“บ่ายนี้พวกเ้าจะทำกระไรกัน”
คุณหญิงเ้าของเรือนถามสองสาวฝาแฝดหลังเสร็จสิ้นมื้อเที่ยงที่นั่งรับประทานด้วยกัน ด้านข้างเป็พระยาวิสุทธิ์โหราที่นั่งมองสองสาวอย่างสนใจ ส่วนทิวาเองก็มองราตรีอย่างขยาดกลั้นหายใจรอฟังเพราะกลัวจะโดนให้ไปลองชุดอีก
“ข้าว่า…คิกๆ อย่ามองข้าเช่นนั้นสิเ้าค่ะพี่หญิงข้ามิทรมานพี่หญิงแล้ว”
ทิวาที่ได้ยินน้องสาวพูดก็แอบถอนหายใจโล่งอกอย่างผ่อนคลาย ทำเอาคุณหญิงลอบอมยิ้มมองสองสาวด้วยสายตาเอ็นดู
“ข้าจะไปนั่งที่ศาลาริมบึงเ้าค่ะ พี่หญิงมิต้องไปกับข้าดอก ให้ชดกับช้อยพาเดินเล่นชมเรือนดีกว่า มาตั้งหลายวันแล้วยังเดินชมมิทั่วเลย”
“เอาเช่นนั้นรึ คุณหญิงป้ามีกระไรจะใช้ข้ารึไม่เ้าค่ะ”
ทิวาถามราตรีจากนั้นก็หันไปถามคุณหญิงพวงทอง ทำเอาคุณหญิงพวงทองยิ่งอดชื่นชอบทิวาในใจเพราะความรู้กาลเทศะของนางไม่ได้
“พวกเ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด อีกพักใหญ่ๆป้าว่าจะให้เ้าช่วยสอนแม่บ่าวพวกนี้กรองมาลัย วันก่อนเ้ากรองงามนักลวดลายก็แปลกตา ประเดี๋ยวป้าให้คนเตรียมข้าวของเสร็จแล้วจะให้บ่าวไปตาม”
“ได้เ้าค่ะ ราตรีไปกัน”
เมื่อตกลงกันได้แล้วสองสาวก็พากันเดินจูงมือลงเรือนไปเรียกรอยยิ้มเอ็นดูแก่เ้าของเรือนทั้งสองยิ่งนัก
…
“พี่หญิงมิต้องไปส่งข้าดอกเ้าค่ะ ข้าเดินไปเองได้ ชด ช้อย เ้าสองคนก็ไปกับพี่หญิงเถิด ข้าอยู่ผู้เดียวได้”
เมื่อลงมาถึงหน้าเรือนราตรีหันมาลาทิวาและสั่งการกับชดและช้อย โดยไม่ปล่อยให้ใครเอ่ยแย้งเพราะอยากอยู่ตามลำพัง
“จะดีรึเ้าค่ะแม่นาย มิงามหนาเ้าค่ะ ให้บ่าวอยู่ด้วยเถิดเ้าค่ะ”
“มิต้อง! พวกเ้าก็ดูแลพี่หญิงให้ดีเล่า บอกบ่าวที่อยู่แถวนี้ด้วยว่าอย่าให้ใครเข้าไปรบกวนข้า”
“เ้าค่ะแม่นายน้อย”
พูดจบก็แยกออกไปด้านข้างเรือนทันที ทิวาที่เริ่มชินกับความเอาแต่ใจของราตรีทำได้เพียงอมยิ้มมองหน้าบ่าวทั้งสี่อย่างจนใจ
ศาลาริมบึงแห่งนี้กลายเป็ที่พักผ่อนส่วนตัวของราตรีไปแล้ว สวนด้านข้างนี้ถึงแม้พระยาวิสุทธิ์โหราจะให้คนมาดูแลปรับปรุงจนกลับมาสวยงามไม่รกครึ้มดังเดิมแล้วแต่นอกจากราตรีก็ไม่ค่อยมีใครเข้ามาที่นี่นัก ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงัดวังเวงแปลกๆใครเผลอเดินหลงเข้ามาก็อดขนลุกซู่ไม่ได้ จนบ่าวบางคนแอบเรียกสถานที่นี้ลับหลังว่า ศาลาราตรี เพราะนอกจากจะแอบเรียกตามชื่อราตรีแล้วบางคนยังว่าบรรยากาศที่นี่แม้เป็กลางวันก็ยังน่ากลัวเหมือนยามราตรีนั่นเอง
