เซี่ยลี่หยางและหลี่เหิงเยว่นั่งอ่านจดหมายที่หลี่ไป๋หลินฝากมาให้พร้อมขมวดคิ้ว
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่อยู่ในจดหมายคือที่ใด?” เซี่ยลี่หยางยื่นจดหมายให้ฮ่าวอี
“หากหลายปีมานี้ที่เมืองหลวงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง บนถนนเส้นนี้มีเพียงจวนเซวียนอ๋องที่ตั้งอยู่ขอรับ” ฮ่าวอีตอบ
“แล้วเจ้าได้กลับไปดูหรือไม่ว่าใต้ต้นซานจา หลี่ซานฝังสิ่งใดไว้” หลี่เหิงเยว่ถาม
ฮ่าวอีนึกขึ้นได้ เขาล้วงเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิบกล่องขนาดเล็กออกมา “ข้าพบของสิ่งนี้ขอรับ”
หลี่เหิงเยว่รับกล่องใบเล็กนั้นมาเปิดดูก็เห็นว่าข้างในมีหยกชิ้นหนึ่งวางอยู่ เมื่อนึกขึ้นได้ นางจึงนำหยกที่ท่านแม่เคยมอบให้นางไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา ปรากฏว่าหยกทั้งสองชิ้นประกบเข้ากันได้พอดี
“ดูเหมือนจะเป็นตราสัญลักษณ์” หลี่เหิงเยว่มองหยกในมือ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตราสัญลักษณ์นี้หมายถึงอะไร” เซี่ยลี่หยางยื่นหยกคู่นั้นให้ฮ่าวอีดูอีกครั้ง
“นี่! นี่มันคือตราสัญลักษณ์ของกองทัพตระกูลเสิ่นขอรับ” ฮ่าวอีตอบพร้อมกับหลั่งน้ำตา “แต่หากคุณชายกับคุณหนูอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ คงต้องเรียกพี่เจิ้งคุณกลับมาถามแล้วขอรับ”
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน ฮ่าวลิ่วกับฮ่าวจิ่วจึงถูกส่งให้ไปตามฮ่าวเจิ้งคุณกลับมา และพวกเขาทั้งสองคนก็แฝงอยู่ที่จวนสกุลเซี่ยเพื่อคอยคุ้มครองเจินซื่อกับเซี่ยอวี้ต่อ
ฮ่าวเจิ้งคุณเห็นตราสัญลักษณ์ของกองทัพตระกูลเสิ่นก็อดที่จะน้ำตาไหลออกมาไม่ได้ เขาถูกแม่ทัพเสิ่นพามาเลี้ยงตั้งแต่แบเบาะ เพราะบิดามารดาเสียชีวิตในสนามรบ แม่ทัพเสิ่นเลี้ยงดูเขาเหมือนบุตรชายคนหนึ่ง และตราสัญลักษณ์นี้ก็เป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคย
“ท่านลุงเจิ้งคุณ ฮ่าวอีบอกว่าหยกคู่ชิ้นนี้เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพตระกูลเสิ่น ท่านพอจะเล่าเรื่องในอดีตให้ข้ากับเหิงเยว่ฟังได้หรือไม่ขอรับ” เซี่ยลี่หยางถาม
“หยกคู่ชิ้นนี้เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพตระกูลเสิ่นจริงขอรับ ชิ้นหนึ่งมอบให้เซวียนอ๋องเก็บไว้ อีกชิ้นหนึ่งท่านแม่ทัพเก็บไว้เอง คราวนั้นเซียนอ๋องกับแม่ทัพเสิ่นได้ทำสัญญาหมั้นหมายบุตรของพวกเขาไว้ แต่ชายาเซวียนอ๋องไม่ยินดีกับการหมั้นหมายครั้งนั้น เพราะนางคิดว่าเซวียนอ๋องซื่อจื่อควรได้สมรสกับตระกูลที่มีชื่อเสียงกว่าตระกูลแม่ทัพเล็กๆ อย่างตระกูลเสิ่น นางอาศัยจังหวะที่เซวียนอ๋องไปออกรบที่ชายแดน นำหยกชิ้นนั้นไปมอบให้กับบุตรนอกสมรสของเซวียนอ๋อง ซึ่งก็คือคุณชายหลี่เยี่ยนฉือ บิดาของคุณหนูเหิงเยว่
