ใน่เย็นของวันนั้น หลังจากเฝ้ารอมาทั้งวันฉีจิงก็นั่งเกวียนกลับมา ถังฉือเย่ยืนกระวนกระวายอยู่ตรงหน้าประตู ทันทีที่เห็นเขาดวงตาก็เป็ประกายฉายชัด จนชายหนุ่มอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
ถึงแม้จะรู้ดีว่าเป็เพราะเงิน แต่สีหน้าท่าทางของนางนั้นทำให้เขารู้สึกราวกับว่าถังฉือเย่นั้นกำลังรอคอยให้เขากลับมา อยู่ ๆ ในใจเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
ฉีจิงนำเกวียนไปจอดแล้วหันกลับมาอุ้มน้องชายลง แล้วให้ฉีหยางขี่หลังเพราะเด็กน้อยนั้นได้หลับไปแล้ว ถังฉือเย่สังเกตเห็นว่าที่แผ่นหลังของเด็กชายนั้นไม่ได้มีการทำแผลเอาไว้ แต่ก็ดูเหมือนจะได้ทำความสะอาดมาแล้ว ตุ่มน้ำที่แตกไปแล้วก็ได้รับการทายามาอย่างดี
หญิงสาวเข้าไปดูอย่างละเอียดด้วยความเป็ห่วง หันไปถามพี่ชายของฉีหยางว่า “เปลี่ยนยามาแล้วหรือ?”
ฉีจิงตอบรับจากนั้นก็เอียงหัวไปทางด้านที่จอดเกวียน ถังฉือเย่จึงเดินไปที่จอดเกวียนแล้วหยิบกระบุงลงมา ลูกชายคนรองของท่านหมอเฉินเดินมาทักทาย ก่อนจะจูงลาแล้วเดินจากไป ถังฉือเย่เดินเข้าไปในบ้านหันมองไปรอบ ๆ พร้อมกับส่งเสียงเรียกเสี่ยวเหยา
“เหยาเอ๋อร์! ไปดูที่ประตูให้ทีสิ หากมีคนมาก็ะโบอกพี่ด้วยนะ”
เด็กสาวขานรับอย่างแข็งขัน จากนั้นจึงวิ่งออกไปเฝ้าที่หน้าประตู กกหูของฉีจิงนั้นร้อนนิดหน่อย แต่สีหน้านั้นยังดูสุขุมเหมือนเคย ชายหนุ่มวางฉีหยางลงบนเตียงอย่างระมัดระวังเอาหมอนมาหนุนให้เขา จากนั้นจึงหันไปพูดกับนางที่กำลังรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“โชคดีที่ไม่ทำให้เ้าผิดหวัง”
“เท่าไหร่?” ถังฉือเย่พุ่งตัวเข้ามาด้วยสองตาที่เปล่งประกาย แต่แทนที่ฉีจิงจะถอยหลังไปหนึ่งก้าวเหมือนเคย คราวนี้เขากลับยืนนิ่ง จนหญิงสาวเข้ามาอยู่ใกล้มาก…มากจนมองเห็นขนตาที่หนาและยาวเป็แพของนาง
“ขายได้ห้าพันหกร้อยตำลึง ข้าเอาห้าพันห้าร้อยตำลึงแลกเป็ตั๋วเงิน อีกหนึ่งร้อยตำลึงแลกเป็เหรียญ” เขาพูดพร้อมกับหยิบกล่อง ๆ หนึ่งออกมาจากกระบุงแล้วยื่นให้นาง
ถังฉือเย่ดีใจเป็อย่างมากรีบเปิดกล่องนั้นออกอย่างรวดเร็ว ตั๋วเงินของราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นแบ่งเป็ตั๋วเงินทางการและตั๋วเงินส่วนตัว ขนาดเล็กที่สุดนั้นคือสิบตำลึง ใหญ่ที่สุดนั้นก็คือพันตำลึง เพราะเมืองเล็ก ๆ ที่นางอาศัยอยู่นั้นไม่น่ามีตั๋วเงินถึงพันตำลึงแน่นอน กองเงินนี้ล้วนเป็เงินหนึ่งร้อยตำลึงทั้งนั้น หนึ่งแผ่นมีขนาดราว ๆ หนึ่งฝ่ามือเห็นจะได้ บนตั๋วเงินมีตัวอักษรสีดำและแดงเขียนอยู่เต็มไปหมด พร้อมกับมีตราประทับหลากหลายมีอยู่ทั่วแผ่น
ถังฉือเย่หยิบตั๋วเงินออกมาห้าร้อยตำลึงและหยิบหยวนเป่าหกสิบอันยื่นให้เขา เพราะเป็เื่ที่ตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ฉีจิงจ้องมองไปที่ถังฉือเย่ สีหน้าของนางดูเรียบเฉย แสดงสีหน้าสีตาธรรมดาให้เขาคิดว่าเป็เื่ปกติที่นางต้องทำอยู่แล้ว แต่ชายหนุ่มกลับรับมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็เอาสามร้อยตำลึงคืนนางไป
“ถือว่าซื้อเห็ดหลินจือของเ้าแล้วกัน”
หญิงสาวคิดไปคิดมาก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอาตั๋วเงินทั้งสามใบใส่กลับลงในกล่องตามเดิม ถึงแม้ว่าตั๋วเงินจะไม่หนัก เมื่อเอากองกระดาษขนาดใหญ่นี้มาวางไว้บนตัว ก็ยังคงสังเกตเห็นได้ง่ายอยู่ดี ถังฉือเย่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอาเหรียญสี่สิบกว่าตำลึงนั้นซ่อนเอาไว้ ส่วนกล่องนั้นก็ยื่นให้ฉีจิงไปพร้อมบอกว่า
“ที่เหลือ เ้าช่วยเก็บรักษาให้ข้าหน่อยได้มั้ย?”
