วันนี้เว่ยซูฮวาก็ยังคงบังคับให้ศิษย์พี่ของตนกระทำเช่นเมื่อวาน ทั้งยังไม่ลืมประทับรอยข้างแก้มของชายหนุ่ม เมื่อศิษย์พี่จากไปเว่ยซูฮวาก็แต่งเนื้อแต่งตัวเตรียมไปเข้าเฝ้าฮองเฮาที่ตำหนักคุนหนิง นางสั่งการให้หว่านรั่วแต่งหน้าให้นาง คิ้วดุจใบหลิว ขนตางอนงาม ดวงตาหงส์ถูกวาดหางตาให้เข้มขึ้น ริมฝีปากบางถูกแต่งแต้มด้วยชาดสีแดง เพียงเท่านี้ก็ทำให้ใบหน้าที่งดงามอยู่แล้วยิ่งดูงดงามเฉิดฉันมากยิ่งขึ้นไปอีก ทว่าเป็ความงดงามที่ราวกับจะล่อลวงผู้คน งดงามประหนึ่งนางปีศาจจิ้งจอก และนั้นก็คือสิ่งที่เว่ยซูฮวา้า
ชุดตัวในสีชมพูสดคลุมทับด้วยชุดตัวนอกสีชมพูอ่อนโปร่งบางที่ปักด้วยดอกไห่ถังดิ้นเงินอย่างประณีต ปิ่นปักผมสีเงินกระทบกันไปมายามนางก้าวย่าง เว่ยซูฮวาตั้งใจไว้แล้วว่านางจะไปถึงเป็คนสุดท้าย แม้จะดูเป็การไม่เจียมตนแต่แล้วอย่างไรเล่า สิ่งใดที่ขัดต่อคุณงามความดี ต่อคุณธรรมสนมชั่วเช่นนางจึงพึงกระทำ
เมื่อมาถึงตำหนักคุนหนิงหญิงสาวก็ได้ยินเสียงนกขมิ้นนกนางแอ่นซุบซิบจิ๊บจั๊บ[1] ช่างพูดคุยกันได้ถูกคอยิ่งนัก เว่ยซูฮวาก้าวเท้าเข้าไป ภายในก็พลันเงียบเสียงลง พวกนางต่างตั้งหน้าตั้งตารอการมาถึงของสตรีสกุลเว่ยผู้นี้
เว่ยซูฮวาย่อกายถวายความเคารพต่อฮองเฮาด้วยกิริยาสูงศักดิ์อย่างที่ตนได้รับการเคี่ยวเข็ญมาจากท่านอาจารย์หญิง “หม่อมฉันเว่ยชงหรง ถวายพระพรฮองเฮาขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พัน ๆ ปีเพคะ”
“เราก็นึกว่าผู้ใดที่แท้ก็เว่ยชงหรงนี่เอง อย่าได้มากพิธี” ฮองเฮาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือแววเมตตา พยายามเพ่งพิศมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยังคงก้มต่ำ
“ขอบพระทัยเพคะ” เว่ยซูฮวากล่าวแล้วย่อกายให้กับสนมที่อยู่ในที่นั้น จากนั้นก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรกับฮองเฮา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยทว่าเพียงเท่านั้นก็ทำให้ฮองเฮาและบรรดาพระสนมต้องสูดหายใจเข้าลึก ๆ จิกฝ่ามือเข้ากับร่างกายของตนอย่าง้าเรียกสติ ความอิจฉาริษยาพวยพุ่งอย่างห้ามไม่อยู่ รูปโฉมงดงามล่มเมืองที่แม้แต่หวางกุ้ยเฟยผู้ได้ชื่อว่าเป็หญิงงามของเมืองหลวงยังต้องพ่ายแพ้ ไหนจะรอยยิ้มและแววตาที่ราวกับจะล่อลวงผู้คนนั้นอีกเล่า!
