[ตรวจพบกุญแจแห่งวีรชน]
[ทำการเปิดระบบของบูสเตอร์เพื่อรับกุญแจวีรชน]
[ยืนยันตัวตนของกุญแจวีรชน]
[ทำการเชื่อมต่อสู่รากเหง้าของวีรชน]
“ห๊ะ”
เสียงที่ดังขึ้นมาในหัวอย่างกะทันหันทำให้เด็กหนุ่มหลุดปากอุทานขึ้นมาด้วยความงงงวยพร้อมหยิบแท่งที่ทับกระดาษสีดำในกระเป๋าเสื้อขึ้นมา
‘ไอ้แท่งนี้ต้องเป็ต้นเหตุของเสียงพวกนี้ไม่ผิดแน่’
‘ถึงจะยังไม่เข้าใจอะไรเลยก็เถอะ แต่พอมาคิดดูดี ๆ แล้ว พ่อไม่มีทางส่งของไร้สาระมาเล่น ๆ หรอก’
ด้วยความคิดนี้เรเวอรี่เริ่มปะติดปะต่อเสียงที่ได้ยินเข้ากับคำพูดของเอสทริเซียในความฝัน แต่มันก็ไม่ช่วยให้เขาเข้าใจระบบการทำงานของแท่งสีดำในมือได้เลย
[ล้มเหลว]
[ทำการทำซ้ำ]
[ล้มเหลว]
[ระดับความเกี่ยวข้องเชิงพันธะยังไม่เพียงพอ]
[ทำการยกเลิกการเชื่อมต่อชั่วคราว]
เสียงแปลกประหลาดยังคงแล่นเข้ามาในหัวของเรเวอรี่ทำให้เขายิ่งสับสนขึ้นไปอีก จากนั้นปรากฏการณ์แปลก ๆ ก็เกิดขึ้นกับทัศนวิสัยของเด็กหนุ่ม
จู่ ๆ ก็มีแถบสีเงินปรากฏขึ้น ลอยอยู่เหนือหัวของหญิงสาวผมเงินเขียนว่า ‘วิริเดีย ซีริอุส’ และ ชายผมทองเขียนว่า ‘แสตน อัลค็อด’
ข้าง ๆ แถบของวิริเดียนั้นมีช่องเล็ก ๆ เขียนว่า ‘ผู้ถือครองกุญแจวีรชน’ และ ‘ระดับความเกี่ยวข้องเชิงพันธะ 2’ ในขณะที่ของแสตนนั้นว่างเปล่า จำแนกความแตกต่างของทั้งสองออกจากกัน
‘แปลกชะมัด…’
‘ไม่ว่าคำไหนก็ไม่เข้าใจสักอย่างเลยโว้ย’
ทัศนวิสัยใหม่นี้ทำให้เรเวอรี่รู้สึกสงสัยการทำงานของแท่งสีดำในมือยิ่งขึ้นไปอีกระดับ เขาลองเอามันมากวัดแกว่งไปมาเหมือนเด็กวัยจูนิเบียว ลองลูบแถบสีเขียวไปมา เคาะ ๆ มันกับแขน ฯลฯ จนวิริเดีย แสตน และเ้าหน้าที่ในชุดดำรอบ ๆ หันมามองเขาด้วยความสงสัย
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้เรเวอรี่ได้แต่เก็บมันกลับเข้าไปในกระเป๋าพลางหันหน้าหลบสายตาของคนรอบข้างพลางสบถในใจด้วยความเจ็บแค้น
‘น..น่าอายชะมัด !!! ไอ้แท่งบ้านี่มันคืออะไร้’
‘ไอ้พ่อคนนั้นมันคิดอะไรกันอยู่นะ ถึงทิ้งของแบบนี้ไว้ให้เราเนี่ยยยย’
ถึงแม้มันจะดูไร้สาระ แต่ลึก ๆ ในใจเรเวอรี่ก็หวังให้แท่งสีดำในมือสร้างประโยชน์อะไรขึ้นมาภายใต้สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ อย่าง ๆ น้อย ๆ สร้างโอกาสให้เขาหลบหนีได้ก็ยังดี
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เ้าแท่งดำโง่ ๆ นอกจากจะไม่ได้ทำให้เกิดอะไรขึ้นแล้ว ทัศนวิสัยใหม่ที่เขาได้รับก็ยังไม่ได้ให้ข้อมูลอันใดที่เป็ประโยชน์เลยด้วยซ้ำ
ไร้ประโยชน์โดยสมบูรณ์ !!!
