รุ่งอรุณแห่งนครชิงโจวมาเยือนพร้อมกับเสียงระฆังทองเหลืองที่ดังกังวานแว่วมาจากหอสังเกตการณ์ใจกลางเมือง หยาดน้ำค้างบนใบไผ่สีมรกตหน้าเรือนพักของลู่เฉินสะท้อนแสงตะวันแรกประดุจอัญมณีเม็ดงาม ภายในห้องพักที่เรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน บัณฑิตหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิตลอดทั้งคืน ั์ตาสีดำขลับของเขาปรากฏประกายสีอำพันวูบวาบก่อนจะจางหายไปในส่วนลึกของรูม่านตา
การทะลวงเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สองทำให้ััของเขาเฉียบคมขึ้นอย่างก้าวะโ ลู่เฉินสามารถได้ยินเสียงใบไม้ร่วงหล่นบนหลังคา และรับรู้ถึงกระแสลมปราณของเวรยามที่เดินลาดตระเวนอยู่ห่างออกไปหลายสิบก้าว พลังงานในจุดตันเถียนของเขาหนาแน่นขึ้นกว่าเดิมถึงสามเท่า สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์าที่ไหลเวียนอยู่ในสายเืประสานเข้ากับสติปัญญาของปัญญาชนอย่างกลมกลืน ทำให้เขาสามารถควบคุมพลังอันดุดันนั้นไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งกลิ่นอายคุกคามใดๆ เล็ดลอดออกมา
หลังจากล้างหน้าและจัดการเครื่องแต่งกายชุดบัณฑิตสีขาวเรียบง่าย ลู่เฉินก้าวออกจากเรือนพัก เป้าหมายในเช้าวันนี้ของเขาคือ ‘หอตำราหมื่นลี้’ ซึ่งเป็คลังสมบัติทางปัญญาที่ใหญ่ที่สุดในจวนเ้าเมืองชิงโจว สถานที่แห่งนี้รวบรวมทั้งคัมภีร์ปรัชญา บันทึกประวัติศาสตร์ และที่สำคัญที่สุด... ตำราพื้นฐานของวิถีแห่งเซียน
ชายหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินแกรนิต สองข้างทางประดับประดาด้วยพฤกษานานาพันธุ์ แสงแดดยามสายทอด เงา ของต้นหลิวใหญ่พาดผ่านแผ่นหลังของเขา ลู่เฉินก้าวเดินอย่างเนิบนาบ ท่วงท่าสง่างามประดุจสายน้ำที่ไหลเอื่อย ทว่าทุกย่างก้าวกลับแฝงไว้ด้วยความมั่นคงที่ยากจะสั่นคลอน
หอตำราหมื่นลี้เป็อาคารไม้สักทองห้าชั้นที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมชั้นสูง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวหยก บนยอดหลังคามีรูปปั้นกิเลนสยายปีกตั้งตระหง่าน เงา ของตัวอาคารมหึมาทอดทับลงบนลานกว้างเบื้องหน้า สร้างบรรยากาศที่ทั้งขลังและน่าเกรงขาม ลู่เฉินหยุดยืนมองความยิ่งใหญ่ของมันชั่วครู่ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดหินอ่อนเข้าไปด้านใน
บรรยากาศภายในหอตำราเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของกระดาษเก่าและหมึกชั้นดี ชั้นหนังสือไม้จันทน์สูงตระหง่านเรียงรายเป็ระเบียบสุดลูกหูลูกตา บัณฑิตที่ปรึกษาหลายสิบคนในชุดผ้าไหมชั้นเลิศกำลังนั่งอ่านตำราและปรึกษาหารือกันเสียงเบา เมื่อลู่เฉินก้าวเข้ามา สายตาหลายคู่ก็หันมามองเขาด้วยความประหลาดใจระคนดูแคลน เสื้อผ้าที่ปะชุนและหน้าตาที่อ่อนเยาว์ของเขาดูแปลกแยกจากสถานที่อันทรงเกียรติแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มหาได้ใส่ใจสายตาเ่าั้ไม่ เขาเดินตรงไปยังหมวด ‘ภูมิศาสตร์และขุมกำลังแห่งมณฑล’ เพื่อศึกษาโครงสร้างอำนาจของตระกูลอู๋และสำนักเซียนต่างๆ ทว่าเพิ่งจะเอื้อมมือไปแตะสันคัมภีร์ม้วนหนึ่ง เสียงกระแอมไออย่างจงใจก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ช้าก่อน... เ้าหนุ่ม"
