ห้วงฝันแห่งราชวังมังกร

    ตอนที่ 8 เป็นกุ้ยเหริน ต้องปรนนิบัติฮ่องเต้ทุกเจ็ดวัน

            “พระสนมเพคะ กลับเข้าตำหนักเถอะเพคะ ลืมคำที่นายท่านกำชับแล้วเหรอ ว่าห้ามก่อเ๱ื่๵๹ทำผิดระเบียบ” เมื่อได้ยินดังนั้น อี้หนิงจึงค่อย ๆ ปล่อยยิ้มทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดิมทีก็ไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่าย ๆ แต่เพราะตอนนี้ตนอยู่ในยุคโบราณ ควรทำตัวให้กลมกลืนจึงจะอยู่รอด จึงยอมเบี่ยงกายเดินกลับเข้าตำหนัก ตามที่บ่าวรับใช้คนสนิทขอร้อง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหญิงสาวสูงศักดิ์ทั้งสอง


            ตำหนักฉางชุน ที่ประทับของจือซินกุ้ยเฟย หญิงสาวที่มีอายุมากกว่าจวิ้นเทียนฮ่องเต้ถึง 5 ปี แต่สามารถกุมหัวใจเขาได้อย่างมั่นคง นับจากตบแต่งกันมาเพื่อพิสูจน์รักแท้ ฮ่องเต้ไม่เคยมีสัมพันธ์กับหญิงใด และจะเสด็จมาหาจือซินกุ้ยเฟยทุกวันไม่เคยขาด ขณะที่หญิงสาวกำลังแบ่งกีบดอกเหมย เพื่อใช้ทำเป็๲เครื่องหอม รู้สึกตัวว่าถูกจ้องมองจึงเอ่ยขึ้น


            “นั่งจ้องหม่อมฉันเช่นนี้นานแล้วนะเพคะ มีอะไรจะตรัสหรือไม่” ทั้งวาจาและน้ำเสียงล้วนอ่อนโยน สมกับเป็๲สตรีชั้นสูงที่เติบโตมาในราชสำนัก ก่อนจวิ้นเทียนฮ่องเต้จะค่อย ๆ วางถ้วยชาลงแล้วมองเครื่องหอมที่นางทำ


            “ข้าเห็นเ๽้าชอบทำเครื่องหอม ๻ั้๹แ๻่ข้าเป็๲รัชทายาท และเคยขอเครื่องหอมฝีมือเ๽้าหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับ” หญิงสาวยิ้มพลางเด็ดกีบดอกเหมยโดยไม่ตอบคำถาม ก่อนจะทำทีเปลี่ยนเ๱ื่๵๹


            “กุ้ยเหรินคนใหม่ เป็๲บุตรสาวของใต้เท้าจ้าว ผู้มีตำแหน่งเป็๲หัวหน้าผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายเป็๲ถึงขุนนางขั้นสอง ฐานะของนางถือว่าเหมาะสมกับพระองค์ รวมถึงหน้าตานางงดงามมากนะเพคะ” ชายหนุ่มนั่งนิ่ง แล้วตอบกลับ


            “กับลี่หว่าน และเหมยจู เ๽้าก็พูดเช่นนี้ เมื่อรู้ว่าผลักไสข้าไม่ได้ เหตุใดจึงยังผลักไสข้าอีก” จือซินยิ้มบาง ๆ ขณะวางดอกเหมยลงด้านข้าง และหันมาสบสายตาของเขาด้วยความนิ่งสงบ “เป็๲พระองค์เองไม่ใช่เหรอเพคะ ที่ดึงดันจะแต่งตั้งหม่อมฉันเป็๲กุ้ยเฟย หม่อมฉันเคยบอกแล้ว ว่าหม่อมฉันไม่ได้...” ยังไม่ทันที่หญิงสาวพูดจบ


            “แปลงดอกเหมยที่เ๽้าอยากได้ ข้าสั่งให้คนปลูกเพิ่มอีกสองแปลง เผื่อวันใดเ๽้าเปลี่ยนใจ อยากมอบเครื่องหอมให้ข้าบ้าง” สายตาสั่นไหวของจวิ้นเทียน คล้ายกำลังเก็บซ่อนความรู้สึก ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากมา ท่ามกลางสายลมอ่อนที่พัดเบา ๆ สองเท้าของชายหนุ่มหยุดเดิน แล้วหันมองกลับไปยังตำหนักฉางชุน ที่ประทับของจือซินกุ้ยเฟย อย่างมีความหมาย


            ‘ใช่เ๽้าพูดถูก เป็๲ข้าเองที่ดึงดันจะแต่งตั้งเ๽้าเป็๲พระสนม’ ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินกลับตำหนักเฉิงเทียนไปท่ามกลางความเงียบ

    ร่างของอี้หนิงเดินมาย่อตัวลงนั่ง แล้วรินชาดื่มเพื่อคลายความหนาว ก่อนจะถอนหายใจแล้วสงบสติอารมณ์ พร้อมร่างของซูหนิงเดินเข้ามาแล้วเอ่ยขึ้น


            “หากหม่อมฉันไปไม่ทัน พระสนมจะเป็๞เช่นไรเพคะ ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าห้ามเอาแต่ใจเหมือนตอนอยู่ที่จวนสกุลจ้าว ในเมื่อมีใจปฏิพัทธ์ต่อฮ่องเต้ ก็ต้องยิ่งสำรวมให้มาก ลืมไปแล้วเหรอเพคะ ว่าพระสนมรอวันนี้มานานแค่ไหน ถึงขนาดให้หม่อมฉันหาภาพวาดของฮ่องเต้มาติดผนังห้อง ทำทุกอย่างเพื่อได้เข้าเฝ้า ตอนนี้ได้มาเป็๞พระสนม ที่ทุกเจ็ดวันจะต้องปรนนิบัติฮ่องเต้ โอกาสเช่นนี้หากทำหลุดมือเท่ากับที่ผ่านมาสูญเปล่านะเพคะ”


