เมืองนาราเป็เมืองเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าเขาทางตอนเหนือของประเทศ ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติสุขภายใต้ผืนฟ้าสีครามและอากาศที่บริสุทธิ์
จนกระทั่ง "เช้าวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม" — เมื่อบรรยากาศอันเงียบสงบของเมืองถูกฉีกกระชากออก เมื่อข่าวการหายตัวไปของนักเรียน ม.6 คนหนึ่งจากโรงเรียนมัธยมนารา เขาหายไปอย่างลึกลับขณะเดินกลับบ้านหลังเลิกเรียนในเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา
กล้องวงจรปิดเพียงไม่กี่ตัวในละแวกนั้นจับภาพสุดท้ายของเขาได้ขณะที่เขาเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็ก ๆ ด้านหลังโรงเรียน ซอยที่มักจะมืดและเปลี่ยวเมื่อตะวันลับฟ้า... แต่ไม่มีภาพของเขาเดินออกมาจากซอยนั้นเลย ราวกับว่าเขาเดินเข้าไปในความว่างเปล่าแล้วหายไปจากโลกใบนี้
3 วันต่อมา ความหวังที่จะพบเขาทั้งเป็ก็เริ่มเลือนหายไปเรื่อย ๆ เ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังค้นหาอย่างเต็มที่ จนกระทั่งมีคนพบเบาะแสสำคัญ... รอยรองเท้าผ้าใบของเขาที่หยุดลงกะทันหันกลางตรอกนั้นเอง มันเป็รอยเท้าที่ชัดเจน ราวกับเ้าของร่างเพียงแค่หยุดยืนอยู่ตรงนั้น แล้วก็อันตรธานหายไป
ไม่มีร่าง
ไม่มีเื
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
มีเพียง "เงา" ทอดยาวแปลกประหลาดบนกำแพงเก่า ๆ ของตรอกนั้น เงาที่ดูยาวผิดสัดส่วนและทอดไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงมา ราวกับมันเป็เงาของสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในมิติเดียวกันกับเรา
ตำรวจท้องที่พยายามสรุปคดีนี้ว่าเป็ "การลักพาตัว" ที่ไร้เบาะแส หรือไม่ก็เป็ "อาชญากรรมลวงตา" ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจ แต่คำอธิบายเ่าั้ไม่สามารถปลอบประโลมความรู้สึกหวาดหวั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของผู้คนในเมืองได้
แต่สำหรับสารวัตรเอลล์ — เ้าหน้าที่หน่วยพิเศษจากศูนย์สืบสวนปรากฏการณ์พิเศษ (SVE) ที่เดินทางมาถึงเมืองนาราอย่างเงียบ ๆ หลังเกิดเหตุ เขามีความเห็นที่ต่างออกไป ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นตาของเขากวาดมองไปทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจัง
> “เขายังอยู่ที่นั่น…แต่ไม่ใช่ในร่างที่พวกเราคุ้นเคย”
> “เสียงกระซิบที่ผมได้ยินบอกว่า — ‘เขาโดนกลืนโดยเงาของตัวเอง’ ”
>
ข่าวการหายตัวไปของนักเรียนคนนั้นถูกปิดเงียบ ไม่มีการออกสื่อกระแสหลัก เพราะไม่มีศพ ไม่มีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ไม่มีคดีฆาตกรรมที่ชัดเจนให้ทำข่าว แต่เื่ราวอันน่าสะพรึงกลัวนี้กลับแพร่กระจายไปในหมู่ผู้คนในเมืองนารา โดยเฉพาะในโรงเรียนมัธยมนารา ที่ซึ่งนักเรียนคนหนึ่งเริ่มรู้สึกถึง "อะไรบางอย่าง" ที่เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ และน่าขนลุก
ยู เด็ก ม.5 ที่มีนิสัยเงียบขรึม ไม่ค่อยพูดกับใคร เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตัวเอง และไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่นมากนัก จนกระทั่งเกิดเื่ราวประหลาดนี้ขึ้น
ั้แ่เกิดเหตุการณ์ประหลาดนั้น ยูเริ่มรู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลาในที่ที่ไม่มีใครอยู่ มันเป็ความรู้สึกที่หนาวเหน็บและหนักอึ้ง ราวกับมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังเฝ้าสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของเขา
เงาของเขาเริ่ม "ยาวผิดปกติ" ในตอนกลางวัน แม้แสงแดดจะอยู่เหนือศีรษะ มันก็ยังทอดยาวออกไปไกลกว่าที่ควรจะเป็ เริ่ม "ขยับผิดจังหวะ" เวลาที่เขาเดิน บางครั้งมันก็ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวช้ากว่าเขาเล็กน้อย หรือบางทีก็กระตุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยที่เขายังไม่ได้ขยับตัว และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ บางคืน...เงานั้น "ไม่กลับมาติดกับตัวเขาอีกเลย" มันหายไปจากใต้เท้าของเขา ทิ้งไว้แต่ความรู้สึกว่างเปล่าและเย็นเยียบ
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ในขณะที่ยูเดินกลับบ้านตามเส้นทางที่คุ้นเคยผ่านตรอกเล็ก ๆ เดียวกับที่นักเรียนคนนั้นหายตัวไป
เขาหยุดยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่เงาของตัวเองที่ทอดยาวออกไปไกลผิดธรรมชาติ จนเกือบจะจรดกำแพงอีกด้านของตรอก ความมืดมิดของเงาดูหนาแน่นกว่าปกติ ราวกับมันมีความลึกที่ซ่อนอยู่
และเงานั้น...
เงาที่ควรจะเป็ส่วนหนึ่งของเขาเอง
ค่อย ๆ "ลุกขึ้นยืน" อย่างช้า ๆ และน่าขนลุก
มันไม่มีหน้า ไม่มีปาก ไม่มีตา ไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน แต่ยู "ได้ยินเสียงในหัว" เหมือนใครบางคนกำลังพูดกับเขา เสียงนั้นไม่ใช่เสียงกระซิบเบา ๆ แต่เป็เสียงทุ้มต่ำที่ก้องอยู่ในกะโหลกศีรษะ ราวกับมันกำลังเอ่ยถ้อยคำที่ถูกเก็บงำมานานนับศตวรรษ
> "ในที่สุด…ก็ถึงเวลาแล้ว"
>
นั่นคือคืนที่ยูได้พบกับ "มัน" เป็ครั้งแรก
เงาดำร่างั์สูงเกือบ 2 เมตร — ไม่มีตัวตนที่จับต้องได้ แต่ยูรู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืมหาศาลที่แผ่กระจายออกมาจากมัน ทำให้พื้นดินใต้เท้าเขาสั่นะเืเบา ๆ และอากาศรอบตัวก็เย็นะเืจนขนลุกซู่
และแม้เขาจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน หรือมัน้าอะไร
แต่ในใจลึก ๆ ยูรู้ว่า...
> มัน "เป็ส่วนหนึ่งของเขา"
> …หรือไม่ก็ "บางอย่างที่้าจะเป็เขา"
>
และเขาก็ไม่สามารถหนีจากมันได้อีกต่อไป