ค่ำคืนชานเมืองสระบุรีโรยตัวลงมาพร้อมลมหนาวแห้งแล้งและฝุ่นละอองถนนมิตรภาพที่พัดหมุนวน เสาไฟฟ้าริมทางส่องแสงสลัวส้มหม่นหมองนำทางสู่ตรอกซอกซอยเปลี่ยวริมทางรถไฟเก่า เอกประคองร่างอันเมื่อยล้าและสะบักสะบอมปวดร้าวทั้งกายใจก้าวเดินเท้าเข้ามาในร้านบาร์เบียร์กึ่งผับขนาดกลางริมถนนใหญ่ที่มีชื่อว่า "แสงดาวบาร์" แสงไฟนีออนสีม่วงอมน้ำเงินกะพริบถี่ๆ ส่งเสียงฮัมหึ่งๆ แข่งกับเสียงเครื่องจักรตอกเสาเข็มที่ดังแว่วมาห่างๆ และเสียงหวีดร้องของหวูดรถไฟขบวนสินค้าที่แล่นผ่านสั่นสะเทือนพื้นปูนดิบและแก้วเครื่องดื่มบนชั้นวางเสียงดังแกร๊งๆ กลิ่นอายแอลกอฮอล์ฉุนกึกผสมปนเปกับกลิ่นน้ำมันดีเซล กลิ่นควันบุหรี่จางๆ และกลิ่นไอเย็นของเครื่องปรับอากาศเก่าพ่นละอองบาง ชายหนุ่มวิศวกรก้าวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังมุมมืดหน้าเคาน์เตอร์บาร์ไม้เก่าสีดำ ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลทรงสูง ขยับไหล่กว้างกอดอกแน่นเพื่อปกป้องดวงใจที่ระบมล้าพังพินาศของตนเองจากสายตาแปลกหน้า
บรรยากาศโดยรอบมีกลิ่นน้ำยาถูพื้นราคาถูกผสมกับกลิ่นเบียร์บูดตกค้างตามซอกโต๊ะ ผนังปูนด้านหลังทาด้วยสีน้ำเงินเข้มหลุดลอกจนเห็นลายอิฐบล็อกสลัวๆ ด้านบนเพดานมีโคมไฟเหล็กเก่าห้อยระย้า ส่องแสงสีแดงและน้ำเงินสะท้อนให้เห็นใบหน้าคมคายของเอกที่มีรอยคล้ำใต้ตาและหนวดเคราจางๆ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเศษซากวัสดุก่อสร้างที่ไร้ราคา ปราศจากหนทางยึดเกี่ยวเหนี่ยวรั้งทางจิตวิญญาณ เสื้อผ้าของเขาเปื้อนละอองปูนและดินสีแดง รองเท้าเซฟตี้วิศวกรคู่หนาหนักเตอะเปื้อนฝุ่นดินเหนียวสระบุรี ชายหนุ่มรู้สึกถึงกล้ามเนื้อไหล่และหลังที่ตึงเคร่งระบมล้าจากการปีนป่ายนั่งร้านมาเกือบทั้งวัน ชีวิตวิศวกรของเขาเหมือนการวิ่งหนีเงาร้ายของอดีต แต่ไม่ว่าจะหนีไปไกลเพียงใด เงากิเลสตัณหาของเมียและพ่อก็ยังคอยตามไล่ล่าหลอนสะท้อนอก
"รับอะไรดีครับพี่? เพิ่งเลิกงานคุมไซต์สะพานฝั่งนู้นมาเหนื่อยๆ หรือครับ" บาร์เทนเดอร์หนุ่มสวมผ้ากันเปื้อนสีดำเก่าที่มีลายสักเสือเผ่นตรงท่อนแขนเอ่ยถามพลางใช้ผ้าเช็ดแก้วน้ำขูดขีดอย่างเบื่อหน่าย
"ขอวิสกี้ดับเบิ้ลช็อต... ไม่ต้องผสมน้ำ ขอเพียวๆ เลย" เอกตอบกลับน้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ไร้ร่องรอยชีวิตชีวาและความสุภาพอ่อนโยนที่เคยมี