ลู่เฉินหันกลับไป พบกับบุรุษวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มปักลายนกกระเรียน บนศีรษะสวมหมวกปราชญ์ที่แสดงถึงฐานะอันสูงส่ง แววตาของเขาเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความมาดร้าย ด้านหลังของบุรุษผู้นี้มีบัณฑิตหนุ่มอีกสามคนยืนคุมเชิงอยู่
"ข้าน้อยลู่เฉิน เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งบัณฑิตที่ปรึกษาตามคำสั่งของท่านพ่อบ้านไป๋ ไม่ทราบว่าใต้เท้ามีสิ่งใดชี้แนะขอรับ?" ลู่เฉินประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
"ข้าคือ 'ซุนกวง' หัวหน้าบัณฑิตที่ปรึกษาฝ่ายขวาของจวนเ้าเมือง" บุรุษวัยกลางคนเชิดหน้าขึ้น "ข้าได้ยินมาว่ามีขอทานพเนจรใช้เล่ห์เหลี่ยมบางอย่างหลอกลวงคุณหนูเยี่ย จนได้ป้ายหยกเข้ามาในจวน ไม่นึกเลยว่าพ่อบ้านไป๋จะเลอะเลือนถึงขั้นปล่อยให้สวะเช่นเ้าเข้ามาเหยียบหอตำราหมื่นลี้อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้"
คำพูดของซุนกวงจงใจพูดเสียงดังเพื่อให้บัณฑิตคนอื่นๆ ในหอตำราได้ยิน เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังระงมขึ้น ลู่เฉินเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที จวนเ้าเมืองเปรียบเสมือนราชสำนักย่อมๆ การที่คนนอกผู้ไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเขาได้รับความโปร่งใสจากบุตรีเ้าเมือง ย่อมสร้างความริษยาและระแวงระวังให้กับกลุ่มอำนาจเก่าที่ครองตำแหน่งอยู่ก่อน
"ท่านหัวหน้าซุนกล่าวหนักไปแล้ว ข้าน้อยเพียงแต่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย หาได้มีเล่ห์เหลี่ยมอันใดไม่ หากท่านมีข้อข้องใจ เหตุใดไม่ไปสอบถามจากท่านพ่อบ้านไป๋ด้วยตนเองเล่าขอรับ?" ลู่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความขุ่นเคือง แต่คำพูดนั้นกลับคมกริบประดุจใบมีดที่กรีดลงบนความขี้ขลาดของอีกฝ่าย
ใบหน้าของซุนกวงกระตุกด้วยความโกรธ การที่บัณฑิตหนุ่มกล้าย้อนศรเขาต่อหน้าผู้คนนับเป็ความอัปยศที่ยอมรับไม่ได้ "ปากดีนัก! เ้าคิดว่ามีป้ายหยกของคุณหนูแล้วจะทำตัวกำเริบเสิบสานที่นี่ได้อย่างนั้นหรือ? หอตำราแห่งนี้มีกฎเกณฑ์ของมัน ผู้ที่จะหยิบจับคัมภีร์ในหมวด 'ยุทธศาสตร์' ได้ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามีภูมิปัญญาคู่ควรเสียก่อน!"
ซุนกวงสะบัดพัดในมือเบาๆ บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ก้าวออกมา พร้อมกับวางม้วนกระดาษยาวลงบนโต๊ะไม้กลางโถง "ในเมื่อเ้าอ้างว่าเป็บัณฑิตที่ปรึกษา เช่นนั้นก็จงมาร่วม 'ประชันพู่กัน' กับข้า หากเ้าสามารถต่อกลอนบทนี้ของข้าได้ ข้าจะยอมให้เ้าแตะต้องคัมภีร์เ่าั้ แต่หากเ้าทำไม่ได้... จงไสหัวออกไปจากหอตำรานี้ซะ!"
ลู่เฉินถอนหายใจแ่เบา เขาไม่อยากสร้างศัตรูั้แ่วันแรก ทว่าในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก การยอมถอยย่อมหมายถึงการถูกเหยียบย่ำจนจมดิน บัณฑิตหนุ่มเดินเข้าไปที่โต๊ะหินอ่อนอย่างสง่าผ่าเผย "ในเมื่อท่านหัวหน้าซุน้าทดสอบ ข้าน้อยก็มิกล้าขัดศรัทธา เชิญลงพู่กันเถิด"
บัณฑิตลูกน้องของซุนกวงแสยะยิ้ม เขาหยิบพู่กันจุ่มหมึกแล้วตวัดลงบนกระดาษอย่างรุนแรง ทว่าสิ่งที่แฝงอยู่ในปลายพู่กันนั้นหาใช่เพียงแค่น้ำหมึก แต่มันคือ 'ลมปราณขุ่นมัว' ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งที่ถูกรีดเค้นออกมาเพื่อข่มขวัญศัตรู!