‘หินทับกระดาษก็คือหินทับกระดาษวันยันค่ำสินะ…’
เรเวอรี่ได้แต่คิดว่าทั้งความฝันและภาพที่เห็นตรงหน้าคงจะเกิดจากความกดดันของตัวเอง ทำให้เพ้อฝันเื่ไม่เป็เื่เหมือนคนเสียสติ
“จะพกของสำคัญติดตัวไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่มีปัญหาหรอก”
“ตรวจข้อมูลของเขาอีกทีแล้วพาตัวเข้าไปในประตูได้เลย”
ไม่รู้ว่าด้วยความสมเพชหรือความเอือมระอา แสตน กับเ้าหน้าที่คนอื่น ๆ เลือกที่จะทำเป็มองไม่เห็นท่าทางแปลก ๆ ของเรเวอรี่
ก่อนหน้านี้พวกเ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจร่างกายของทั้งวิริเดียและเรเวอรี่เรียบร้อยแล้วว่าทั้งคู่ไม่ได้พกสิ่งของที่เป็อันตรายใด ๆ ติดมา
ดังนั้นแท่งที่ทับกระดาษสีดำแปลก ๆ ในมือของเด็กหนุ่มจึงพอจะอลุ่มอล่วยให้ได้ในฐานะของติดตัวทั่ว ๆ ไป
“เดี๋ยวก่อน ๆ ผมขอแก้ตัวอีกสักรอบได้ไหม !”
“ผมไม่ใช่ผู้มีพลังพิเศษอะไรทั้งนั้นแหละ ปล่อยผมกลับบ้านเถอะ”
“นี่ต้องเป็เื่เข้าใจผิดแน่ ๆ ”
ทันทีที่ได้ยินว่าจะถูกนำตัวไปที่อื่น เรเวอรี่ก็โวยวายออกมาอีกรอบ ถึงจะรู้ว่าด้วยสภาพในตอนนี้คงขัดขืนอะไรพวกเ้าหน้าที่ไม่ได้ แต่มันก็ดีกว่ายอมโดนพาตัวไปโดยไม่กระโตกกระตากอะไรเลย
“ไม่หรอกเ้าหนู นายเป็ผู้มีพลังพิเศษแน่นอน 100%”
“ผลตรวจในเอกสารเขียนว่า เรเวอรี่ รี้ด ผู้มีพลังพิเศษระดับ 10”
“ยังไงผลตรวจที่ทางเราได้รับมาก็ไม่มีทางผิดพลาด”
แสตนพูดออกมาพร้อมส่งแฟ้มเอกสารในมือผ่านเ้าหน้าที่ไปให้เด็กหนุ่มที่กำลังโวยวาย
ซึ่งเนื้อหาคร่าว ๆ ก็ค่อนข้างชัดเจน…
[ เรเวอรี่ รี้ด
เพศสภาพ : ชาย อายุ : 14 ปี กรุ๊ปเื : B
ผลการตรวจ : พบว่ามีอัตราการซึมซับพลังงานมากกว่าคนทั่วไป (เป็ผู้มีพลังพิเศษ)
ระดับการซึมซับพลังงาน : ระดับ 10 ]
นอกจากนี้ในแฟ้มเอกสารยังมีข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ เช่นภาพแสกนร่างกาย ผลการตรวจพลังงานในเื รวมถึงข้อมูลอ้างอิงหมอที่ทำงานตรวจและเครื่องที่ใช้
เรียกได้ว่าเรเวอรี่นั้นจมด้วยหลักฐานอย่างชัดเจน…
ข้อมูลในแฟ้มเอกสารทำให้เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ออกอีก ได้แต่เดินตามเ้าหน้าที่ไปอย่างเงียบ ๆ แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังมีเื่ที่ทำให้เขารู้สึกค้างคาใจอยู่เื่หนึ่ง
‘ไอ้ระดับ 10 ที่ว่านี่หมายความว่ายังไงนะ ?’
