกับลิเลียที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากผมมากนัก
“เอาเถอะ...”
“ถ้ามีก็คงมี”
“ถ้าไม่มีก็ช่างมัน”
ผมหลับตาลงและในที่สุดก็หลับไป
✩
แกรก...
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นท่ามกลางความมืดชายคนหนึ่งที่กำลังเฝ้ายามหันขวับไปมอง
“...ใคร?”
ไม่มีคำตอบ เขากำดาบแน่นขึ้น
“มีใครอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า?”
ชายคนนั้นค่อยๆเดินเข้าไปใกล้พุ่มไม้ก่อนจะเห็นเงาคนหลายคนกำลังเคลื่อนที่อยู่ท่ามกลางความมืดดวงตาของเขาเบิกกว้าง
“คน...?”
หนึ่งคน
สองคน
สามคน
ไม่———มากกว่านั้นเงาดำจำนวนมากกำลังค่อยๆล้อมค่ายพักแรมเอาไว้ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ
คืนนี้พวกมันคงไม่สงบอีกต่อไปแล้ว
แต่คนที่กำลังจะรู้เื่นั้นเป็คนสุดท้ายกำลังนอนหลับสบายอยู่ในรถม้าโดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองคาดเดาเอาไว้เล่นๆ...มันกำลังเกิดขึ้นแล้ว!