ไม่มีใครรู้เรื่องนี้จนกระทั่งคุณหนูหงหนิงหรือก็คือมารดาของท่านถึงวัยออกเรือน แม่ทัพเสิ่นอยากให้เซวียนอ๋องซื่อจื่อกับบุตรสาวของตนทำความรู้จักกันไว้ก่อนแต่งงาน ชายาเซวียนอ๋องออกหน้าจะเป็นธุระจัดการเรื่องนี้ให้ แต่พอถึงวันนัดหมายกลับไม่ใช่เซวียนอ๋องซื่อจื่อที่มา กลายเป็นคุณชายหลี่เยี่ยนฉือที่มาพบคุณหนูหงหนิง เรื่องทั้งหมดจึงถูกเปิดเผย จากนั้นเรื่องราววุ่นวายในจวนอ๋องเป็นอย่างไรข้าก็ไม่ทราบแล้ว ส่วนจวนเสิ่นก็ถูกชำระคดีเก่าข้อหาแพ้สงคราม
การพบกันของคุณหนูหงหนิงกับคุณชายเยี่ยนฉือคราวนั้นกลับเป็นเรื่องดี ทั้งคู่เปิดใจว่าต่างคนต่างก็มีคนรักอยู่แล้วและไม่คิดที่จะทอดทิ้งคนรักของตน คุณหนูหงหนิงจึงเป็นฝ่ายเสนอว่าในเมื่อบิดาต้องการให้ทั้งสองครอบครัวเกี่ยวดองกัน แม้นางกับคุณชายเยี่ยนฉือจะไม่มีวาสนาต่อกัน แต่รุ่นลูกก็อาจเป็นไปได้ การหมั้นของพวกท่านจึงถูกหมั้นหมายกันตั้งแต่พวกท่านยังไม่เกิดเลยขอรับ”
“ท่านแม่ไม่กลัวว่าจะจับคู่ผิดเลยหรือไร ทำไมถึงด่วนตัดสินใจเช่นนั้น” เซี่ยลี่หยางแอบส่ายหัวให้กับความคิดของมารดา
“นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณชายเยี่ยนฉือถึงได้ถือหยกทั้งสองชิ้นนั้นไว้ขอรับ เพราะคุณหนูเชื่อความฝันที่ว่าบุตรคนแรกของนางจะต้องเป็นบุตรชายอย่างแน่นอน และหากบุตรชายของนางไม่ยินดีกับการหมั้นครั้งนี้ ฝ่ายของคุณชายเยี่ยนฉือก็จะได้ทหารในกองทัพตระกูลเสิ่นไปครอบครอง นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมแม่ทัพเสิ่นจึงส่งทหารไปให้เซวียนอ๋องดูแลขอรับ” ฮ่าวเจิ้งคุณตอบ
“ข้าว่านะเยว่เยว่ บิดามารดาของพวกเราช่างคิดมากเสียจริง ข้าฟังท่านลุงเจิ้งคุณพูดมาแล้วยังรู้สึกปวดหัว” เซี่ยลี่หยางนวดขมับ
“ตอนนี้เรารู้เหตุผลในการหมั้นหมายของเราแล้ว แต่เราก็ยังไม่ได้คำตอบว่าทำไมท่านพ่อของข้ากับท่านพ่อสามีถึงหายตัวไป” หลี่เหิงเยว่พูดขึ้น
“ในเมื่อเรารู้ที่อยู่ของท่านพ่อตาแล้ว เราเดินทางเข้าเมืองหลวงเสียก็สิ้นเรื่อง”
“คุณชายกับคุณหนูจะเดินทางเข้าเมืองหลวงหรือขอรับ” ฮ่าวเจิ้งคุณขมวดคิ้วเครียด
“ท่านติดปัญหาใดหรือไม่ขอรับ” เซี่ยลี่หยางถาม
“เวลานี้สะใภ้ใหญ่ตระกูลเซี่ยดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหว ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของเจินซื่อกับเซี่ยอวี้ขอรับ”
“ลุงเจิ้งคุณ ทำไมท่านถึงดูห่วงใยแม่ลูกคู่นั้นเหลือเกิน ขออภัยที่ข้าต้องถามท่านตรงๆ ท่านรู้สึกดีกับเจินซื่อหรือแค่สงสารนางขอรับ ท่านลุง...เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากท่านแค่รู้สึกสงสารพวกเขา ท่านก็อย่าไปให้ความหวังกับพวกเขาจะดีกว่า เพราะความสงสารกับความรักมันต่างกัน” เซี่ยลี่หยางบอก