‘มันหมายความว่าพลังของเราโคตรเทพหรือโคตรกระจอกกัน ?’
ด้วยที่ไม่เคยมีผู้มีพลังพิเศษคนไหนกลับมาเล่าเื่ และมักจะถูกพาตัวไปทันทีที่ตรวจพบว่ามีพลังพิเศษ ระดับของผู้ใช้พลังพิเศษจึงเป็ข้อมูลที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน
จนถึงตอนนี้เรเวอรี่ยังไม่รู้ว่าพลังพิเศษของเขาคืออะไร และจะถูกส่งให้ไปที่ไหน ดังนั้นการได้รู้ระดับของตนเองอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะช่วยให้เขาประเมินสถานการณ์ที่เผชิญได้บ้าง
ถ้าระดับ 10 หมายความว่าโคตรทรงพลัง อย่างน้อย ๆ มันก็น่าจะทำให้เรเวอรี่รู้สึกปลอดภัยขึ้นมานิดนึง พอคิดแบบนั้นแล้วจิตใจของเด็กหนุ่มก็เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
แต่แล้วมันก็พังทลายลงในอึดใจต่อมา…
“อ้าว เ้าหนูนี่แค่ ระดับ 10 งั้นเหรอ ระดับต่ำสุดเลยนี่นา ถอดกุญแจข้อมือออกก็ได้มั้ง เขาขัดขืนทำอะไรมากไม่ได้หรอก”
เ้าหน้าที่สาวในชุดดำคนหนึ่งที่รับแฟ้มเอกสารกลับมาพูดขึ้น ทำลายความคาดหวังในใจของเรเวอรี่แหลกเป็เศษเสี้ยวก่อนจะแหลกเป็เม็ดทรายปลิวหายไปกับสายลม
‘เวรเอ้ย สรุปคือ เรากำลังถูกส่งไปในที่ที่มีแต่ผู้มีพลังพิเศษด้วยระดับพลังต่ำสุดงั้นดิ !!!’
‘สุดท้ายก็พึ่งพาโชคไม่ได้จริง ๆ สินะ’
เรเวอรี่สบถในใจ
อย่างไรก็ตามแม้เื่เกี่ยวกับพลังพิเศษของเขาจะถือเป็ข่าวร้าย แต่โอกาสที่เด็กหนุ่มรอคอยก็ได้มาถึงแล้ว
วินาทีที่กุญแจข้อมือขนาดใหญ่ถูกปลดออก ร่างของทายาทเศรษฐีวัยหนุ่มที่ดูจะไม่มีพิษสงอะไรก็หายไปจากทัศนวิสัยของเ้าหน้าที่โดยรอบ
พวกเขาล้มลงหมดสติไปกับพื้นในเสี้ยววินาทีต่อมา สร้างความงุนงงให้กับเ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ
‘ระดับ 10 ทำเื่แบบนี้ได้ยังไงกัน ?’
“เมื่อกี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้น รีบจับตัวเด็กนั่นเร็ว !!!”
แสตนะโออกคำสั่งท่ามกลางความสับสนของเหล่าลูกน้อง ทุกคนที่มีอาวุธติดตัวต่างเตรียมยกอาวุธขึ้นในทันที ชี้ไปยังจุดที่เด็กหนุ่มวัย 14 น่าจะซ่อนตัวอยู่
เมื่อเห็นว่าสายตาส่วนใหญ่จับจ้องไปในทิศทางอื่น เรเวอรี่ก็ค่อย ๆ คลานออกมาจากด้านใต้ร่างที่หมดสติ พร้อมเอาปืนจ่อที่หัวของเ้าหน้าที่คนนั้น
“ทุกคนลดอาวุธลงเดี๋ยวนี้ ! ถ้าขยับล่ะก็เ้าหน้าที่คนนี้ตายแน่”
……