ตราประทับสีแดงบนประกาศแผ่นนั้นเด่นเกินกว่าจะมีใครมองข้าม
มันถูกกดลงบนกระดาษขาวด้านล่างสุดของรายชื่อ หมึกแดงยังสดพอให้ขอบตราดูเข้มกว่าส่วนกลางเล็กน้อย ราวกับเพิ่งถูกประทับลงไปไม่นานนัก รอบประกาศหน้าลานใหญ่มีคนรุ่นเยาว์ยืนออกันเป็กลุ่ม บางคนอ่านแล้วหัวเราะเบา ๆ บางคนขมวดคิ้ว บางคนกวาดสายตาหาชื่อตนเองอย่างรวดเร็ว ก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าชื่อของตนถูกจัดอยู่ในกลุ่มปกติ
เย่เทียนยืนอยู่ด้านหลังคนเ่าั้ ไม่ได้รีบแทรกเข้าไปอ่าน เพราะแม้ยังไม่เห็นเต็มตา เขาก็พอรู้แล้วว่าตนเองคงไม่ถูกวางไว้ในจุดที่สบายที่สุด
หน้าอกของเขายังหน่วงอยู่จากเมื่อคืน
อาการไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนแรงสะท้อนกลับครั้งแรก แต่ทุกครั้งที่เขาหายใจลึกเกินไป จะมีความตึงบาง ๆ ตอบกลับจากข้างใน เหมือนร่างกายกำลังเตือนเขาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดัง แต่หนักแน่นพอว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ใช่เื่เล่น เขาใช้ผ้าพันหน้าแข้งซ้ายไว้ใต้ชายกางเกงฝึกอย่างเรียบร้อย รอยจากไม้พลองของเย่ิยังปวดอยู่เมื่อเดินเร็วเกินไป ส่วนแขนขวาที่เคยชานั้นดีขึ้นมากแล้ว แต่ปลายนิ้วยังรู้สึกช้ากว่าปกติเล็กน้อย
เขาไม่อยากให้ใครเห็น
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้
“หลีกหน่อย ข้าจะดูชื่อข้า”
เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหน้า คนที่ยืนบังประกาศขยับตัวออกเล็กน้อย ทำให้เย่เทียนมองเห็นส่วนล่างของกระดาษชัดขึ้นกว่าเดิม รายชื่อถูกแบ่งเป็สามส่วน กลุ่มแรกคือรุ่นเยาว์ที่เปิดชีพจรมั่นคงแล้ว กลุ่มสองคือผู้ที่อยู่ระหว่างฝึกพื้นฐานและต้องเข้าทดสอบตามเกณฑ์ปกติ ส่วนกลุ่มสุดท้ายมีจำนวนน้อยกว่า แต่ถูกขีดเส้นแยกไว้ชัดเจน
หัวข้อของกลุ่มนั้นเขียนไว้ว่า
รายชื่อผู้เข้าประเมินเต็มรูปแบบภายใต้การตรวจพิเศษ
ใต้หัวข้อนั้น มีชื่อของเขาอยู่ท้ายสุด
เย่เทียน
ด้านข้างชื่อถูกประทับตราแดงคำว่า
ต้องเข้าร่วมครบทุกหมวด
เขามองตรานั้นอยู่นานกว่าที่ควร
ครบทุกหมวด หมายถึงไม่มีการเว้นหมวดชีพจร ไม่มีการลดเกณฑ์เพราะยังไม่เปิดชีพจร ไม่มีการปล่อยให้เขาถูกจัดเป็เพียงคนที่เข้ารับการตรวจภายนอกแล้วจบไปแบบปีที่ผ่านมา คราวนี้เขาต้องถูกวัดเหมือนคนอื่น และในบางมุม อาจถูกวัดหนักกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ เพราะตราแดงไม่ได้มีไว้เพื่อช่วยให้คนเมตตา แต่มักมีไว้เพื่อบอกว่า คนผู้นี้ต้องถูกจับตามองเป็พิเศษ