“ทีแรกความรู้สึกของข้าที่มีต่อพวกเขาเป็นเพียงแค่ความสงสาร แต่เมื่อได้รู้จักกับพวกเขานานๆ ไป ข้าถึงได้รู้ว่าความรู้สึกนั้นมันเปลี่ยนเป็นความรักไปแล้วขอรับ” ฮ่าวเจิ้งคุณตอบอย่างไม่ปิดบัง
“เอ่อ...เจินซื่อรู้เกี่ยวกับอาการป่วยของท่านหรือไม่ขอรับ”
“ตั้งแต่ข้ารู้ตัวว่าข้าอยากใช้ชีวิตร่วมกับนาง ข้าก็ได้บอกนางไปแล้วว่าข้าเป็นเพียงบุรุษพิการที่ไม่อาจมีบุตรได้ ซึ่งนางก็ไม่ได้รังเกียจข้า แม้แต่อาอวี้ก็ยังยอมรับข้าขอรับ”
“ในเมื่อพวกท่านตกลงกันได้แล้ว เพื่อความปลอดภัยของเจินซื่อกับเซี่ยอวี้ เราควรลงมือกับนายท่านใหญ่เซี่ยได้แล้วขอรับ”
ทางฝั่งของจวนสกุลเซี่ย เมื่อฮ่าวเจิ้งคุณถูกเรียกตัวกลับอย่างกะทันหัน เจินซื่อกลับคิดไปเองว่าคุณชายลี่หยางและคุณหนูเหิงเยว่คงเกิดเรื่องร้ายขึ้นเป็นแน่ ในมือของนางมีหลักฐานเอาผิดนายท่านใหญ่เซี่ยอยู่พอสมควรแล้วก็ถึงเวลาที่นางควรจะออกจากตระกูลเซี่ย แต่ก่อนที่นางจะขอให้ฮ่าวลั่วกับฮ่าวจิ่วพานางกับบุตรชายหลบหนี ฮูหยินใหญ่เซี่ยกลับเรียกนางและบุตรชายให้ไปพบเสียก่อน
หน้าเรือนของฮูหยินใหญ่เซี่ย บ่าวรับใช้กำลังยุ่งอยู่กับการขนย้ายข้าวของออกจากจวน เจินซื่อจับมือบุตรชายไว้แน่นอย่างระแวง
“คารวะฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ” เจินซื่อย่อกาย เซี่ยอวี้ก็ทำตามมารดา แต่เขาไม่ได้เอ่ยคำใดออกไป
“เจ้าคงดีใจจนเนื้อเต้นแล้วสินะที่จะได้ขึ้นเป็นฮูหยินใหญ่แทนข้า” ฮูหยินใหญ่เซี่ยพูดขึ้น
“ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ข้าไม่เข้าใจ”
“เจ้าไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือ?” ฮูหยินใหญ่เซี่ยหัวเราะออกมาเสียงดัง “วันนี้ท่านพี่ลงนามในหนังสือหย่าให้ข้าแล้ว แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังยกเซี่ยไห่ถังให้ข้า เพื่อหวังจะให้ข้าหย่าออกไปเร็วๆ เหตุผลเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะพวกเขาอยากยกนังแพศยาอย่างเจ้าให้ขึ้นเป็นฮูหยินเอก และจะให้ไอ้เด็กเลวคนนี้เป็นบุตรชายของฮูหยินเอกอย่างไรเล่า”
สองแม่ลูกหันมาสบตากันอย่างตกใจ ไม่...พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้ หากพวกเขารู้ เวลานี้พวกเขาคงจะหนีออกจากตระกูลเซี่ยไปแล้ว พวกเขาไม่อยากถูกบันทึกชื่อลงในผังตระกูลเซี่ย
“พวกเจ้าไม่รู้จริงหรือ?” ฮูหยินใหญ่เซี่ยยิ้มหยัน “เลิกแสดงละครต่อหน้าข้าได้แล้ว พวกเจ้าสองแม่ลูกคงหัวเราะเยาะข้าอยู่ในใจใช่หรือไม่ แต่เอาเถอะ ก่อนที่ข้าจะไป ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเหมือนอย่างที่ข้ารู้สึกอยู่ตอนนี้ โดยเฉพาะนายท่านใหญ่เซี่ยของพวกเจ้า ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะกระอักเลือดจนตายเลยไหมถ้ารู้ว่าพวกเจ้าสองคนแม่ลูกกำลังจะตาย เด็กๆ เข้ามา!”