ตัวอักษรที่ปรากฏบนกระดาษเขียนว่า: "พยัคฆ์เฒ่าสิ้นลาย ไร้เขี้ยวเล็บผยอง เห่าหอนกลางทุ่งร้าง ฤๅอาจเอื้อมจันทรา" กลอนบทนี้ไม่เพียงแต่ดูถูกฐานะอันต่ำต้อยของลู่เฉิน แต่ลมปราณที่แฝงอยู่ในตัวอักษรยังแผ่กลิ่นอายกดดันพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของลู่เฉินหมายจะทำให้เขาหน้ามืดและกระอักเืต่อหน้าธารกำนัล
ทว่าลู่เฉินกลับยังคงยืนนิ่งสงบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น พลังกดดันระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งไม่อาจระคายเคืองผิวของผู้ที่พลังขั้นที่สองและสัญชาตญาณสัตว์เทวะได้เลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยื่นมือออกไปหยิบพู่กันด้ามเดียวกันขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
สมาธิของลู่เฉินดิ่งลึกลงสู่ความสงัด ลมปราณสีอำพันอันบริสุทธิ์ถูกดึงขึ้นมาจากจุดตันเถียน ไหลผ่านเส้นชีพจรที่แขนขวาลงสู่ปลายขนพู่กัน ทว่าเขาไม่ได้ปลดปล่อยมันออกมาอย่างบ้าคลั่งเหมือนอีกฝ่าย เขาใช้ปัญญาควบคุมพลังให้ละเมียดละไมที่สุด เจตจำนงของพยัคฆ์จากัวร์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยหมึกที่งดงาม
ลู่เฉินตวัดพู่กันลงบนกระดาษ ท่วงท่าของเขาพลิ้วไหวดุจก้อนเมฆ ทว่าหนักแน่นดุจขุนเขา:"พญาัซ่อนกาย ใต้บาดาลลึกล้ำ รอคอยวสันตฤดู ทะยานฟ้าสยบ์"
ทันทีที่ตัวอักษรตัวสุดท้ายถูกเขียนเสร็จสิ้น สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น!
ตัวอักษรของลู่เฉินไม่ได้แผ่ลมปราณกดดันออกมาข่มขู่ใคร แต่มันกลับก่อเกิดเป็พลังดึงดูดที่มองไม่เห็น ดูดกลืนกลิ่นอายลมปราณอันป่าเถื่อนจากตัวอักษรของบัณฑิตคู่แข่งจนหมดสิ้น! หมึกบนตัวอักษรบทแรกที่เคยมืดสนิทพลันจางลงจนกลายเป็เพียงคราบสีเทาจางๆ ในขณะที่บทกวีของลู่เฉินกลับส่องประกายเรืองรองและฝังลึกลงไปในเนื้อกระดาษจนทะลุไปถึงผิวโต๊ะหินอ่อน!
"อั้ก!" บัณฑิตผู้ท้าทายกระอักเืออกมาเต็มปาก ร่างของเขาเซถอยหลังไปหลายก้าวจากการที่ถูกพลังสะท้อนกลับ (Backlash) ลมปราณในร่างของเขาปั่นป่วนจนไม่อาจยืนหยัดได้
บรรยากาศในหอตำราตกอยู่ในความเงียบงันระดับที่เข็มตกก็ยังได้ยิน ซุนกวงหน้าซีดเผือดเป็กระดาษ เขาเป็ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สาม ย่อมมองออกถึงความน่าสะพรึงกลัวในกระบวนท่าเมื่อครู่ การใช้พู่กันโจมตียังนับว่าพื้นๆ แต่การใช้พู่กัน 'สลายพลัง' ของผู้อื่นโดยที่กระดาษไม่ฉีกขาด นับเป็วิชาชั้นสูงที่แม้แต่ปรมาจารย์บางคนยังทำไม่ได้!