“ทำไมล่ะ?” เขาขมวดคิ้วสงสัย นางจึงเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดเสียงจริงจัง “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเ้า แต่ว่าเ้าเชื่อใจข้าแล้วหรือ?”
“เงินจำนวนแค่นี้ คงไม่ทำให้เ้าสนใจได้หรอก” นางตอบพร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กน้อย
“ข้าจนมาก ที่บ้านก็ไม่มีอาหารเพียงพอ
“บางคนถึงแม้จะไม่มีเงิน แต่ก็มีคุณธรรมสูงส่ง ผิดกับบางคนที่ร่ำรวยเงินทองแต่กลับคิดเล็กคิดน้อยกับเงินเพียงแค่อีแปะเดียว” ถังฉือเย่พูดด้วยเสียงจริงจัง “ข้าคิดว่าข้าดูคนไม่ผิด”
ทั้งสองคนต่างสบตากันนิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งฉีจิงจึงรับกล่องใบนั้นไป ถังฉือเย่ยิ้มออกมาทันที จากนั้นก็เขย่งปลายเท้าไปตบที่หน้าอกเขาเบา ๆ กล่าวเสียงสดใส
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบใจมากนะ อาฉี! ั้แ่วันนี้เป็ต้นไปพวกเราคือพี่น้องกัน”
…พี่น้อง ฉีจิงก้มมองหน้าสาวน้อยที่เพิ่งจะตบหน้าอกเขาเมื่อครู่ ผอมเหมือนถั่วงอกตัวเล็กอย่างนี้ จะเป็พี่น้องกระนั้นหรือ?...ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นจึงค่อย ๆ เบือนหน้าหนี
ถังฉือเย่ที่ไม่รู้ความคิดของชายหนุ่มจึงหัวเราะเบา ๆ ด้วยความสบายใจ “งั้นข้าไปก่อนนะ แล้วเ้าจะทำอย่างไรต่อล่ะ?”
“บ้านข้าถูกไฟไหม้หมดแล้วก็เลยจะขอพักที่นี่ไปก่อนสักวันสี่ห้าวันแล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร…อ่อ! ใช่แล้ว” ฉีจิงชี้นิ้วไปที่กระบุง
“ยาที่เ้า้าอยู่ในกระบุงแล้ว แล้วก็ยังมีขี้ผึ้งขวดเล็กด้วย เมื่อเ้ากลับบ้านไปก็ทาเสียหน่อย มันน่าจะออกฤทธิ์ดีกว่าผงยานี้นะ”
ถังฉือเย่เพียงแต่พยักหน้า เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยฉีหยางยังคงหลับอยู่ นางจึงสะพายกระบุงนั้นแล้วเดินออกไป พูดคุยกับท่านหมอเฉินนิดหน่อยก่อนจะจูงมือเสี่ยวเหยากลับบ้าน
ระหว่างทางมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทักทายถามไถ่ไปตลอดทาง จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าบ้าน ถังกุ้ยฮวาที่ได้ยินเสียงและรออยู่ก่อนแล้วก็รีบพุ่งออกมาดักหน้า ถามเสียงดังตะคอก
“พ่อหนุ่มฉีของข้าอยู่ที่ไหน?” เมื่อกลางวันนางอุตส่าห์ถือตะกร้าอาหารไปที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน แต่กลับต้องไปเสียเที่ยว ถังฉือเย่คร้านที่จะสนใจในตัวนาง จึงบอกแค่ว่า
“ข้าเองก็ไม่ได้เจอเขา”
“เ้ามันไอ้เด็กหน้าด้าน กระจอก! กล้าดียังไงมาพูดกับข้าเยี่ยงนี้ เ้ายังอาศัยอยู่ในบ้านของตระกูลข้าอยู่เลยนะ หากข้าจะไม่ให้เ้าอยู่เ้าก็ต้องไสหัวออกไป”