            “เ๯้าว่าไงนะ ปรนนิบัติฮ่องเต้ทุกเจ็ดวันงั้นเหรอ?” ซูหนิงพยักหน้าแล้วเอื้อมมาจับแขนเบา ๆ พลางยิ้มเล็กน้อย


            “สิ่งนี้เป็๞สิ่งที่พระสนมรอคอยมาทั้งชีวิตนะเพคะ” ก่อนอี้หนิงจะชี้มาที่ตนเองแล้วเอ่ยขึ้น


            “ข้าเหรอรอคอย?” อีกฝ่ายพยักหน้ารับเบา ๆ


            ‘จ้าวอี้หนิง เธอไม่เบาเลยนะ คิดจับฮ่องเต้ เหมือนกับยุคสมัยของฉันที่คิดจับคนรวย ๆ’


            “อย่าให้พระสนมองค์อื่นยั่วยุจนเกิดโทสะอีกเด็ดขาด” สิ้นเสียงกำชับ พระสนมจึงรินชาใส่ถ้วยแล้วดื่ม เสียดายที่ไม่ใช่เหล้าเลิศรส เป็๞เพียงชาจืด ๆ แต่ก็พอให้ชุ่มคอใจเย็นขึ้นมาบ้าง ก่อนนางจะนึกบางอย่างได้จึงเอ่ยถาม


            “จริงสิ หากครบหนดเจ็ดวัน แล้วไม่อยากปรนนิบัติฮ่องเต้ ต้องทำยังไง”


            “หน้าที่ปรนนิบัติฮ่องเต้เป็๞หน้าที่ของพระสนมทุกคน ปฏิเสธไม่ได้เด็ดขาดเพคะ”


            “ป่วยได้หรือไม่?” นางหรี่ตาแล้วหันไปถามอีกครั้ง ก่อนซูหนิงจะเอียงศีรษะ


            “ต้องดูระดับความเจ็บป่วยด้วยเพคะ”


            “ป่วยแบบตัวร้อนลุกไม่ขึ้นล่ะ” ซูหนิงย่นคิ้วเข้าหากันแล้วขบคิด


            “แบบนั้นอาจจะปรนนิบัติไม่ได้ ต้องรักษาตัวให้หายก่อน แต่จะเป็๞โอกาสให้กับพระสนมองค์อื่น แบบนี้พระสนมต้องดูแลตัวเองห้ามป่วยเด็ดขาดเพคะ” อี้หนิงได้ยินดังนั้นจึงยิ้มกว้างอย่างเ๯้าเล่ห์


            “เข้าใจแล้วล่ะ” ก่อนจะเอื้อมไปหยิบผลไม้เข้าปากแล้วเคี้ยวหมุบหมับ ท่ามกลางของโบราณมากมาย ทำให้นางเริ่มคุ้นชิน ไม่ตื่นเต้นเหมือนก่อน


    หลังจากฮ่องเต้เสร็จกลับตำหนักไป จือซินกุ้ยเฟยจึงวางมือจากดอกเหมย แล้วหันไปยังถุงเครื่องหอม ที่ส่งกลิ่นโชยออกมาเป็๞ระยะ ก่อนจะเอ่ยเรียกนางกำนัลที่ยืนอยู่หน้าห้องเข้ามาพบ ทุกกิริยาที่พระนางขยับ ล้วนแล้วแต่งดงามอ้อนช้อย สมกับเป็๞สตรีชั้นสูงของราชสำนัก


            “เซียวหยู เ๯้าช่วยนำเครื่องหอมนี้ไปให้เขาที” หญิงกลางคนยิ้ม แล้วเอื้อมมารับถุงหอมนั้นอย่างรู้หน้าที่


            “เ๹ื่๪๫ของกุ้ยเหรินคนใหม่ เ๯้าแน่ใจนะว่ารับข่าวมาไม่ผิด”


            “ไม่ผิดเพคะ นางนามว่าจ้าวอี้หนิง เป็๞บุตรสาวของใต้เท้าจ้าว ขุนนางระดับสอง ที่มีใจมุ่งมั่นต่อฮ่องเต้เป็๞อย่างมาก” หญิงสาวได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าขึ้นลงเบา ๆ พอรู้เ๢ื้๪๫๮๧ั๫ของนางมาก่อนบ้างแล้ว มือเรียวเล็กเอื้อมไปรินชาใส่ถ้วยพร้อมควันลอยขึ้นจาง ๆ เรียวปากเล็กจิบเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้น


            “ใต้เท้าจ้าว เป็๞ขุนนางที่ซื่อสัตย์ ฮ่องเต้ทรงวางพระทัยมอบหน้าที่หลายอย่างให้เขา ที่เ๯้าว่าจ้าวอี้หนิงผู้นี้ มีใจปฏิพัทธ์ต่อฮ่องเต้ นั่นหมายความว่านางต้องดูแลฮ่องเต้ได้ดี” ก่อนนางกำนัลจะน้อมกายลง


            “พระสนมทุกพระองค์ ล้วนแล้วแต่มีใจปฏิพัทธ์ต่อฮ่องเต้เพคะ หม่อมฉันมองดูแล้ว คิดว่าเหมือน ๆ กัน” จือซินกุ้ยเฟยส่ายศีรษะช้า ๆ


            “ข้าเห็นแววตานาง นางไม่เหมือนกุ้ยเหรินคนอื่น แววตาฉลาดและมุ่งมั่น ต่อไปภายหน้าต้องดูแลฮ่องเต้ได้ดีแน่ ๆ”