เมื่อเดินมาถึงที่ร่างงามของราตรี ค่อยๆหย่อนตัวลงนั่งพับเพียบบนเบาะนุ่มที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ ข้างกายยังมีของว่างที่ราตรีชอบที่ชดและช้อยมาเตรียมไว้ให้ก่อนหน้านี้วางพร้อมสรรพอย่างรู้ใจ ในอุ้งมือบางยังคงมีขลุ่ยไม้ไผ่หยาบๆไร้ราคาอันเดิมติดมือเสมอ จนเป็ภาพชินตาของบ่าวไพร่ไปเสียแล้ว
แม้มองภายนอกจะเห็นว่าที่นี่ไม่มีผู้ใด แต่ทันทีที่สายตาหวานกวาดมองผ่านรอบบริเวณกลับเห็นเหล่าดวงิญญาหลงทางที่ล้วนเนื้อตัวซีดเซียว รอบๆกายยังมีเมฆหมอกสีเทาหม่นปกคลุมตัวสีสันของแต่ละตนเข้มจางมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อเื่ทางโลกมนุษย์ของตนเอง ิญญาทุกดวงต่างจ้องมองนางอยู่ด้วยสีหน้าเศร้าหมองทุกข์ตรมไม่ต่างกัน บ้างยืนบ้างนั่งกระจายรอบบริเวณหลายตน เพราะั้แ่วันแรกที่ราตรีเริ่มมาเป่าขลุ่ยที่นี่ เหล่าดวงิญญาหลงทางที่มีพลังน้อยนิดทั้งหลายต่างหลั่งไหลมาเพื่อให้นางช่วยชี้ทางสว่างชี้หนทางให้พวกเขาสงบใจ ตัดเื่ทางโลกมนุษย์และออกเดินทางตามสู่ภพภูมิที่ควรไป นอกจากจะมีิญญาหลงทางแล้วที่นี่ยังมีนางไม้เด็กหนึ่งตนคอยช่วยราตรีดูแลความสงบเรียบร้อยของเหล่าดวงิญญาด้วย นางชื่อว่า ลีลา นางไม้ประจำต้นลีลาวดีที่ออกดอกสีขาวบานสะพรั่งตลอดทั้งปีขึ้นอยู่ติดกับศาลานี้นี่เอง
“วันนี้มาช้านะ”
ทันทีที่ราตรีนั่งลงลีลาก็ปรากฏตัวขึ้นด้านข้างราตรีทันที ปากก็เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใสที่มีแต่ราตรีเท่านั้นที่ได้ยิน
“มาช้าแต่ก็มาแล้ว”
ราตรีเอ่ยหยอกเย้าอย่างอารมณ์ดี ด้วยที่นี่ไม่มีมนุษย์คนใด จึงไม่ต้องกลัวใครจะหาว่านางวิปลาส[1]พูดคนเดียว
“รีบเป่าเร็วๆเถิด อยากฟังจะแย่แล้ว อ้อ ของที่ใส่บาตรให้เมื่อเช้าได้รับแล้วหนา อร่อยมาก ขอบน้ำใจเ้านัก”
เสียงเล็กๆของลีลาเอ่ยชมในมือน้อยยังมีขนมที่ราตรีใส่บาตรให้เมื่อเช้า ปากเล็กก็ขบเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย
“มิเป็กระไร รสมือพี่หญิงของข้าเอง”
จากนั้นราตรีก็เริ่มเป่าขลุ่ยด้วยท่วงทำนองแสนหวานอาจเพราะวันนี้อารมณ์เบิกบานยิ่งนักท่วงทำนองที่ออกมาจึงไพเราะหวานหูมากกว่าทุกวัน เหล่าดวงิญญาก็ต่างสงบใจได้เร็วมากขึ้น ไม่นานิญญาที่จิตใจสงบจนตัดใจจากเื่ทางโลกมนุษย์ได้แล้วต่างก็ทยอยเห็นแสงสว่างส่องทิศทางตามที่ตนควรไป บางตนที่ยังตัดใจไม่ได้แต่ก็มีอาการดีขึ้นวัดได้จากเมฆหมอกที่ปกคลุมตัวจากที่สีเข้มก็เริ่มอ่อนลง สีหน้าที่ทุกข์ตรมก็เริ่มดีขึ้น ราตรียิ้มอย่างเป็สุขนางคิดว่าอาจเพราะนางเริ่มสะสมบุญด้วยการใส่บาตรและนั่งสมาธิจึงทำให้พลังชีวิตของนางแข็งแกร่งขึ้น เวลาที่ใช้พลังปลอบดวงิญญาจึงอ่อนเพลียน้อยลงและสามารถช่วยเหล่าดวงิญญาได้มากขึ้นตามไปด้วย
...