ถังฉือเย่ที่กำลังจะผลักประตูบ้านเข้าไปชะงักกึก ก่อนจะหันกลับมาพูดกับถังกุ้ยฮวาด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ว่า “อย่างแรกบ้านนี้ท่านย่าให้เราเช่าแล้ว และนางก็ได้รับเงินเราไปต่อหน้าของท่านลุงสองและท่านลุงสี่แล้วด้วย อย่างที่สอง…” นางเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ที่โรงหมอประจำหมู่บ้านน่ะมีคนเข้าออกอยู่ตลอดทั้งวัน เ้าลองทายดูสิว่าที่เ้าไปโวยวายด่ากราดอยู่ที่นั่น จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ที่เื่พวกนี้จะได้ยินไปถึงหูเขา”
ถังกุ้ยฮวานิ่งอึ้งไปในทันที ก่อนจะตั้งหลักได้แล้วถลึงตาใส่นางราวกับเป็ไก่ที่ถูกบีบคอเอาไว้ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ ได้แต่เม้มปากแน่นด้วยความแค้นใจแล้วเบือนหน้าหนีเดินจากไป
หญิงสาวหัวเราะส่ายหน้าเบา ๆ สองสามทีก่อนจะสาวเท้าเดินกลับเข้าบ้าน พอวังซื่อเห็นเข้าแทนที่จะซักถามถึงอาการป่วยกลับพูดจาตำหนิติเตียน
“พวกเ้ายังรู้ด้วยหรือว่าต้องกลับมา”
“พวกข้าก็ไม่คิดว่าจะได้กลับมาแล้ว เหยาเอ๋อร์ไม่สบายครั้งนี้เป็ตายเท่ากัน ข้าเองก็ไม่สบายหนักมากลุกจากเตียงแทบไม่ได้ถึงสองวัน นี่ไงในมือของข้ายังถือยาเอาไว้อยู่เลย” นางพูดพร้อมกับชูกระบุง “ท่านแม่คงคิดว่าพวกข้าจะกลับมาไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ ถึงไม่คิดจะโผล่หน้าไปเยี่ยมพวกข้าบ้างเลย?”
เมื่อเห็นวังซื่อนิ่งไปชั่วขณะ ถังฉือเย่จึงบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยว่า “ท่านหมอกำชับให้ข้านอนพักผ่อน วันพรุ่งนี้รบกวนท่านแม่มาดูแลข้าเสียหน่อยแล้ว”
พูดไปหญิงสาวก็คิดว่าจะได้เห็นวังซื่อทำหน้านิ่วคิ้วขมวดและเ็าใส่ จากนั้นคงด่าว่าเนรคุณเป็แน่ แต่คิดไม่ถึงว่าวังซื่อจะไม่ปฏิเสธแถมวันถัดมา นางก็ตื่นมาั้แ่เช้า เพื่อมาทำอาหารเป็ครั้งแรก…ผิดปกติ ถังฉือเย่มองพฤติกรรมของวังซื่อพร้อมกับคิดว่าเื่นี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ ๆ แต่นางก็ไม่ได้พูดหรือแสดงสีหน้าอะไร
จากนั้นใน่สาย ๆ ถังฉือเย่จึงลุกขึ้นไปต้มน้ำเพื่อสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ โดยมีเสี่ยวเหยาคอยช่วยทายาให้ แล้วจึงเดินไปที่ร้านเหล้าเพื่อซื้อเหล้าเซาห้าไห ก่อนจะเดินขึ้นไปบนูเาเก็บแอปเปิ้ลป่ามาจนเต็มกระบุง
บนูเาจวี้เป่าแห่งนี้มีแอปเปิ้ลป่าอยู่จำนวนมากซึ่งเป็แอปเปิ้ลที่มีผิวเรียบ รสชาติหวาน หญิงสาวจึงคิดจะเอากลับไปทำเหล้าแอปเปิ้ลป่าดูบ้าง แต่เพราะไม่เคยใช้เหล้าที่มีขนาดแอลกอฮอล์น้อยขนาดนี้มาก่อน เพราะฉะนั้น สัดส่วนของส่วนผสมก็ยังต้องค่อย ๆ ลองไปเรื่อย ๆ ถึงจะสำเร็จ ซึ่งสูตรนี้ท่านปู่ตู้ที่เคยสอนเขามาบอกว่าจะช่วยบำรุงไตและหัวใจ เสริมสร้างพละกำลัง อันเป็สูตรเหล้าที่คนนิยมดื่มกันมาก ซึ่งโชคดีที่ฉีจิงเป็คนรอบคอบ วัตถุดิบยาต่าง ๆ ที่สั่งนั้นเขาจัดการหามาให้ครบหมด นางจึงเอายาพวกนี้มาบดให้ละเอียดแล้วแบ่งใส่ในห่อให้เรียบร้อยแล้ว