"บทกวีนี้ชี้แนะให้รู้ว่า ผู้ที่แท้จริงย่อมไม่โอ้อวดเขี้ยวเล็บในยามที่ไม่จำเป็ขอรับ ท่านหัวหน้าซุน" ลู่เฉินวางพู่กันลงอย่างนุ่มนวล "การประชันจบลงแล้ว ข้าน้อยขอตัวไปศึกษาตำราต่อ"
ซุนกวงโกรธจนตัวสั่น แต่เขาไม่กล้าลงมือต่อหน้าผู้คนมากมายในหอตำรา เขาจ้องมองแผ่นหลังของลู่เฉินด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย "ฝากไว้ก่อนเถิดลู่เฉิน! เ้าคิดว่าเอาชนะลูกไม้ตื้นๆ นี้ได้แล้วจะเย่อหยิ่งในจวนเ้าเมืองได้หรือ? รอให้ถึงงานประลองบุปผาในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ข้าจะรอดูว่าเ้าจะเอาตัวรอดจากคมดาบของยอดฝีมือที่แท้จริงได้อย่างไร!"
ลู่เฉินไม่ได้หันกลับไปตอบโต้ เขาเดินกลืนหายเข้าไปในดงคัมภีร์หมวดภูมิศาสตร์ ปล่อยให้ซุนกวงและพรรคพวกแบกรับความอับอายเดินหนีออกจากหอตำราไป
เมื่อได้อยู่ตามลำพัง ลู่เฉินหยิบคัมภีร์ที่้าขึ้นมาเปิดอ่าน สติปัญญาของเขาประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว เขาค้นพบเบาะแสที่สำคัญเกี่ยวกับตระกูลอู๋... แท้จริงแล้ว ตระกูลอู๋ไม่ได้มีอำนาจแค่ในระดับอำเภอชิงสุ่ย แต่มันคือสายเืสาขาของ 'สำนักอัคคีผลาญ' ซึ่งเป็สำนักเซียนระดับกลางที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของทวีป! นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณชายอู๋จื่อิจึงมีความเย่อหยิ่งและได้รับการสนับสนุนทรัพยากรมากมาย
ทว่าสิ่งที่น่าใยิ่งกว่า คือบันทึกลับที่ซ่อนอยู่ในหน้าสุดท้ายของตำราภูมิศาสตร์ มันระบุถึง 'เหมืองแร่ผลึกิญญา' ขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้หุบเขาเมฆหมอก... บ้านเกิดของเขา!
ั์ตาของลู่เฉินหรี่แคบลง ความเป็จริงทุกอย่างเริ่มกระจ่างชัด ตระกูลอู๋ไม่ได้มาเก็บภาษีที่หมู่บ้านเพื่อความมั่งคั่งธรรมดา แต่พวกมันกำลังหาข้ออ้างกวาดต้อนชาวบ้านให้ไปเป็แรงงานทาส เพื่อขุดค้นแร่ผลึกิญญานี้ต่างหาก! หากพวกมันขุดพบเมื่อใด ความลับจะถูกปิดตาย และชาวบ้านทุกคนในหุบเขาเมฆหมอกจะต้องถูกสังหารล้างปาก
“ตระกูลอู๋... สำนักอัคคีผลาญ...” ลู่เฉินกำม้วนคัมภีร์แน่นจนเนื้อไม้ลั่นเอี๊ยด กระแสความโกรธที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งแผ่ซ่านในอก “หากพวกเ้าปรารถนาทรัพยากรจนมองชีวิตคนเป็ผักปลา ข้าก็จะใช้พวกเ้านี่แหละ เป็หินลับมีดเพื่อปูทางสู่จุดสูงสุดของมรรคาเซียน!”
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างหอตำรา ทอด เงา ของชั้นหนังสือให้ทาบทับลงบนร่างของลู่เฉิน บัณฑิตหนุ่มหลับตาลง วางแผนการขั้นต่อไปอย่างแยบยล การประชันพู่กันในวันนี้เป็เพียงการส่งสัญญาณเตือนให้ศัตรูในที่สว่างรู้ตัว แต่ในเงามืดนั้น พยัคฆ์จากัวร์ได้กางกรงเล็บและกำหนดเป้าหมายแรกในการชำระแค้นเรียบร้อยแล้ว
การเดิมพันในนครชิงโจวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และงานประลองบุปผาที่ซุนกวงพูดถึง จะกลายเป็เวทีแห่งการนองเืที่บัณฑิตผู้นี้จะสลักชื่อตนเองลงในประวัติศาสตร์ของมณฑล!