ด้านทิวาที่เดินดูรอบเรือนจนทั่วแล้วก็ยังไม่มีใครมาตามจึงกลับมานั่งเล่นที่ท่าน้ำหน้าเรือนสองตาก็คอยมองวิถีชีวิตของผู้คนที่พายเรือสัญจรไปมาแล้วหันกลับมาหยอกล้อกับบ่าวทั้งสี่อย่างสนุกสนาน โดยไม่ทันรู้ตัวว่ามีเรือสองลำมาจอดเทียบที่ท่าน้ำแล้ว
“คนที่นี่ก็รูปงาม มิแพ้คนที่คุ้มเราเลยหนาเ้าค่ะ”
คำหล้าเอ่ยกับทิวา
“คำหล้าเ้าก็รูปงามหนา หากแต่งองค์อีกสักนิดผู้ใดก็เทียบเ้ามิได้”
เสียงทิวาเอ่ยชมคำหล้า มือเรียวก็จับหน้าจับตัวอย่างหยอกล้อ โดยมีบ่าวอีกสามคนหัวเราะคิกคักกับท่าทางเขินอายของคำหล้าอยู่ข้างกาย เนื่องจากคำหล้าชอบโพกศีรษะด้วยผ้าสีเข้มและใส่เสื้อแขนสั้นกับโจงกระเบนเมื่อมองด้านหลังจึงเหมือนกับทิวากำลังหยอกล้อกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ภาพนั้นทำให้ขุนศรีสุนทรที่เพิ่งขึ้นมายืนบนท่าน้ำและทันได้ยินประโยคของทิวาพอดี รู้สึกนึกรังเกียจแม่หญิงผู้นี้ขึ้นมาตะหงิดๆเพราะคิดว่านางคือราตรี ด้านหลังเป็หลวงสรศักดิ์ที่ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“อุ้ย ออกขุนท่านกับออกหลวงท่านมาเ้าค่ะ”
ช้อยที่เห็นชายหนุ่มทั้งสองยืนหน้าทะมึนอยู่ด้านหลังจึงร้องบอกทิวา ทิวาที่ไม่รู้เื่อะไรจึงหันไปแล้วยกมือไหว้ด้วยกิริยางดงาม ริมฝีปากบางยังยกยิ้มหวานรอ
“ข้าไหว้เ้าค่ะ ท่านออกขุน ท่านออกหลวง”
“หึ ดีได้มิกี่วันก็ออกลายเสียแล้ว มิรู้จักระวังกิริยาเหมือนแม่หญิงอื่นเสียบ้าง น่ารังเกียจสิ้นดี”
เสียงเย็นพร้อมถ้อยคำดูถูกของขุนศรีสุนทรทำเอารอยยิ้มของทิวาแข็งค้างทันใด แทนที่ด้วยความโมโหสุดขีดที่อยู่ๆก็โดนว่าร้ายจากคนแปลกหน้า
“เอ่อ ออกขุนท่านเ้าค่ะ นี่คือ...”
“ช้อยมิต้อง!”
ช้อยที่ดูก็รู้ว่าขุนศรีสุนทรเข้าใจผิด แต่ไม่ทันเอ่ยแย้งก็ถูกทิวาห้ามเสียก่อน ร่างบางลุกขึ้นยืนจ้องบุรุษปากร้ายตรงหน้าช้าๆ คอแหงนตั้งหรี่ตามองด้วยสูงเพียงอกของเขาเท่านั้น พลางนึกขึ้นได้ว่าเขาน่าจะเป็คู่หมายที่ชอบทำร้ายจิตใจน้องสาวของตนนั่นเอง
“เมื่อครู่ว่ากระไรหนาเ้าค่ะ”
“ข้าว่า เ้าน่ารังเกียจกลางวันแสกๆมานั่งหยอกล้อบุรุษ มิอายผู้คนที่ผ่านไปมาดอกรึ ข้านี่อายแทน ทำตัวมิสมกับเป็ลูกหลานพระยา มิรู้รึว่ามันจะเสียมาถึงคนเรือนนี้”
วาจาว่าร้ายสายตายิ่งเชือดเฉือนจากบุรุษหน้าขาว ยิ่งทำให้ทิวาโกรธจนควันออกหู หลับตากำหมัดแน่นสะกดกั้นอารมณ์จนหน้าแดง ด้วยขุ่นเคืองคู่หมายของน้องสาวเป็ทุนเดิมจึงคิดอยากเอาคืนให้สาแก่ใจ จากนั้นจึงลืมตาขึ้นยิ้มหวานอย่างประชดประชัน แล้วกล่าวยอกย้อน
“ข้าทำเช่นนั้นรึเ้าค่ะ เอ ข้ามิรู้ตัวเลยหนา แต่เื่ที่ข้าทำข้ายังมิรู้สึกกระไร เหตุใดผู้อื่นถึงมารู้สึกแทนข้ากัน งั้น..ลองทำดูอีกสักทีเผื่อข้าจะรู้สึก คำหล้ามาใกล้ๆข้าสิ”
เสียงหวานเอ่ยอย่างยั่วเย้า พลางกวักมือเรียกคำหล้าที่ตัวสั่นเหงื่อแตกเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ใบหน้าบ่าวสาวด้วยท่วงท่าหยอกเย้า
“โถ่ ร้อนรึ เหงื่อแตกไปหมดแล้ว เรานั่งตรงนี้มาก็นานแล้ว ดูสิเ้าคงจะหิวแล้ว อะ อ้ำ”
ไม่พูดเปล่ายังยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากให้คำหล้า จากนั้นหันกลับไปด้านข้างเอาขนมที่ชดเตรียมไว้ให้ตักป้อนคำหล้าคำโต ทำเอาขุนศรีสุนทรโมโหจนหน้าคล้ำเพราะคิดว่านางคือราตรีที่ท้าทายเอาขนมที่เคยเตรียมไว้ต้อนรับเขาทุกวันไปให้บุรุษอื่นกิน
“แม่ราตรี! นี่เ้า!”