บาร์เทนเดอร์พยักหน้ารับคำพลางเทน้ำสีอำพันเข้มลงแก้วทรงเหลี่ยมสีกระทบกับก้อนน้ำแข็งทรงกลมใส เสียงน้ำแข็งกระทบผิวแก้วดัง คริ้ง... สะกิดความเงียบในอกของวิศวกรหนุ่ม เอกคว้าแก้วยกกระดกดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ความร้อนผ่าวและรสชาติขมฝาดร้อนแรงของแอลกอฮอล์แล่นผ่านลำคอแผดเผาลงสู่ช่องท้องประหนึ่งเปลวไฟ ชายหนุ่มวิศวกรพรูลมหายใจอุ่นร้อนออกมา นิ้วมือหนายังคงประคองกุมแก้วเปล่าจ้องมองหยดน้ำที่ละลายไหลอาบผิวแก้วราวกับคราบน้ำตาของอดีตภรรยาแก้ม เอกสั่งวิสกี้แก้วที่สองและสามตามมาติดๆ หวังจะใช้ฤทธิ์น้ำเมาสีอำพันช่วยซ่อมแซมเยียวยาและกลบล้างเสียงสะท้อนคำคัดค้านด่าทอทางศีลธรรมในหัวสมอง ชายหนุ่มจ้องมองประกายไฟนีออนสีม่วงสะท้อนผ่านน้ำเหล้าสีส้ม แววตาสลัวฉายแสงหม่นหมองช้ำใจลึกซึ้ง
เอกลนลานหยิบผ้ามาซับเหงื่อตามปกคอเสื้อเชิ้ต ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดแน่นอกจนต้องเอื้อมมือไปคลายเนคไทสีกรมท่าออกช้าๆ ปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตสีขาวสองเม็ดบนเผยให้เห็นแผ่นอกกว้างสะท้านลม ชายหนุ่มเคว้งคว้างจนต้องเอ่ยชวนบาร์เทนเดอร์พูดคุยเรื่องงานปูนงานทรายเพื่อประคองสติ
"นี่น้อง... ทรายที่คนรับเหมาสระบุรีเอามาส่งที่ไซต์สะพานทำไมมีดินเหนียวปนเยอะจังวะ? ทรายหยาบแม่น้ำป่าสักมันคุณภาพแย่ลงขนาดนี้เลยเหรอ?" เอกเอ่ยถามขมขื่น
บาร์เทนเดอร์หนุ่มหยุดเช็ดแก้วหันมาตอบยิ้มๆ: "อ๋อพี่ ตั้งแต่เขาสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำตอนบน ตะกอนทรายแม่น้ำป่าสักมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้วครับพี่ มีแต่ทรายปนเลนขุ่นๆ ช่างก่อสร้างแถวนี้เขาต้องล้างทรายสองสามรอบก่อนจะเอาไปผสมปูนฉาบ ไม่งั้นปูนลอกปูนร้าวหมดครับพี่" คำตอบของบาร์เทนเดอร์ยิ่งกระตุ้นปมในใจของเอก ฐานรากชีวิตครอบครัวของเขาก็เปรียบเสมือนการใช้ทรายปนดินเหนียวขุ่นสร้างบ้านเดี่ยว มันดูแข็งแรงภายนอกทว่ากลับแตกร้าวผุพังพินาศมาจากข้างในอย่างไร้ซ่อมแซม