“เว่ยชงหรงช่างงดงามเป็เอก” หวางกุ้ยเฟยกล่าวชมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แล้วยกยิ้มน้อย ๆ ที่แสดงถึงท่าทางเป็มิตร
“ขอบพระทัยเพคะพระสนม” เว่ยซูฮวาย่อกายขอบคุณอีกฝ่ายแต่ก็ไม่วายแอบพิจารณาพระสนมคนโปรดของศิษย์พี่ หวางกุ้ยเฟยนั้นงดงามอ่อนหวานประหนึ่งดอกบัวขาวให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ส่วนผู้ที่อยู่ข้างกายหวางกุ้ยเฟยคือเต๋อเฟยหากนางจำมิผิดน่าจะมาจากสกุลหวงใบหน้าของเต๋อเฟยดูคล้ายใครบางคนที่นางรู้จัก ทว่านึกไม่ออกว่าเป็ผู้ใด
“เมื่อวสันตฤดูผ่านพ้นบุปผาย่อมโรยรา” เสียงที่ราวกับเปรยออกมาก็เรียกสายตาของเว่ยซูฮวาให้หันไปมองได้ไม่ยาก ดูจากตำแหน่งการนั่งแล้วคงจะเป็โจวซูเฟย บุตรสาวของโจวต้าเจียงจวินผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายขวา และแน่นอนตระกูลของพวกนางย่อมไม่ถูกกันตามตำแหน่งของบิดา
เว่ยซูฮวาไม่ได้ตอบอันใดเพียงยกยิ้มราวกับไม่ได้ยินเสียงของอีกฝ่าย ก็โจวซูเฟยมิได้เอ่ยเรียกชื่อนางไยนางต้องเดือดเนื้อร้อนใจด้วยเหล่า
“ไยเ้าจึงมิพูดกับข้า!” โจวซูเฟยที่เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ ไม่ทุกข์ร้อนกับคำกล่าวของนางก็ให้โกรธเกรี้ยว เดิมตระกูลของทั้งสองก็ไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว ยังต้องมาแย่งชิงความโปรดปรานจากฮ่องเต้อีก และด้วยความที่โจวซูเฟยเป็ถึงบุตรีของแม่ทัพนิสัยจึงหาได้เรียบร้อยดุจหญิงสาวในห้องหอทั่วไป นางจึงกล้าหาเื่อีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาแม้จะอยู่ต่อหน้าฮองเฮาก็ตาม
“พระสนมตรัสถึงหม่อมฉันหรือเพคะ” เว่ยซูฮวาชี้นิ้วเข้าหาตัวยกยิ้มใสซื่อที่ชวนให้ผู้คนชิงชังนัก
“มิใช่เ้าแล้วจะผู้ใด” โจวซูเฟยชักสีหน้าความรู้สึกโกรธเกรี้ยวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเห็นท่าทางน่าชิงชังนั้น
“พระสนมมิได้เอ่ยชื่อ หม่อมฉันจึงไม่รู้ว่าพระสนมทรงเอ่ยกับหม่อมฉันขออภัยด้วยเพคะ” เว่ยซูฮวาย่อกายขออภัยอีกฝ่าย
บรรดานางสนมชั้นต่ำกว่าเฟยก็สูดหายใจเข้าอย่างแรง สนมจากสกุลเว่ยผู้นี้จะใจกล้าไปหน่อยหรือไม่ เพิ่งเข้าวังมาก็กล้าต่อล้อต่อเถียงมีเื่กับหนึ่งในสี่พระสนมขั้นสูงแล้ว แม้ตัวนางจะมาจากตระกูลใหญ่มิได้ด้อยไปกว่ากันแต่ในตอนนี้ก็เป็เพียงสนมในตำแหน่งชงหรงเพียงเท่านั้น ทว่าแม้จะใแต่พวกนางก็ยังคงรอชมดูหายนะของผู้อื่นอย่างใจจดใจจ่อ
“เ้า!” โจวซูเฟยชี้หน้าของเว่ยซูฮวาเพียงเท่านั้นก็ถูกฮองเฮาตัดบท