เสียงดุดันดังกัมปนาทจนบ่าวทุกคนก้มลงหมอบตัวสั่นเพราะกลัวเกรงโทสะของขุนศรีสุนทร
“ประเดี๋ยวก่อน!”
ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามไปใหญ่โต หลวงสรศักดิ์ที่สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างก็เอ่ยห้ามทัพเสียก่อน
“เ้ามิใช่แม่ราตรี เ้าเป็ผู้ใด”
เสียงทุ้มติดจะดุเอ่ยถามคิ้วเข้มก็ขมวดมุ่น เหตุเพราะสตรีตรงหน้าถึงแม้จะมีรูปร่างหน้าตาเหมือนราตรีแต่แววตากลับต่างกันโดยสิ้นเชิง
“โอ้ ท่านออกหลวง เก่งกาจยิ่งนักเ้าค่ะ ขนาดคนที่อยู่ร่วมเรือนกันมาหลายปียังมิทราบเลย”
ทิวาเอ่ยชมหลวงสรศักดิ์แล้วว่ากระทบขุนศรีสุนทร พลางหันมาดูหน้าหลวงสรศักดิ์เต็มตาเป็ครั้งแรก ริมฝีปากยกยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นจึงเอ่ยตอบคำถามด้วยกิริยามารยาทที่ดูก็รู้ว่าได้ผ่านการอบรมมาอย่างดี
“ข้าชื่อทิวาเ้าค่ะ เป็พี่สาวฝาแฝดของแม่ราตรี ส่วนนี่คำหล้าบ่าวหญิงที่ข้านำมาจากเชียงคำเ้าค่ะ มิใช่บุรุษที่ใด”
ท้ายประโยคยังไม่วายหันไปจิกกัดคนบางคน ขุนศรีสุนทรที่ได้ฟังก็หน้าม้านด้วยความอับอายที่ทักคนผิดแถมยังเข้าใจผิดไปไกลโข ทันใดนั้นก็แว่วเสียงขลุ่ยทำนองหวานหูดังมาจากด้านข้างเรือน ท่อนขาแกร่งของออกหลวงหนุ่มจึงเดินไปตามเสียงนั้นโดยไม่สนใจผู้ใดอีก ช้อยมองตามอย่างหวาดๆเพราะไม่กล้าห้ามปราม ทิวาจึงพยักหน้าให้ช้อยวิ่งตามไปห้าม
“ออกหลวงท่านไปมิได้หนาเ้าค่ะ แม่นายน้อยมิให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน ออกหลวงท่านเ้าค่ะ”
ทิวามองตามหลวงสรศักดิ์ที่ไม่สนใจผู้ใดแล้วก็พยักหน้าให้ชดตามไปดูอีกคน คล้อยหลังไปจวงที่เพิ่งลงเรือนมาก็เดินมาเรียกทิวาให้ไปหาคุณหญิงพวงทอง
“แม่หญิงทิวาเ้าค่ะ คุณหญิงท่านให้มาตามแม่หญิงทิวากับแม่หญิงราตรีเ้าค่ะ”
“อือ ไปสิ ไปกันคำปองคำหล้า วานเ้าไปเรียกแม่ราตรีมาด้วยหนาอยู่ที่เดิมโน่นแหนะ”
“เ้าค่ะ”
ทิวาหันมาเรียกบ่าวคู่ใจ ท้ายประโยคยังให้จวงไปตามราตรีอีก จากนั้นจึงเดินขึ้นเรือนไปั้แ่ต้นจนจบไม่หันมาสนใจขุนศรีสุนทรที่ยืนนิ่งด้วยความอับอายระคนรู้สึกผิดอีกเลย
...