คนข้างหน้าคนหนึ่งอ่านเจอชื่อเขาแล้วหันกลับมา
สายตาหลายคู่เลื่อนตามมาอย่างรวดเร็ว
เย่เทียนไม่ได้หลบ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทียอมรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงก้าวเข้าไปใกล้ประกาศอีกนิด อ่านรายละเอียดใต้รายชื่ออย่างเงียบ ๆ
ผู้ที่มีตราตรวจพิเศษ ต้องเข้ารับการทดสอบร่างกาย การทรงตัว การตอบสนอง การควบคุมลมหายใจ และการััชีพจรตามลำดับ ผลการประเมินจะถูกบันทึกเข้าสู่เรือนกลางและใช้พิจารณาสิทธิ์ทรัพยากรพื้นฐานรอบถัดไป
สิทธิ์ทรัพยากรพื้นฐาน
คำนี้ทำให้ลานใหญ่เงียบลงในความรู้สึกของเย่เทียน
นี่ไม่ใช่เพียงการสอบให้คนดู ไม่ใช่เพียงโอกาสให้คนหัวเราะเมื่อเขาทำไม่ได้ และไม่ใช่เวทีเล็ก ๆ ให้เขาเก็บบทเรียนเหมือนวงหินหรือไม้พลอง หากผลออกมาต่ำกว่าเกณฑ์ เขาอาจถูกตัดออกจากสิทธิ์ที่เพิ่งมีโอกาสแตะถึงก่อนจะได้เริ่มจริงด้วยซ้ำ
เย่ิยืนอยู่ไม่ไกลจากประกาศ เขาอ่านรายชื่อเสร็จนานแล้ว แต่ยังไม่เดินจากไป ราวกับรอจังหวะให้เย่เทียนมาถึงตรงนี้พอดี เมื่อเห็นเย่เทียนหยุดอยู่หน้าตราแดง เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพพอให้คนรอบข้างได้ยิน
“เรือนกลางคงให้ความสำคัญกับเ้าไม่น้อย”
คำพูดนั้นฟังคล้ายชม
แต่ไม่มีใครเข้าใจผิด
เย่เทียนละสายตาจากประกาศ หันไปมองเขา “ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้น”
เย่ิยิ้มบาง “การถูกบันทึกไว้ใต้ตราแดงไม่ใช่เื่เล็ก คราวนี้ผลทุกหมวดจะถูกส่งเข้าเรือนกลางโดยตรง หากทำได้ดี ก็สมกับที่มีคนพูดถึง แต่ถ้าทำไม่ได้…”
เขาเว้นคำไว้กลางอากาศ ไม่ต้องพูดต่อ คนฟังก็เติมเองได้
เย่เทียนไม่ได้ตอบทันที เพราะหน้าอกยังหน่วงอยู่เล็กน้อย เขารู้ว่าหากพูดมากเกินไป ลมหายใจอาจเผยอาการออกมา เขาจึงเลือกประหยัดคำ
“ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องรับผลตามกฎ”
คำตอบนั้นทำให้เย่ิหรี่ตาเล็กน้อย เขาอาจคาดว่าเย่เทียนจะหลบเลี่ยง อธิบาย หรืออย่างน้อยมีสีหน้าเปลี่ยนไปบ้าง แต่เย่เทียนกลับนิ่งเกินกว่าคนที่เพิ่งเห็นชื่อของตนอยู่ใต้ตราแดงควรเป็
เย่ิก้าวเข้ามาใกล้ครึ่งก้าว “กฎของลานประเมินต่างจากกฎของงานสี่ตระกูล ที่นั่นคนฟังความคิดของเ้า ที่นี่ศิลาทดสอบไม่สนใจว่าเ้าคิดลึกเพียงใด”
ประโยคนี้คมกว่าเดิม
และใหม่กว่าเดิม
เย่เทียนมองเขาเงียบ ๆ ก่อนตอบ “เช่นนั้นก็คงต้องดูว่าข้าทำได้เท่าไร ไม่ใช่พูดได้เท่าไร”
รอบข้างเงียบลงเล็กน้อย