“มิเอาน่าซูเฟย เว่ยชงหรงพึงเข้ามาอยู่ในวังแห่งนี้จึงยังมีกิริยาที่ยังไม่รู้ความอยู่บ้างเ้าก็อย่าได้ถือสานาง” ฮองเฮาเอ่ยอย่างมีเมตตา “อย่างไรเว่ยชงหรงเ้าก็คัดตำราว่าด้วยกิริยาที่สตรีพึงกระทำมาให้เราสักยี่สิบจบแล้วกันจะได้รู้ความมากขึ้น”
เว่ยซูฮวาได้ยินคำตรัสเ่าั้ก็ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยัน ตรัสเหมือนจะช่วยเหลือนางแต่สุดท้ายก็ทำโทษช่างสมกับเป็สตรีฝ่ายในจริง ๆ เว่ยซูฮวาย่อกายรับคำสั่งของฮองเฮา สนมที่อยู่ในที่นั้นก็ลอบสะใจแม้จะไม่ได้ลงโทษมากมายแต่ก็สร้างความสุขให้พวกได้แล้ว
“อีกอย่างยามเซิน[2]เราจะจัดงานเลี้ยงบุปผาต้อนรับน้องสาวคนใหม่” ฮองเฮาตรัสอย่างมีเมตตาอีกครา แล้วก็บอกให้พวกนางกลับตำหนักได้
เว่ยซูฮวารอให้สนมต่าง ๆ ที่มียศสูงกว่าตนเดินออกจากตำหนักคุนหนิงไปทีละนาง เมื่อนางก้าวเท้าออกมาจากตำหนักก็พบกับโจวซูเฟยที่ยืนรออยู่ก่อน ทั้งยังมีนางสนมมากมายที่ยังคงรั้งรออยากดูชมเื่สนุก
“เว่ยชงหรง เ้าอย่าคิดว่ามีบิดาเป็ต้าเจียงจวินเช่นเดียวกันกับข้า แล้วจะทำกิริยาไร้มารยาทเช่นนี้ได้ อย่างไรในวังหลวงแห่งนี้ข้าก็ยังเป็ถึงซูเฟยของฝ่าา ส่วนเ้าก็เป็เพียงนางสนมชั้นต่ำ” เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย โจวซูเฟยก็ไม่รอช้าเข้ามาหาเื่เว่ยซูฮวาต่อทันที
เว่ยซูฮวาไม่ตอบอันใดเพียงเลิกคิ้วแล้วยกมุมปากคล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้มก็ยิ่งสร้างความเดือดดาลให้แก่โจวซูเฟยเป็อย่างมาก
“จงนั่งคุกเข่าอยู่ที่นี่สองชั่วยาม!” โจวซูเฟยสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ทว่าอยู่ ๆ ขันทีจากตำหนักใหญ่ก็ก้าวเท้าเข้ามาก่อนที่เว่ยซูฮวาจะถูกนางกำนัลของโจวซูเฟยเข้ามาบังคับให้คุกเข่า
เมื่อเห็นว่าเป็จวงกงกงหนึ่งในขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ โจวซูเฟยก็รีบเปลี่ยนกิริยาจากท่าทางแข็งกร้าว เป็นุ่มนวลเอ่ยกับจวงกงกงด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ฝ่าาทรงมีรับสั่งเรียกหาข้าหรือ”
“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะพระสนม ฝ่าาทรงมีรับสั่งเรียกเว่ยชงหรงให้เข้าเฝ้าฝนหมึกที่ห้องทรงพระอักษรขอรับ” จวงกงกงพูดขออภัยกับโจวซูเฟย หันมาหาเว่ยซูฮวากล่าวอย่างนอบน้อมแล้วผายมือเชิญนาง
“ขออภัยพระสนมที่วันนี้หม่อมฉันมิอาจจะนั่งคุกเข่าตามคำสั่งของพระสนมได้” เว่ยซูฮวาย่อกายขออภัยอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มเย้ยหยัน ท้าทายอย่างถึงที่สุด บรรดานางสนมที่เห็นเว่ยชงหรงได้รับพระกรุณาให้ไปปรนนิบัติถึงห้องทรงพระอักษรก็อิจฉาจนเืแทบกระอัก ทว่ายามหันกลับมามองโจวซูเฟยที่หน้าแตกก็รีบปิดปากหันหน้าหัวเราะคิกคัก ไม่ว่าผู้ใดล้ม ผู้ใดถูกลงโทษพวกนางก็ล้วนสุขใจ
