เช้าต่อมา
ฉันลืมตาตื่นจากเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ อยู่นอกบ้าน ชะโงกหน้าดู เห็นร่างท้วมของหญิงวัยทองกำลังกวาดใบไม้ข้างสระว่ายน้ำอยู่
“...ป้าแม่บ้าน!”
ฉันรีบแปรงฟัน แบกร่างกายวิ่งลงบ้านชนิดเหมือนถูกไล่ฆ่า พอเห็นทางสะดวกไร้เงาคนตัวสูงก็ยิ่งเข้าทาง
“ป้า!”
“ว้าย!!! นะ หนูเฌอ…” ป้าหันมาหาฉัน พลางทำสีหน้าใ... ผสมกลัว?
“รู้จักหนูด้วยหรอ”
“อ่อ นายหัวแนะนำเอาไว้แล้วจ้ะ”
“แหะๆ แล้ววว.. คุณเธียรไปไหนหรอป้า”
“เข้าเมืองแต่เช้าแล้วจ้ะ ไปทำงานน่ะ”
“อ่อ … คือป้าคะ”
“....”
“หนูขอยืมโทรศัพท์ได้ไหม”
“ทะ โทรศัพท์หรอ?“ ป้าทวนคำถาม มือกำไม้กวาดแน่น ทำตากรอกไปมาตลอดเวลาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
“ค่ะ พอดีมีธุระด่วนต้องโทรหาที่บ้าน”
“เอ่อ ไม่มีจ้ะ! ปะ ป้าไม่ใช้โทรศัพท์”
“ห้ะ! ยุคนี้ไม่มีโทรศัพท์ใช้หรอคะ”
“คือ เกาะนี้สัญญาณไม่ถึงจ้ะ ป้าเลยไม่พกมา”
“อ่อ ไม่เป็ไร....งั้น ป้าจะกลับตอนไหนคะ”
“ห้ะ?” ป้าค่อยๆ ก้าวขาหันหลังให้ฉัน เหมือนพยายามหลบเลี่ยงการสนทนา
“หนูจะขอติดเรือไปด้วย... หนูจะเข้าเมือง กลับบ้าน”
“เอ่อ คงไม่ได้หรอก นายหัวสั่งไว้ ห้ามให้หนูออกจากเกาะ…”
“ป้าคะ.. คือมันเกินจะเชื่อ แต่คือเื่จริง”
“……”
“หนูถูกจับมาค่ะ หนูโดนลักพาตัวมา ถ้าป้ากับลุงช่วยไปส่งที่ท่าเรือ หนูจะให้ค่าตอบแทน 5 ล้านบาท ลุงกับป้าไม่ต้องมาทำงานงกๆ แบบนี้เลยค่ะ กินหรู อยู่สบาย นอนใช้เงินไปวันๆ ได้เลย” ฉันพยายามเกลี่ยกล่อมป้า
“!!!”
“10 ล้านเลยก็ได้! …นะป้า หนูพูดจริงๆ นะ”
“มะ ไม่ได้หรอกหนู นายหัวฆ่าป้าตายแน่”
“ไม่ฆ่าค่ะ หนูจะส่งคนมาดูแลป้าเอง พ่อหนูเป็นายพลนะ มีอิทธิพลมาก ลูกน้องทั่วประเทศ ป้าเชื่อหนูนะ”
ฉันวิ่งไปเกาะแขนป้า อ้อนวอนด้วยสายตาจริงจังสุดๆ
“คะ คือ….”
“นะคะ หนูขอร้องล่ะ หนูรักษาคำพูดแน่นอน แค่ไปส่งหนูขึ้นฝั่งเอง”
“งะ งั้น ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ แล้วป้าจะไปเอาเรือออกรอ”
“จริงหรอ?!” ฉันถามด้วยอาการตื่นเต้น ตาลุกวาว
“...” ป้ายิ้มแห้งใส่ แล้วพยักหน้าลงเบาๆ
ฉันรีบวิ่งแจ้นขึ้นไปเปลี่ยนชุด ใส่เสื้อตัวหนา กางเกงวอม แอบเอายางวงรัดเอวกันหลุด พอวิ่งหอบลงมาด้วยความรีบร้อน ถึงกับหน้าเหวอ เพราะเรือที่คิดว่าน่าจะเป็ป้ากับลุง แล่นออกกลางทะเลไปแล้ว
“กรี้ดดด ป้า!!!! หนูอยู่นี่ ป้า!!! อย่าพึ่งไป!”
ใช่ค่ะ คนสวยโดนป้าแม่บ้านต้มซะเปื่อย แล้วขับเรือชิ่งหนี ทิ้งให้ฉันยืนกรี๊ดเสียงแหบเสียงแห้งอยู่คนเดียวที่ชายหาด
‘ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ในบ้านต้องมีอะไรบ้างแหละ’
ฉันไม่ละความพยายามวิ่งเข้าบ้าน รื้อค้นทุกซอกมุม หาทุกอย่างที่คิดว่าจะเป็เครื่องช่วยให้ฉันกลับบ้าน
แต่แล้วหาทุกมุม ค้นทุกชั้น จนเกือบหมดวัน ก็ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์สักเครื่อง โน๊ตบุ๊คสักตัว หรือพุสัญญาณสักอัน
“ฮืออออ แม่งเอ้ย!”