รอบข้างของเอกคลาคล่ำไปด้วยผู้คนวัยทำงานและกลุ่มคนงานโรงปูนซีเมนต์สระบุรีที่ล้อมวงพูดคุยหัวเราะร่าเริงอย่างสนุกสนาน บางคู่รักกุมมืออิงแอบซบไหล่ก้าวข้ามความหนาวเหน็บอย่างอบอุ่น บางโต๊ะกำลังโต้เถียงกันเรื่องงบประมาณค่าเช่าบ้านและค่านมลูกสลับเสียงกรีดร้องหัวเราะ ภาพความผูกพันในครอบครัวเหล่านั้นยิ่งผลักไสให้เอกตกอยู่ในอาณาเขตแห่งความอ้างว้างโดดเดี่ยวอย่างรุนแรงแสนสาหัส ชายหนุ่มลอบหวนระลึกถึงอดีตยามเริ่มต้นชีวิตครอบครัว เอกเกิดมาเป็นลูกช่างปูนกรรมกร บิดาชาญผู้เป็นพ่อตรากตรำทำงานก่อสร้างฉาบปูนแบกปูนแลกค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาทเพื่อประทังชีพและส่งเสียเอกเรียนหนังสือจนจบวิศวะโยธา เอกจดจำภาพน้ำตารสขมและความเหนื่อยยากของพ่อชราได้ดี และนั่นกลายเป็นปมกดดันผลักดันให้เอกตั้งเป้าหมายในใจว่าเขาจะต้องประสบความสำเร็จ มีหน้ามีตา มีเงินทอง และสร้างครอบครัวบ้านเดี่ยวหรูหราที่เหนือกว่าชีวิตกรรมกรของพ่อให้ได้ ชายหนุ่มหวนคิดถึงภาพจำวัยเด็กยามพ่อชาญใช้ชอล์กเขียนกระดานไม้ผุๆ สอนเลขเขา มือพ่อสากเปื้อนฝุ่นขาวแต่พ่อก็ยิ้มพลางบอก: "ตั้งใจเรียนนะเอก โตไปจะได้รับจ้างเขียนแบบแปลนตึกด้วยหัวสมอง ไม่ต้องมาแบกปูนเจ็บเนื้อตัวแบบพ่อ" คำสอนนั้นทำให้เอกบ้างานจนละเลยสิ่งสำคัญที่สุดไป
ชายหนุ่มจมดิ่งกับการก้มหน้าทำงานวิศวกรโยธาอย่างบ้าคลั่ง รับคุมงานทุกไซต์ คุมงานโอทีดึกดื่นขยับตำแหน่งเป็นหัวหน้าวิศวกร ชายหนุ่มคิดมาเสนอว่าเงินสด บ้านเดี่ยวป้ายแดงคันงาม และสิ่งของหรูหราที่เขาประเคนให้แก้มคือคำตอบความรักที่ดีที่สุด ทว่า... วันนี้เอกเพิ่งตระหนักรู้แจ้งชัดในใจด้วยความปวดร้าวทรมานว่า ความหยิ่งทะนง ทิฐิ และการบ้างานทอดทิ้งภรรยาให้อยู่คนเดียวอย่างเงียบเหงา ในตึกเดี่ยวที่กว้างขวาง ปล่อยให้บิดาชราที่ขัดสนเหงาเปล่าเปลี่ยวดูแลหล่อนแทน คือชนวนระเบิดมรณะที่ผลักไสภรรยาของตนให้ไปมีความสัมพันธ์สวาทชู้รักกับพ่อบังเกิดเกล้า เอกจำภาพที่แก้มเคยนั่งเฝ้าคอยเขาบนโซฟายามวิกาลเพื่อขอนั่งคุยเล่าเรื่องราว แต่เขาทำเพียงเปิดแล็ปท็อปตรวจสอบแบบแปลนสะพานพลางเอ่ยตอบปัดว่า "ผมยุ่งอยู่แก้ม ผมเหนื่อยเพื่อบ้านของเรานะ" ความรู้สึกผิดกัดกินปอดลึกปานโดนหนามคอนกรีตขูดกรีด เอกกำแก้ววิสกี้แน่นขึ้นจนน้ำแข็งขยับหมุน ชายหนุ่มรู้สึกโกรธบิดาที่ข้ามเส้นศีลธรรมข่มขืนทำลายความเชื่อใจของเขา และในขณะเดียวกันก็รู้สึกสมเพชผิดหวังในตัวเองอย่างสาหัสที่มองข้ามความรู้สึกเปลี่ยวเหงาของเมียรักจนผลักหล่อนเข้าสู่อ้อมอกพ่อชรา