ท่อนขาแข็งแกร่งพาหลวงสรศักดิ์ก้าวเดินมาถึงศาลาริมบึงข้างเรือน ภาพตรงหน้าคือแม่หญิงผู้แสนงดงามในสไบสีกลีบบัวดูงดงามสดใสพิสุทธิ์ดังน้ำค้างยามเช้า สองตาหลับพริ้มแพขนตางามต้องแสงตกเป็เงาทาบทับสองแก้มแดงเปล่งปลั่ง ริมฝีปากบางจรดเป่าขลุ่ยในท่วงทำนองหวานหูจนทำให้ออกหลวงหนุ่มตกอยู่ในภวังค์ ไม่ทันรู้ตัวก็เดินมายืนนิ่งอยู่ใกล้ๆร่างงามเสียแล้ว
ราตรีที่หลับตาเป่าขลุ่ยอย่างเบิกบานอยู่ๆก็รู้สึกถึงมวลพลังิญญาที่เข้มข้นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนพลังชีวิตของนางเริ่มถูกดึงมาใช้มากขึ้น สุดท้ายจึงไม่อาจทนฝืนใช้พลังเป่าขลุ่ยได้อีกต่อไป
ปึ๊ก…
ทันทีที่ริมฝีปากบางละออกมา ขลุ่ยไม้ไผ่แสนหยาบอันนั้นก็หักกลางตามยาวแตกออกเป็สองท่อนทันใด ดวงตาคู่งามช้อนตามองตามทิศทางที่รู้สึกถึงรัศมีบางอย่างที่คุ้นเคย
“โอ้ย ร้อนเหลือเกิน อยู่มิได้แล้วโชคดีนะราตรี”
เป็เสียงของลีลาที่ร้องบอกพร้อมทั้งหายตัวไปทันทีทิ้งให้ราตรีเผชิญหน้ากับหลวงสรศักดิ์และเหล่าดวงิญญาลึกลับที่ติดตามมาด้านหลังออกหลวงหนุ่มเพียงลำพัง คิ้วบางขมวดมุ่นด้วยความสงสัย
...เป็ท่านอีกแล้ว กับกลุ่มก้อนิญญาสีดำเข้มข้นด้านหลัง และรัศมีสีแดงเข้มที่แสนคุ้นเคยนี่อีกแล้ว
“หลวงสรศักดิ์ ข้าไหว้เ้าค่ะ”
แม้จะเหนื่อยจนแทบหมดแรงแต่ก็ยังฝืนนั่งหลังไหล่ตรง ยกมือไหว้กล่าวทักทายผู้มากศักดินาตรงหน้า
“อืม อะแฮ่ม! มิยักรู้ว่าเ้าเป่าขลุ่ยก็ได้”
หลวงสรศักดิ์ที่เพิ่งหลุดจากภวังค์ได้สติ กระพริบตาหนึ่งครั้งแล้วกระแอมไอในลำคอก่อนเอ่ยถามเื่ที่ตนสงสัยเสียงเรียบ
“เ้าค่ะ”
ราตรีตอบเสียงเรียบไม่แพ้กัน
“ขลุ่ยเ้าแตกเสียแล้ว”
“แค่ของหยาบๆ มิคงทนเป็ธรรมดา”
“เ้ายังเล่นเครื่องดนตรีใดได้อีก”
“คงจะได้ทุกอย่างเ้าค่ะ เครื่องดนตรีก็แค่ทำให้มีเสียงเหมือนๆกันเท่านั้น”
“แล้วเ้า..”
“นังชด! นังช้อย! แม่หญิงราตรีเล่า คุณหญิงท่านให้มาตาม”
จวงที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยขัดเสียงดังโดยไม่รู้ตัว เพราะชดและช้อยไม่กล้าเข้ามาในศาลาจึงยืนเก้ๆกังอยู่ข้างนอกทำให้จวงไม่เห็นว่าในศาลามีใครอยู่ เห็นชดและช้อยที่ยืนตัวลีบจึงลอบมองเข้าไปในศาลาสายตาก็ปะทะเข้ากับดวงตาคมดุของหลวงสรศักดิ์ที่มองออกมาจึงเข้าใจทันทีเนื้อตัวอดรู้สึกสั่นเทิ้มขึ้นมาไม่ได้
“เอ่อ แม่นายน้อยจะไปเลยรึไม่เ้าค่ะ”
ช้อยที่อยู่ด้านหลังหลวงสรศักดิ์เอ่ยถามอ้ำอึ้ง เพราะเมื่อลอบมองมาที่ราตรีก็สังเกตเห็นนายสาวของตนสีหน้านิ่งเฉยแต่แววตากลับยิ่งเฉยชา ด้วยกลัวราตรีจะอาละวาดใส่ออกหลวงหนุ่ม ข้างๆยังมีชดและจวงยืนมองอยู่ด้วยใจระทึกเช่นกัน เพราะคนบนเรือนนี้ต่างรู้ดีว่าสองคนนี้เจอกันทีไรเป็ต้องปะทะคารมกันอยู่ร่ำไป