เมื่อกลับมาถึงบ้านถังฉือเย่จึงคัดผลแอปเปิ้ลป่าที่ไม่เน่าไม่เสียมาล้างให้สะอาด ซับน้ำให้แห้ง แล้วเอาแกนออก จากนั้นก็หั่นเป็แผ่น ๆ และนำแอปเปิ้ลป่าหั่นแผ่นและยาจีนบดละเอียดในสัดส่วนที่เท่า ๆ กันมาผสมรวมกัน จากนั้นก็ใส่ลงในเหล้าแต่เพราะว่าไม่มีตราชั่ง สัดส่วนจึงยังไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ คราวหน้าจะต้องซื้อตราชั่งกับที่บดยามาด้วยจึงจะทำให้สัดส่วนแม่นยำขึ้น
หญิงสาวคิดในใจขณะกำลังจะเริ่มลงมือทำขั้นตอนต่อที่ท่านปู่ตู้บอกว่าเป็ ‘จุดสำคัญ’ ถังฉือเย่จำได้ว่าหน้าของคนแก่ที่ผมขาวโพลนคนนั้นมีรอยยิ้มซุกซนที่เหมือนเด็ก ๆ เมื่อบอกว่าสมัยก่อนนั้นมีการบอกต่อกันมาว่าขั้นตอนนี้เรียกกันว่า ‘การชูรส’ แต่หลังจากที่เขาได้ปรับเปลี่ยนสูตรนี้แล้ว เขาก็ได้เรียกขั้นตอนนี้ใหม่ว่า
‘จุดสำคัญ’
เพราะเมื่อเข้าใจขั้นตอนนี้แล้วก็จะสามารถปรับเปลี่ยนส่วนผสมได้ แต่ถ้าหากทำขั้นตอนนี้ได้ไม่ดี เหล้าที่ทำออกมานั้นก็จะมีรสยาจีน รสหวาน รสขมหลาย ๆ รสผสมกันไปจนไม่รู้ว่ากลายเป็อะไรกันแน่ ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เหมือนกับการหมักไวน์ที่ต้องผสมทุกอย่างให้เป็เนื้อเดียว และมีทั้งรสหวานและเข้มข้น
ถังฉือเย่ปิดปากไหอย่างระมัดระวัง ปกติแล้วต้องใช้เวลามากถึงสิบห้าวันหลังจากนี้จึงสามารถเปิดไหแล้วชิมเหล้าได้
ด้วยความที่วันนี้ยุ่งมาทั้งวัน เพราะฉะนั้นเช้าวันต่อมาหญิงสาวจึงรู้สึกี้เีที่จะตื่น แต่ใครจะไปคิดว่าวังซื่อจะตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าอีกแล้ว ทันทีที่สองพี่น้องตื่นขึ้นมากินข้าวเช้าจนเสร็จ วังซื่อก็พูดขึ้นว่า “วันนี้เ้าเข้าไปในเมืองกับข้าหน่อย”
“ข้าไม่สบาย ข้าไม่ไป!” ถังฉือเย่พูดอย่างเ็าแต่วังซื่อยังไม่ยอมแพ้
“พวกเราจะนั่งเกวียนของตระกูลเฉินไปไม่ทำให้เ้าเหนื่อยหรอก”
“ข้าไม่มีเงิน”
วังซื่อเงียบไปครู่ จากนั้นจึงพูดกับนางว่า “ข้ามีเงิน!”
ถังฉือเย่ถอนหายใจแรง ๆ ทำเสียงหึ! ก่อนจะบอกช้า ๆ ชัด ๆ ว่า “ข้ารู้สึกอ่อนล้ามาก อาการท่าจะหนัก วันนี้ข้าอยากไปหาท่านหมอเสียหน่อย ในเมื่อท่านแม่มีเงิน ท่านแม่ก็ไปเองเถิด หรือไม่ก็ให้เหยาเอ๋อร์ไปเป็เพื่อนก็ได้”
“เ้า!” วังซื่อเริ่มหมดความอดทน นางยืนขึ้นตะคอกเสียงดัง “ทำไมเ้าถึงดื้อดึงขนาดนี้ ข้าบอกให้เ้าไป เ้าก็ต้องไป อย่ามาพูดพล่ามโยกโย้!”
ถังฉือเย่มองวังซื่อด้วยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มแต่เป็การมองั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ในเมื่อท่านแม่คิดว่า การไปในเมืองกับท่านมีค่ามากกว่าชีวิตของข้า แล้วข้าจะไม่ไปได้อย่างไรกัน?”
ว่าแล้วหญิงสาวก็ยืนขึ้นแล้วกล่าวด้วยสุ้มเสียงเ็า “ไป…เราไปกันเถอะ”
.
.
.