เย่ิยิ้มจาง แต่รอยยิ้มนั้นไม่ถึงดวงตา “ดี ข้าจะรอดู”
“ข้าก็เช่นกัน” เย่เทียนกล่าว
คำตอบนั้นทำให้เย่ิหยุดไปครู่หนึ่ง
“เ้ารอดูอะไร”
เย่เทียนมองตราแดงบนประกาศอีกครั้ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “ดูว่ากฎของลานประเมินจะวัดคนได้ตรงเพียงใด”
เด็กหลายคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมามองทันที ประโยคนี้ไม่ได้ท้าทายเย่ิตรง ๆ และไม่ได้ดูถูกกฎตระกูลอย่างเปิดเผย แต่มันมีความหมายซ่อนอยู่ชัดเจน เย่เทียนไม่ได้ปฏิเสธการถูกทดสอบ แต่เขาไม่ยอมรับง่าย ๆ ว่าเกณฑ์ที่ถูกวางไว้จะบอกทุกอย่างเกี่ยวกับคนคนหนึ่งได้ครบถ้วน
เย่ิยังไม่ทันตอบ เสียงไม้พลองกระทบพื้นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
เย่คุนเดินเข้ามาจากทางลานฝึกด้านข้าง ชุดฝึกของเขายังเรียบเหมือนทุกวัน แววตากวาดผ่านกลุ่มเด็กที่ยืนมุงประกาศ แล้วหยุดที่เย่ิกับเย่เทียนเพียงเสี้ยวเดียว
“ประกาศมีไว้ให้อ่าน ไม่ได้มีไว้ให้ยืนแต่งคำกันทั้งเช้า” เย่คุนกล่าว “อ่านจบแล้วไปเตรียมฝึก ใครยังยืนอยู่ตรงนี้อีกสิบลมหายใจ ข้าจะถือว่ามีกำลังเหลือมากเกินไป”
กลุ่มคนแยกออกทันที
เย่ิคารวะเย่คุนอย่างพอดี แล้วเดินจากไป ก่อนผ่านเย่เทียน เขากล่าวเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ตราแดงเหมาะกับเ้าดี อย่างน้อยมันทำให้ทุกคนรู้ว่าจะต้องมองตรงไหนในวันนั้น”
เย่เทียนไม่หันไปมอง “ถ้าเช่นนั้นหวังว่าทุกคนจะไม่มองผิดที่”
เย่ิหยุดฝีเท้าเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนเดินต่อ
เย่คุนมองตามเย่ิ จากนั้นมองเย่เทียน “ขาเป็อย่างไร”
คำถามสั้นมาก แต่ทำให้เย่เทียนรู้ว่าอีกฝ่ายสังเกตั้แ่เขาเดินเข้ามาแล้ว
“ยังปวดเล็กน้อยขอรับ แต่เดินได้”
“หน้าอกล่ะ”
เย่เทียนชะงักเพียงนิดเดียว
เย่คุนเห็น
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว “เ้าหายใจสั้นกว่าปกติ ั้แ่เดินมาถึงประกาศ”
เย่เทียนเงียบไป เขาไม่คิดว่าเย่คุนจะจับได้เร็วเช่นนี้ ในลานฝึก เมื่อวานอีกฝ่ายเห็นเขาเคลื่อนไหวเพียงไม่กี่ครั้ง แต่วันนี้กลับดูออกจากการเดินไม่กี่ก้าว
“เมื่อคืนฝืนอะไรมา?” เย่คุนถาม
เย่เทียนเลือกตอบเพียงครึ่งเดียว “ข้าฝึกจังหวะลมหายใจผิดไปเล็กน้อย”
“ผิดเล็กน้อยทำให้หายใจสั้นแบบนี้?” เย่คุนเสียงเย็นลง “เ้าคิดว่าข้าไม่เคยเห็นเด็กที่อยากรีบเปิดชีพจรจนทำร้ายตัวเองหรือ”
เย่เทียนก้มศีรษะ “ข้าจะระวัง”