เว่ยซูฮวาเดินไปจนถึงห้องทรงพระอักษร เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในห้องก็เห็นศิษย์พี่ของตนกำลังนั่งทำงานอย่างขมักเขม้น หลี่หยางฮุ่ยเงยหน้าขึ้นจากกองฎีกาของตนแล้วกวักมือเรียกให้ศิษย์น้องมานั่งอยู่ข้างกาย เว่ยซูฮวาก็หาได้อิดออด ในเมื่อศิษย์พี่อนุญาตให้นั่งบนเก้าอี้ของฮ่องเต้ได้แล้วไยนางต้องคิดมากด้วยเล่า
“เป็อย่างไรเข้าเฝ้าฮองเฮา” เมื่ออีกฝ่ายเดินมานั่งลงข้างกายแล้วหลี่หยางฮุ่ยก็เปิดปากถามทันที
เว่ยซูฮวายู่หน้าอย่างไม่พอใจเท่าไหร่ กิริยาที่น่ารักน่าชังของนางก็เรียกรอยยิ้มจากพระโอษฐ์ของฮ่องเต้หนุ่มได้ไม่ยาก “ไม่เท่าไหร่เ้าค่ะ เพียงต้องคัดตำราว่าด้วยกิริยาสตรีพึงกระทำยี่สิบจบ”
“แล้วจะคัดหรือไม่” หลี่หยางฮุ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือแววเอ็นดูอย่างถึงที่สุด
“แน่นอนว่าไม่เ้าค่ะ” เว่ยซูฮวายกยิ้มเจิดจ้า มองศิษย์พี่ของตนอย่างออดอ้อน
“ฮ่าๆๆ เ้าตัวดี” หลี่หยางฮุ่ยหัวเราะออกมาทันทีที่เห็นแววตาออดอ้อนของนาง มิวายให้เขาออกหน้าอีกเป็แน่
“ทูลฝ่าา ท่านรองตุลาการศาลซ่ง ท่านหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพร และคุณชายหวงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงที่เอ่ยรายงานอยู่หน้าห้องก็ทำให้เว่ยซูฮวากระเด้งตัวลุกขึ้นยืน หากไม่ติดว่ามือหนาของศิษย์พี่ใหญ่ที่กดตัวนางให้นั่งลงอยู่ที่เดิม
“เข้ามา” หลี่หยางฮุ่ยเอ่ยปากอนุญาตพลางหันไปยกยิ้มให้ศิษย์น้องของตนที่มองมา ตาแทบทะล้น
“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” ทั้งสามเข้ามาแล้วก็เอ่ยทำความเคารพผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดินทันที
“ศิษย์พี่ !” เว่ยซูฮวาเห็นใบหน้าของคนทั้งสาม ตาก็ยิ่งเบิกกว้างด้วยความใระคนยินดี ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่สี่ล้วนยืนอยู่ตรงหน้าของนาง เว่ยซูฮวาลุกขึ้นวิ่งเข้าไปกอดศิษย์พี่ของตนในทันที ทว่ากลับมีคนผู้หนึ่งมายืนขวางทางเอาไว้เสียก่อน นางจึงตกอยู่ในอ้อมแขนของศิษย์พี่ใหญ่
“เอ๋ ศิษย์พี่ใหญ่ยืนขวางทำไมหรือเ้าคะ” เว่ยซูฮวามองหน้าอีกฝ่ายอย่างงุนงง ไม่ทราบเหตุใดนางจึงรู้สึกว่าศิษย์พี่ใหญ่ดูคล้ายไม่สบอารมณ์
“เ้าเป็พระสนมแล้ว ระมัดระวังกิริยาหน่อยเ้าตัวดี” หลี่หยางฮุ่ยดีดหน้าผากมนอย่างมันเขี้ยว นางช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ!