ราตรีที่ฝืนนั่งนิ่งพยักหน้ารับ สีหน้าเริ่มซีดลงเรื่อยๆ เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นที่ข้างขมับ เนื้อตัวสั่นน้อยๆ สติคล้ายว่าจะเลือนรางตอนนางพยายามลุกขึ้นเกิดหน้ามืดล้มลงกะทันหัน หลวงสรศักดิ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ชัดเจนั้แ่แรกจึงขยับเรือนกายมารับราตรีได้ทันท่วงที
เรือนร่างนุ่มนิ่มตกอยู่ในวงแขนแกร่งเรือนกายสนิทแนบชิด อยู่ๆร่างกายที่อ่อนล้าจนเกือบจะหมดสติกลับมีกระแสอุ่นวาบหลั่งไหลเข้ามาเติมเต็มกำลังทำให้ราตรีฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดวงหน้างามเชิดขึ้นสบตากับคนหน้าดุ ไม่รู้ว่านางเหนื่อยจนเลอะเลือนเกินไปรึไม่เหมือนว่าจะมีแวบหนึ่งที่ภายในดวงตาคู่นั้นจะปรากฏเงาความห่วงใยลึกซึ้งขึ้นมาบางเบาแต่มันก็พลันจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“เป็กระไรรึไม่”
น้ำเสียงคมดุแววตาเฉยเมยอ้อมกอดที่อบอุ่นก็พลันเหน็บหนาวขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ ทำให้ราตรีได้สติขืนตัวออกจากเรือนกายแข็งแกร่งของหลวงสรศักดิ์ทันใด
“มิเป็กระไรเ้าค่ะ ขอบน้ำใจท่านออกหลวงมากเ้าค่ะ”
ราตรีที่พอมีกำลังวังชาขึ้นมาบ้างแล้วเอ่ยเสียงเรียบ พลางหันไปกวักมือเรียกบ่าวคู่ใจที่ยืนหน้าซีดอยู่ด้านข้างมาช่วยพาตนขึ้นเรือน
“ชด ช้อย พาข้าขึ้นเรือนที”
“เ้าค่ะแม่นายน้อย/เ้าค่ะแม่นายน้อย”
ราตรีเดินออกไปไกลแล้วทิ้งไว้เพียงกลิ่นกายหอมจรุงใจที่ปลายนาสิก ไม่รู้เพราะอะไรหรืออาจมีใครทำให้โกรธก็ไม่อาจแน่ใจได้ หลวงสรศักดิ์ถึงยืนนิ่งมือก็กำไม้ตะพดคู่ใจจนแน่นนิ้วมือขึ้นข้อขาวกัดฟันจนสันกรามนูนเด่นอย่างข่มกลั้นแววตามีความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอ่านออก
…
บนโถงกลางเรือนทิวาที่ขึ้นมาก่อนหน้านี้ เริ่มกรองมาลัยตามที่คุณหญิงพวงทอง้า โดยมีคุณหญิงนั่งมองอย่างเอ็นดู ด้านข้างเป็แม่แป้นที่นั่งเคี้ยวหมากคอยพัดคลายร้อนประจบเอาใจไม่ห่าง รอบๆยังมีบ่าวหญิงอีกหลายคนกับดอกไม้และมาลัยกองพะเนิน
“แม่ราตรีเล่า ให้นังจวงไปตามก็หายกันไปเลย”
คุณหญิงพวงทองถามหาหลานอีกคนสายตาก็สอดส่ายมองหา
“มิมาดอกเ้าค่ะ”
“เอ็งรู้ได้อย่างไรนังแป้น”
“ทุกทีก็มิเคยมาหนาเ้าค่ะ..อ้างนั่น..อ้างนี่..ความจริงขี้คร้านตัวเป็ขน..แป๊ปๆก็หาเื่เอนหลัง ป่านฉะนี้จะตื่นหรือยังก็มิรู้”
“นังแป้น!!”
คุณหญิงพวงทองเอ็ดบ่าวคู่ใจที่จีบปากจีบคอพูดถึงหลานสาวตนอย่างไม่จริงจังนัก ด้วยเห็นจริงตามนั้น คงมีแต่ทิวาที่เงี่ยหูฟังอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ครู่ต่อมาจวงเดินขึ้นเรือนมาด้านหลังยังมีชดและช้อยเดินตามมาด้วย
“นั่นปะไรเ้าค่ะ..คงส่งบ่าวมาเป็ตัวแทนแจ้งข้ออ้างนั่นนี่เท่านั้น..หึ!”