“คำว่าระวังไม่มีประโยชน์ ถ้าเ้าพูดหลังจากทำพลาดแล้ว” เย่คุนกล่าว เขามองไปยังประกาศที่มีชื่อเย่เทียนอยู่ท้ายสุด “ตอนประเมิน เ้าต้องใช้ร่างกายจริง ไม่ใช่ใช้ความตั้งใจแทนร่างกาย ถ้าก่อนวันนั้นเ้าทำตัวเองพัง ข้าจะไม่สงสาร”
เย่เทียนคารวะ “ข้าทราบขอรับ”
เย่คุนถอนหายใจเบา ๆ อย่างคนไม่อยากเสียเวลาสอนมากกว่าจำเป็ “วันนี้ไม่ต้องลงไม้พลอง วิ่งเบา ๆ รอบลานสองรอบพอ ถ้าหายใจไม่สม่ำเสมอให้หยุด อย่าทำตัวเป็หินที่คิดว่าตนไม่แตก”
พูดจบ เขาก็เดินจากไปโดยไม่รอคำขอบคุณ
เย่เทียนมองแผ่นหลังของเย่คุนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก ผู้ฝึกสอนผู้นี้ไม่ได้ช่วยเขา ไม่ได้ปลอบเขา และไม่ได้ถามต่อว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แต่คำเตือนของเขาตรงจนเย่เทียนหลบไม่ได้
ถ้าก่อนการประเมินเขาทำร่างกายพังเอง สิ่งที่ฝึกมาทั้งหมดก็ไร้ความหมาย
เขาก้าวออกจากหน้าประกาศไปยังขอบลานใหญ่ ระหว่างเดินผ่านกลุ่มรุ่นเยาว์ เย่หลัวที่ยืนอยู่ข้างเสาไม้หันมาหาเขา ใบหน้าดูเหมือนอยากถามเื่ตราแดง แต่สุดท้ายคำแรกที่ออกมากลับเป็เื่อื่น
“เ้าหน้าซีดกว่าปกติ”
เย่เทียนหยุด “ทุกคนวันนี้ตาดีผิดปกติหรืออย่างไร”
เย่หลัวขมวดคิ้ว “ไม่ต้องพูดเล่น เ้าาเ็จากเมื่อวานหรือ”
“นิดหน่อย”
เย่หลัวเหมือนอยากด่า แต่ไม่รู้จะด่าในฐานะอะไร เขาจึงได้แต่ถอนหายใจ “ตราแดงนั่นไม่ใช่เื่เล็ก ข้าเคยเห็นรุ่นพี่คนหนึ่งถูกประทับตราแบบนี้ ผลประเมินต่ำกว่าที่เรือนกลางตั้งไว้ หลังจากนั้นทรัพยากรถูกตัดไปครึ่งหนึ่ง และถูกส่งไปทำงานคลังแทนฝึกหลักเกือบทั้งปี”
เย่เทียนมองไปยังประกาศอีกครั้ง
แม้เขาจะพอเดาได้ว่าตรานั้นมีน้ำหนัก แต่เมื่อได้ยินผลที่เป็รูปธรรมจากปากเย่หลัว ความหนักของมันก็เพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
“ถ้าข้าทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ก็อาจเป็เช่นนั้น”
“อาจหนักกว่านั้น” เย่หลัวกล่าวเสียงเบาลง “เพราะตอนนี้มีคนรอดูเ้าอยู่มากกว่าเดิม”
เย่เทียนรู้ว่าอีกฝ่ายหวังดี จึงพยักหน้า “ขอบคุณที่บอก”
เย่หลัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าไม่ได้บอกเพราะเป็ห่วงเ้ามากนัก”
“อืม”
“ข้าแค่…” เย่หลัวชะงัก หาคำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างหงุดหงิด “ข้าแค่ไม่อยากให้เ้าล้มเร็วเกินไป ก่อนที่ข้าจะได้รู้ว่าเ้ามองแปลกไปถึงไหน”
เย่เทียนยิ้มบาง “นั่นฟังเหมือนคำอวยพรของเ้า”
“ถือเสียว่าเป็อย่างนั้น” เย่หลัวกล่าว แล้วรีบเดินไปอีกทาง