ฉันนั่งร้องไห้ด้วยความเหนื่อย ผสมโกธร ทุบพื้นกระเบื้องด้วยมือเปล่าระบายอารมณ์ จนฟุบนอนหลับกับพื้นเย็นๆ ไปด้วยความล้า
ตื่นขึ้นมาอีกทีฉันนอนอยู่บนโซฟา พร้อมมีผ้าห่มผืนบางๆ คลุมร่างไว้ เสียงหั่นอะไรสักอย่าง ทำให้ฉันหันไปทางห้องครัว
คนร่างสูงหุ่นคุ้นๆ ใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว ทับชายด้วยกางเกงสแลคสีดำเงา ลุคผู้บริหาร ไม่ได้เป็คนเถื่อนอย่างที่ฉันเคยเจอ
แหงล่ะ หมอนี่ก็รวยใช่ย่อยนิ การงานก็คงไม่ใช่แค่พนักงานท่านหนึ่งแน่นอน ฉันลุกเดินดิ่งไปทางเขาแล้วถามด้วยอารมณ์คุกรุ่น
“คุณบอกอะไรกับป้าแม่บ้าน”
“....” เขาเงียบใส่ หั่นผักต่อไปเรื่อยๆ เมินคำถามฉัน
“ฉันถาม!”
“อย่าขึ้นเสียง …” คำเรียบๆ ของเขาทำให้ฉันชะงัก กัดเม้มริมฝีปากตัวเอง
“....”
“ป้าเมี้ยนไม่ผิดอะไร … ฉันสั่งไว้เองว่าห้ามช่วยเหลือเธอ”
“ทำไม?!”
“ถ้าช่วยเธอ ที่ผ่านมาก็ไร้ประโยชน์”
“ฉันไปทำอะไรให้คุณนักหนา จะจองจำฉันไปถึงไหน”
“จนกว่าเธอจะรู้จักเห็นหัวคนอื่นบ้าง”
“..ฉันเกลียดคุณ เกลียดเกาะบ้าๆ นี่ เกลียดทุกคนที่เกี่ยวข้อง !”
เขาวางมีดลง เดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าเชิด สายตาก้มมองฉันที่อยู่ต่ำกว่าเหมือนกำลังเหยียดและพร้อมย่ำให้จมดิน
“ฉันก็ไม่ได้ชอบเธอนักหรอก เฌอพราวด์”
“...”
“ .. เธอไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกนี้ เธอไม่มีสิทธิ์เหยียบหัวใคร เงินของเธอไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ถ้าอยากหลุดพ้นจากนรกนี่… ทางเดียวคือ ทำ ตัว ให้ ดี ขึ้น"
“ฉันต้องดีขนาดไหน ที่ทำไปยังไม่เรียกว่าดีอีกหรอก”
“ดี ของฉันคือดีจากความคิด ไม่ใช่ดีเพราะอยากได้อะไรสักอย่าง”
“...”
“ถ้ารู้จักทำอะไรเอง โดยไม่ต้องมีคนมารองมือรองเท้า ไม่สร้างปัญหาให้คนรอบข้าง รู้จักคิดเื่ดีๆ เป็ เมื่อนั้นเธอจะได้อิสระ”
“แค่นี้ใช่ไหม”
“.....” เขากอดอกมองหน้าฉัน
“ฉันถามว่า แค่นี้ใช่ไหม!”
“อย่างแรกเลย เลิกโวยวายเมื่อไม่ได้ดั่งใจอย่างนี้ก่อน”
ฉันกัดฟันยิ้ม ข่มอารมณ์ ค่อยๆ เปล่งเสียงถามเขา
“แค่นี้… ใช่ไหมคะ คุณเธียร”
“อืม”
“รับทราบค่ะ ท่าน!” ฉันแอบกระแทกเสียงตอนท้าย แล้วหันใบหน้าหนี เพราะยิ่งจ้องใบหน้าเขา ฉันก็ยิ่งโมโห
“ดี ...ไปล้างผัก”
“ห้ะ.. ฉันหรอ”
“พูดกับผีบ้านผีเรือนมั้ง โน่นไง ข้าวเย็น รึไม่กิน?”
“กิน!”
“เออ! ไปช่วยกันทำ อย่านอนรออย่างเดียว”
“จะให้ทำอะไรก็สั่งมาสิ” ฉันพูด พลางคว้ามีดมาถือ รอแทง! เอ้ย รอหั่นผัก
หลังจัดแจงหน้าที่ เขาชูตะหลิวให้ แล้วทำปากจู๋ๆ ไปที่กะทะร้อนฉ่าที่มีเสต็กกลิ่นหอมย่างอยู่ตรงกลาง
“ลองทำ”
ฉันรับตะหลิวนั้นมา พลิกซ้ายพลิกขวาที่ก้อนเนื้อ จนมันเริ่มมีสีเข้มของความสุกเด่นขึ้นมา
“สุกแล้ว ตักใส่จาน” เขาส่งจานให้ แล้วยืนกอดอกมองข้างหลัง
ฉ่าา
ตุ๊บ
“กรี้ดดดด“
ความร้อนของขอบกะทะที่แนบกับผิวหลังมือ ทำให้ฉันสะดุ้ง จนทำเสต็กเนื้อก้อนนั้นลงจูบพื้นเรียบร้อย
“โง่ก็งั้นแหละ ใครให้เอามือนาบขอบกะทะล่ะ”
“ก็มันลืมตัวนี่!”
“หึ มานี่ เดี๋ยวทำเอง”
เขาพูด พลางแย่งตะหลิวไป ใช้ลำตัวแทรกดันฉันให้ไปยืนข้างหลัง