คำพูดว่าร้าย พ่วงมาด้วยท่าทางสะดีดสะดิ้งไม่สมวัยเหลือบตามองบนแลดูน่าหมั่นใส้ยิ่งนัก
“ข้ามาแล้วเ้าค่ะ”
เสียงเรียบเฉยของราตรีกล่าวก่อนที่ตัวจะเดินมาถึง แป้นที่กำลังกะหยิ่มยิ้มย่องมีอันต้องยิ้มค้าง หน้าถอดสีเลยทีเดียวเพราะมีเค้าลางว่าอาจจะถูกตบจนเืกบปากเหมือนทุกทีก็เป็ได้
ทันทีที่แฝดผู้น้องปรากฎตัวบรรยากาศพลันนิ่งเงียบ ด้วยทุกคนบนเรือนกำลังลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ผิดคาดราตรีทำเพียงเข้ามานั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อย แล้วหันไปมองบ่าวาุโด้วยสายตาที่เยือกเย็นแต่น่าขนลุกเท่านั้น
บ่าวทุกคนบนเรือนล้วนใตาโตอ้าปากค้างไม่เว้นแม้แต่คุณหญิงพวงทอง จวบจนราตรีหันกลับมามองหน้าตนด้วยแววตาเรียบเฉยจึงได้สติ
“อะ เอ่อ ข้าว่าจะสอนเ้ากรองมาลัย”
“เ้าค่ะ”
“อืม หา! แค่นั้นรึ เ้ายอมทำรึ”
“เ้าค่ะคุณป้า ข้าอยากทำ”
คำพูดเรียบง่ายแต่น้ำเสียงหวานหูร่วมกับรอยยิ้มบางเบาทำเอาคนบนเรือนตาโตอ้าปากค้างหนักกว่าเดิม บางคนถึงกับน้ำลายยืดออกมาเลยทีเดียว คุณหญิงของเรือนที่ได้สติก่อนใครเพื่อนเอ่ยพูดอย่างตะกุกตะกัก
“อะ..เอ่อ..หากเ้าอยากทำก็..เร็ว นังชดนังช้อยรีบเตรียมข้าวของมาให้แม่นายเอ็ง”
“เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
…
คล้อยหลังราตรีไม่นานหลวงสรศักดิ์และขุนศรีสุนทรก็พากันขึ้นเรือนมา เมื่อขึ้นมาถึงสิ่งแรกที่ปรากฎในครรลองสายตา คือร่างสมส่วนของแม่หญิงจากเมืองสองแควทั้งสองที่กำลังนั่งกรองมาลัยอยู่ที่โถงกลางเรือน ทั้งสองคนเหมือนกันมากจนยากจะแยกออก แต่น่าแปลกที่คนหน้าดุสามารถแยกออกได้ทันทีที่เห็นว่านางผู้ใดคือคนพี่และผู้ใดคือคนน้อง
“อ้าวพ่อเด่นกลับมาแล้วรึ พ่อพาฬก็มาด้วยรึ”
คุณหญิงพวงทองเอ่ยทักบุรุษหนุ่มรุ่นลูกทั้งสอง
“ข้าไหว้ขอรับคุณแม่”
ขุนศรีสุนทรไหว้ผู้เป็แม่สายตาก็เหลือบมองทิวาด้วยความขุ่นเคือง ทิวาที่เหมือนรับรู้ถึงสายตาไม่เป็มิตรก็เงยหน้ามามองทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้
“ข้าไหว้ขอรับคุณป้า”
หลวงสรศักดิ์ปากก็ตอบคุณหญิงของเรือน แต่สายตากลับจ้องมองแม่หญิงราตรีผู้แสนร้ายกาจไม่วางตาที่่นี้นางขยันทำให้เขาแปลกใจเหลือเกิน
...นางทำเป็ด้วยรึ ไหนว่าขี้คร้านนัก
“พ่อเด่น พ่อพาฬ นี่แม่ทิวาพี่สาวฝาแฝดแม่ราตรี แม่ทิวานี่คุณพี่เด่นลูกชายป้ากับพ่อพาฬ หลวงสรศักดิ์สหายเขาล่ะ”
คุณหญิงพวงทองเอ่ยแนะนำทิวาให้ลูกชายตนเองตาก็คอยแอบมองจับสังเกตกิริยาลูกชายตนและทิวาไปด้วย
“ข้าไหว้เ้าค่ะท่านออกขุน ข้าไหว้เ้าค่ะท่านออกหลวง”
ทิวาไม่ยอมเรียกขุนศรีสุนทรว่าคุณพี่ตามที่คุณหญิง้าเพราะยังเคืองเื่ที่ท่าน้ำไม่หาย คุณหญิงพวงทองที่ไม่รู้เื่จึงทำหน้าเหลอหลาที่ทิวาเกิดอาการรวนขึ้นมากระทันหัน
“เอ่อ งั้นพ่อเด่นก็พาพ่อพาฬไปนั่งพักผ่อนกับท่านออกญาด้านในแล้วกัน ประเดี๋ยวแม่จะทำของว่างมาให้”
“ขอรับคุณแม่”
“แม่ทิวาเ้าไปช่วยป้าหน่อยหนา”
“เ้าค่ะคุณป้า”
ทิวาที่ไม่อยากเห็นหน้าคนปากร้ายจึงเดินตามคุณหญิงพวงทองและแม่แป้นไปที่ครัวอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่คล้อยหลังคุณหญิงพวงทอง แม่ราตรีก็ยังคงนั่งกรองมาลัยต่อไป ท่าทางดูเก้ๆกังๆด้วยไม่เคยทำมาก่อน ทันใดนั้น
จึ๊ก..