“ใช่ ๆ ศิษย์น้องเล็กเ้าโตเป็สาวงาม ทั้งยังเป็ถึงพระสนมจะวิ่งเข้ามากอดพวกเราเป็เด็ก ๆ ไม่ได้แล้วรู้หรือไม่” หวงเชียนเล่อศิษย์พี่รองรีบพยักหน้าเออออตามคำพูดของศิษย์พี่ใหญ่ทันที
เว่ยซูฮวาผละออกจากอ้อมแขนของศิษย์พี่ใหญ่แล้วลูบหน้าผากของตัวเองปอย ๆ พลางทำหน้ายู่ไม่พึงพอใจ แต่ก็มิได้เอ่ยคัดค้านศิษย์พี่
“มิเห็นเป็อันใด ในที่นี้มีแต่พวกเรา มา มาให้ศิษย์พี่สี่ของเ้ากอดให้ชื่นใจเสียหน่อย” เจิ้งเทียนฉีหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรว่าแล้วก็กางแขนกำลังจะเข้ากอดศิษย์น้องหญิงของตน ก็โดนศิษย์พี่ใหญ่ตัดหน้าคว้าตัวศิษย์น้องเข้าไปไว้ในอ้อมแขน มืออีกข้างก็ผลักหน้าผากของเขาเอาไว้
“ศิษย์พี่ใหญ่เหตุไฉนท่านจึงกอดนางได้ แต่ข้ากอดนางมิได้เล่า!” เจิ้งเทียนฉีเอ่ยอย่างฮึดฮัด
“ตอนนี้นางอยู่ในฐานะสนมของข้า เหตุไฉนข้าจะต้องยอมให้บุรุษหน้าเหม็นอย่างเ้ามากอดสตรีของข้าด้วย” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวพลางกดหน้าของเว่ยซูฮวาเข้าที่อกของตน ถลึงตามองศิษย์น้องสี่ด้วยแววตาทะมึนประกายตาแวววับดูอันตรายยิ่ง
เจิ้งเทียนฉีเห็นแววตาเช่นนั้นของศิษย์พี่ก็ได้สติในทันที ได้แต่ยืนยิ้มแหย ซ่งเทียนเหิงรองตุลาการศาลมองซ้ายมองขวาอย่างพระพุทธรูปหนึ่งจั้งสองเซียะ ลูบเศียรไม่ถึง [3]หวงเชียนเล่อเห็นสถานการณ์อันตรายก็รีบเอ่ยคลี่คลายบรรยากาศในทันที “ศิษย์น้องเล็กเมื่อเช้าพี่เจอขนมโปรดของเ้าด้วยจึงได้ซื้อมาฝาก”
“ไหนเ้าคะ?” ได้ยินคำว่าขนมเว่ยซูฮวาก็รีบดันหัวตัวเองออกจากอกของหลี่หยางฮุ่ย หันไปมองศิษย์พี่รองด้วยแววตาเป็ประกายวิบวับ จากนั้นเสียงท้องร้องของนางก็ดังขึ้นในทันที พลันใบหน้าของนางก็สูบฉีดด้วยสีแดงระเรื่ออับอายจนต้องซุกหน้ากลับไปที่อกของศิษย์พี่ใหญ่อีกครั้ง
“ฮ่าๆ พี่เชื่อแล้วว่าเ้าอยากจะกินขนมของพี่” ศิษย์พี่คนอื่นก็หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
ร่างกายแกร่งที่นางซุกหน้าไว้ก็สั่นไหวอย่างอดกลั้นมิให้หัวเราะออกมา เว่ยซูฮวาทุบหน้าอกของศิษย์พี่ใหญ่แล้วดันตัวออกกล่าวอย่างกระเง้ากระงอด “ก็ข้ายังมิได้กินอันใดั้แ่เช้านิเ้าค่ะ!”