เย่เทียนมองตามด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความสัมพันธ์ในตระกูลเย่เริ่มขยับเหมือนก้อนหินใต้พื้นดิน ไม่ได้เคลื่อนแรงจนเปลี่ยนูเา แต่พอทำให้ทางเดินเดิมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขาเริ่มวิ่งรอบลานตามคำสั่งของเย่คุน
รอบแรก เขาคุมลมหายใจให้สั้นกว่าปกติ ไม่ดึงลึกจนหน้าอกตึงเกินไป ขาซ้ายยังปวดเมื่อฝ่าเท้าลงน้ำหนักผิดจังหวะ แต่เขาพยายามไม่หลบความเจ็บเร็วเกินไปเหมือนตอนฝึกกับถุงทรายเมื่อคืน เขาเพียงรับรู้มัน แล้วปรับก้าวให้เล็กลง
รอบที่สอง เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม อาการแน่นอกกลับมาเล็กน้อย เขาจึงลดความเร็วลง ไม่ฝืนรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าคนอื่น เสียงไม้พลองและเสียงฝึกจากลานด้านข้างดังสลับกับเสียงหัวใจของเขา ทุกอย่างดูธรรมดามาก ไม่มีใครสนใจการวิ่งช้า ๆ ของเด็กคนหนึ่งนัก
แต่สำหรับเย่เทียน นี่คือการฝึกที่ยากกว่าการเร่งให้เร็ว
เพราะเขาต้องยอมรับว่าร่างกายของตนยังไม่พร้อมเต็มที่
ต้องยอมช้าลงโดยไม่รู้สึกพ่ายแพ้
ต้องหายใจให้พอดี ทั้งที่เส้นตายเริ่มถูกติดไว้หน้าลานแล้ว
เมื่อวิ่งครบสองรอบ เขาหยุดข้างบ่อน้ำ หายใจออกช้า ๆ อาการแน่นอกยังอยู่ แต่ไม่แย่ลง เขาใช้มือแตะขอบบ่อเพื่อทรงตัว ดวงตาเหลือบกลับไปยังประกาศใต้ตราแดงอีกครั้ง
ตรานั้นยังอยู่ตรงนั้น
ไม่ขยับ
ไม่พูด
ไม่เยาะเย้ย
แต่มันทำให้ทุกอย่างชัดขึ้นกว่าคำพูดของเย่ิเสียอีก
จากวันนี้เป็ต้นไป สิ่งที่เขาทำจะถูกนับ สิ่งที่เขาพลาดจะถูกจด และสิ่งที่เขายังไม่มีจะถูกวางเทียบกับคนที่มีอย่างไม่ปรานี
เย่เทียนก้มลงล้างหน้า น้ำเย็นกระทบผิวทำให้ความมึนจากอาการแน่นอกจางลงเล็กน้อย เมื่อเงาของตนเองไหวอยู่ในผิวน้ำ เขาเห็นเด็กหนุ่มหน้าซีดเล็กน้อย ดวงตายังมีรอยเหนื่อย แต่ไม่หลบสายตาตัวเอง
เสียงประกาศใหม่ดังขึ้นจากหน้าลาน
“ผู้มีรายชื่อใต้ตราตรวจพิเศษ ให้มารับใบกำหนดหมวดทดสอบที่เรือนกลางหลังฝึกเสร็จ”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น
คนรอบข้างหันมามองเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้สนใจสายตาเ่าั้นานนัก เขาเช็ดน้ำจากปลายคาง หยิบผ้าข้างเอวมาซับหน้า แล้วเดินไปยังเรือนกลางตามทางหินด้านข้างลาน
ขาของเขายังปวด
อกยังไม่โล่งเต็มที่
แต่ทุกก้าวที่เดินออกจากลานใหญ่ มีสิ่งหนึ่งชัดขึ้นกว่าเดิม
ตราแดงไม่ได้เพียงบอกว่าตระกูลกำลังจับตาเขา
มันบอกว่าเวลาของการลองผิดลองถูกแบบไม่มีผลตามมา กำลังหมดลงแล้ว