เข็มกรองมาลัยทิ่มลงที่นิ้วสวยจนเืซึมออกมา ทุกสรรพสิ่งรอบกายพลันเงียบงันอีกครั้ง ทุกสายตาหันมามองที่ราตรีเป็ตาเดียว ด้วยคิดว่านางต้องอาละวาดเป็แน่ บ่าวทุกคนเตรียมเอามือยกขึ้นปิดหูป้องกันเสียงร้องกรี๊ดของร่างงาม
“มะ..แม่นายน้อย..เ้าค่ะ”
ช้อยเอ่ยเรียกราตรีอย่างขลาดกลัว ราตรีทำเพียงหันมามองช้อยช้าๆ ด้วยสายตานิ่งสงบ เอ่ยด้วยโทนเสียงเรียบๆไม่แสดงอารมณ์ว่า
“ข้ามิเป็กระไร แค่เอาผ้ามาซับเืให้ข้าก็พอ”
“หะ หา จะ เ้าค่ะ ผ้าเ้าค่ะ บ่าวจะรีบเอาผ้ามาเ้าค่ะ”
…
อีกมุมหนึ่งของเรือนบริเวณใกล้กันที่หน้าห้องหนังสือของพระยาวิสุทธิ์โหรา ที่ตรงนี้สามารถได้ยินและมองเห็นเหตุการณ์ในโถงเรือนได้อย่างชัดเจน เ้าของห้องนั่งอมยิ้มมองหลานสาวอย่างมีความสุขแล้วปรายสายตาไปที่สองหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้าง หนึ่งคือลูกชายของตนขุนศรีสุนทร สองคือหลวงสรศักดิ์สีหนาทเดโช
บุรุษรุ่นลูกทั้งคู่ต่างนั่งมองไปที่ราตรี สีหน้าก็ไม่ต่างกันกับบ่าวไพร่ในเรือนเท่าไร
“พ่อเด่น พ่อพาฬ พ่อเด่น! พ่อพาฬ!”
ปลายหางเสียงดังขึ้นทำให้สองหนุ่มสะดุ้งใกันเลยทีเดียว
“เป็กระไรใงั้นรึ”
“แล้วคุณลุงมิใบ้างรึขอรับ”
“คราแรกก็ใ แต่หลายวันแล้ว ชินแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
พระยาวิสุทธิ์โหราตอบกลับอย่างอารมณ์ดี สายตาของออกหลวงหนุ่มหันกลับไปจับจ้องแม่หญิงผู้แสนร้ายกาจคนนั้นพลางคิดในใจ
...นางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆหรือเป็แค่มารยากันแน่
ไม่นานคุณหญิงพวงทองก็กลับมาพร้อมกับของว่างสามชุดโดยมีทิวาคอยเป็ลูกมือจัดแจงแบ่งใส่จานให้บุรุษต่างวัยทั้งสามคน จากนั้นทิวาก็ขอกลับไปนั่งกรองมาลัยต่อ ก่อนไปยังส่งยิ้มเสียหวานหยดจนน่าขนลุก
พรวด…แค่กๆๆ
ทันทีที่ขุนศรีสุนทรกัดขนมก็ต้องรีบคายออกมาพอยกน้ำขึ้นจิบก็เป็อันต้องสำลักเพราะรสชาติของขนมและน้ำของตนมันแย่เกินกว่าจะบรรยาย แต่เมื่อเหลือบมองไปที่สีหน้าปกติของคนอื่นก็รู้แล้วว่ามีแค่ตนที่โดนดีเป็แน่
“พ่อเด่นเป็กระไรไปลูก”
คุณหญิงพวงทองถามลูกชายด้วยความเป็ห่วง
“มิมีกระไรขอรับ ลูกแค่รีบกินไปนิดขอรับ ขนมเลยติดคอ”
ขุนศรีสุนทรกัดฟันตอบตาก็มองไปที่ตัวต้นเหตุที่กำลังหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน
...เอาเถิด ถือว่าข้าชดเชยให้เื่ที่ท่าน้ำก็แล้วกัน
…
[1] บ้า เสียสติ มีอาการทางประสาท