บ่าวรับใช้ที่ติดมากับสินเดิมของฮูหยินใหญ่เซี่ยวางงานในมือลงแล้วเดินเข้ามาหาเจ้านายทันที
“จับพวกมันไว้แล้วกรอกยานี้ลงไป จากนั้นค่อยพาพวกมันไปทิ้งไว้ในเรือนของนายท่านใหญ่เซี่ย” ฮูหยินใหญ่เซี่ยสั่ง
บ่าวรับใช้กลุ่มนั้นมีวรยุทธ์อยู่ระดับหนึ่ง พวกเขาทำตามคำสั่งได้อย่างว่องไว ไวเสียจนฮ่าวลั่วกับฮ่าวจิ่วเข้ามาช่วยสองแม่ลูกไว้ไม่ทัน เจินซื่อกับเซี่ยอวี้ถูกป้อนยาและพาตัวไปที่เรือนนายท่านใหญ่เซี่ย ฮูหยินใหญ่เซี่ยหัวเราะอย่างสะใจก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน
เวลานี้ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยกับนายท่านใหญ่เซี่ยต่างก็ยืนรออยู่ที่หน้าจวน ทั้งคู่รู้สึกเสียดายเซี่ยไห่ถังเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรเรื่องผู้สืบสกุลของตระกูลเซี่ยก็สำคัญกว่า ก็ใครใช้ให้ตระกูลเซี่ยขาดแคลนบุตรชายกันเล่า
“สือซื่อ ออกไปคราวนี้เจ้าอย่าหวังว่าจะได้กลับมาเหยียบจวนตระกูลเซี่ยของข้าอีกเลย” ฮูหยินผู้เฒ่าโมโหจนไม่เรียกอีกฝ่ายว่าลูกสะใภ้ใหญ่แล้ว
“ข้าก็หวังว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ไปรบกวนตระกูลสือของเราเช่นกัน” ฮูหยินใหญ่เซี่ยก็ไม่ยอมเรียกอีกฝ่ายว่าแม่สามี
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? เจ้าทำอะไรลับหลังข้าอีก” ลุงใหญ่เซี่ยอยู่กินกับอดีตภรรยามาเกือบยี่สิบปี คำพูดของนางทำให้เขาสงสัยว่านางคงทำอะไรลับหลังอยู่เป็นแน่
“หรือว่าเจ้าขโมยทรัพย์สินของสกุลเซี่ยเราไปอีก ไม่ได้! ข้าจะไปตรวจหีบสมบัติพวกนั้นอีกครั้ง” ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยพูดขึ้น
“สมบัติตระกูลเซี่ยของท่านมีอะไรน่าสนใจนักหรือ พวกท่านร่ำรวยอยู่ผู้เดียวหรืออย่างไร ตระกูลสือของข้าก็มีเงินไม่น้อยเช่นกัน แต่ข้าได้ยินบ่าวรับใช้พูดกันว่าลูกสะใภ้ใหญ่คนใหม่กับหลานชายสุดที่รักของท่านป่วยและกำลังจะตาย ท่านรีบเข้าไปดูพวกเขาก่อนดีกว่า ประเดี๋ยวสองแม่ลูกนั้นจะตายไปก่อน” สือซื่อพูดจบก็ขึ้นไปรถม้าจากไป
ลุงใหญ่เซี่ยไม่รอช้า เขารีบวิ่งกลับเรือนไปดูภรรยาและบุตรชายอย่างกังวล แต่ภายในเรือนของเขากลับว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของภรรยาและบุตร พบเพียงเลือดสดๆ อยู่กองหนึ่งเท่านั้น