นางคิดไว้แล้วว่าพอถวายพระพรฮองเฮาเสร็จจะกลับไปกินแต่ศิษย์พี่ใหญ่กลับเรียกนางมาพบเสียก่อน จะไม่ให้ท้องของนางร้องประท้วงได้อย่างไร
“ทูลฝ่าา เต๋อเฟยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของขันทีที่อยู่ด้านนอกก็ทำให้ใบหน้าของทุกคนหุบยิ้มในทันที ศิษย์พี่ใหญ่เดินกลับไปนั่งอยู่ที่เดิมไม่ลืมที่จะดึงนางให้ไปนั่งอยู่ด้านข้าง เมื่อบรรยากาศกลับกลายเป็ฮ่องเต้พบปะกับข้าราชบริพาลเรียบร้อยแล้ว หลี่หยางฮุ่ยก็เอ่ยปากอนุญาตให้เต๋อเฟยเข้ามาได้
“ถวายพระพรเพคะฝ่าา” หวงเต๋อเฟยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าของเว่ยซูฮวา แล้วย่อกายทำความเคารพยิ้มอ่อนหวาน จากนั้นก็หันไปทักทายศิษย์พี่รองของนาง “พี่ใหญ่มิได้เจอกันนานเลยนะเ้าคะ”
สมองเว่ยซูฮวาก็สว่างวาบขึ้นมาในทันใด นางก็ว่าหวงเต๋อเฟยผู้นี้มีใบหน้าคล้ายผู้ใดที่แท้ก็คือศิษย์พี่รอง ! บรรดาศิษย์พี่ของนางมิมีผู้ใดธรรมดาเลยสักคน
“เต๋อเฟยคงจะคิดถึงเ้าเชียนเล่อ เช่นไรเราอนุญาตให้พวกเ้าพี่น้องพบกันได้” หลี่หยางฮุ่ยกล่าวแล้วโบกมือให้ทั้งสองออกไปได้ หวงเต๋อเฟยอ้าปากค้างราวกับ้าจะกล่าวอันใดสักคำแต่ก็ถูกศิษย์พี่รองขัดขึ้นเชิญนางออกจากห้องทรงพระอักษรในทันที
เมื่อทั้งสองจากไปศิษย์พี่สามกับศิษย์พี่สี่ก็เอ่ยปากขอตัว “อย่าลืมมาเยี่ยมข้าอีกนะเ้าคะ!” เว่ยซูฮวารีบเอ่ยก่อนที่ศิษย์พี่ทั้งสองจะก้าวออกจากห้องทรงพระอักษร
“ศิษย์พี่ใหญ่ เหตุไฉนศิษย์พี่รองถึงดูไม่พอใจหวงเต๋อเฟยเท่าไหร่เลยเ้าคะ” เว่ยซูฮวาหันหน้าไปหาศิษย์พี่ใหญ่ของตน
“ศิษย์พี่รองของเ้าไม่อยากให้น้องสาวของเขาเข้าวัง เพราะรู้ว่าพี่จะไม่สนใจแต่นางดื้อดึงจะเข้าวังให้ได้ ด้วยความที่พี่เห็นแก่หน้าของเชียนเล่อจึงแต่งตั้งนางเป็เต๋อเฟย แต่ก็หาได้เคยเข้าหอกับนาง และทุกครั้งที่เชียนเล่อเข้าวังมานางจึงหาโอกาสมาปรากฏตัวต่อหน้าพี่” หลี่หยางฮุ่ยเล่าพลางม้วนผมของนางเล่น
“ช่างน่าหมั่นไส้ศิษย์พี่ใหญ่ที่มีหญิงงามมากมายยอมพลีกายเพื่อท่าน” เว่ยซูฮวากล่าวพลางถอนหายใจออกมา สงสารบรรดาหญิงงามทั้งหลายที่ดันมาหลงรักฮ่องเต้โดยแท้
[1] ใช้เปรียบถึงเสียงพูดคุยหยอกล้อกันของหญิงสาว
[2] 15.00-16.59
[3] กล่าวถึงพระพุทธรูปขนาดใหญ่มาก ไม่มีทางที่คนจะลูบเศียรพระได้ ใช้อุปมาไม่เข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น