ฤทธิ์วิสกี้แก้วที่สี่สะสมกุมสมองของเอกจนประสาทสัมผัสเริ่มพร่ามัว ชาญหนุ่มเริ่มทรงตัวเอียงไปมาบนเก้าอี้สตูลไม้ แสงไฟนีออนสีม่วงกะพริบเต้นพร่าเลือนราวดั่งภาพลวงตา ความมึนเมาปนเปความระทมทำให้เอกลอบหลั่งน้ำตาใสเอ่อคลอปลายหางตา ชายหนุ่มใช้หลังมือกวาดปัดน้ำตาทิ้งลนลานพลางก้มหัวจิ้มเหล้ากลืนรสขมขื่นลงคอ ชายหนุ่มกักเก็บความทรมานไว้ลึกก้นอกราวกับกองเถ้าถ่านคอนกรีตที่เย็นชืดและผุกร่อนไร้ราคาตามมุมไซต์งานก่อสร้างที่ไม่มีใครเหลียวแล
ในจังหวะนั้นเอง เสียงส้นสูงกระทบแผ่นกระเบื้องดัง กริ๊ก... กริ๊ก... นำหน้ากลิ่นน้ำหอมสาวละมุนกลิ่นกุหลาบผสมวานิลลาอันหรูหราเย้ายวนพัดโชยมาแตะจมูกของเอก กลิ่นหอมหวานและลึกลับนี้ผิดไปจากกลิ่นฝุ่นปูนควันบุหรี่ในบาร์อย่างเด่นชัด เอกพยายามกระชับสายตาสลัวกวาดมอง หญิงสาวหยิบมวนบุหรี่อันเล็กยาวเรียวออกมาจากตลับเงินโบราณ หล่อนใช้ไฟแช็กแก๊สสีทองจุดประกายไฟสว่างวาบเผยให้เห็นริมฝีปากอิ่มสีแดงชาดและดวงตาคู่เฉี่ยวเป็นประกายลึกลับชั่ววินาทีก่อนจะพ่นควันจางๆ ออกมา เอกสังเกตเห็นเงาร่างระหงของหญิงสาวหน้าตาดีผิวสีน้ำผึ้งสวยลึกลับคนนั้น ก้าวเดินมาทรุดตัวนอนนั่งลงบนเก้าอี้สตูลข้างกายเขาหน้าบาร์เคาน์เตอร์ หล่อนแต่งกายด้วยชุดเสื้อคอกว้างกำมะหยี่สีเขียวเข้มเผยทรวงอกอวบอิ่มและไหล่เนียนสลัวสล้างล่อแสงไฟ รอยยิ้มมุมปากของหล่อนแฝงประกายท้าทายจ้องสบตากับเอกนิ่งงันยาวเหยียดในความเงียบสลัวที่เปี่ยมอารมณ์ดึงดูดปนประหลาดใจ หล่อนหันไปสั่งบาร์เทนเดอร์เสียงหวานใส: "เทวิสกี้ให้วิศวกรหนุ่มแก้วนี้เพิ่มที... ฉันขอเป็นคนเลี้ยงปลอบโยนแผลใจเขาเองค่ะ"
หล่อนขยับแก้วจินโทนิกเข้ามาใกล้แก้ววิสกี้ของเอก เอกปรือตามองด้วยความระแวงและเอ่ยเสียงแข็งสะท้อนคัดค้าน: "คุณมาเลี้ยงผมทำไม? เราไม่ได้รู้จักกัน"
หล่อนหัวเราะคิกคักเบาๆ เสียงลึกเปี่ยมสัญชาตญาณสาวกวาดมองคราบฝุ่นบนปกเสื้อเอก: "ฉันชื่อริน... เป็นเจ้าของบาร์ซอมซ่อแห่งนี้แหละ ฉันยืนมองคุณนั่งเหมือนผีดิบหัวใจสลายมาเป็นชั่วโมงแล้ว ฉันไม่ชอบเห็นผู้ชายหล่อๆ นั่งอมทุกข์แบบนี้ และอีกอย่าง... แววตาคุณมันฟ้องว่าคุณเพิ่งสูญเสียบ้านไปใช่ไหมล่ะวิศวกรหนุ่ม" เอกสะอึกในอกกับคำทักแทงใจ ดนตรีสดยังคงดังคลอเบาๆ เอกจ้องมองใบหน้าสวยมีเสน่ห์ที่มีไฝเม็ดเล็กประดับริมหางตาซ้ายของรินผ่านแสงนีออนสีม่วงด้วยหัวใจที่เต้นระทึกแปลกประหลาด