สิบสามปีผ่านไปราวกับความฝัน เมืองหลวงที่เคยเป็เพียงภาพเลือนรางในจินตนาการของเด็กสาวกำพร้า บัดนี้ได้กลายเป็โลกที่เซี่ยหนิงใช้ชีวิตและสร้างตัวตนขึ้นมาอย่างสง่างาม กำแพงเมืองสูงตระหง่านทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา โอบล้อมอาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอย่างวิจิตรบรรจง หลังคากระเบื้องสีชาดสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าเป็ประกายระยิบระยับ ถนนหนทางกว้างขวางเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงจอแจของพ่อค้าแม่ขาย เสียงเกี้ยวที่เคลื่อนผ่าน และเสียงหัวเราะของผู้คนที่เดินสวนกันไปมา ล้วนเป็ดนตรีแห่งชีวิตที่ขับขานความรุ่งเรืองของมหานครแห่งนี้
ใจกลางเมืองหลวงอันโอ่อ่าโอฬาร ตั้งตระหง่านอยู่ด้วย **สถานศึกษาหลวง** อันทรงเกียรติ อาคารไม้แกะสลักอย่างประณีตงดงาม หลังคาทรงโค้งสูงเสียดฟ้า ประดับประดาด้วยลวดลายัและหงส์สีทองอร่าม รายล้อมด้วยสวนหย่อมที่จัดแต่งอย่างพิถีพิถัน ต้นหลิวพลิ้วไหวริมสระบัวที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปทั่วบริเวณ ที่นี่คือแหล่งรวมปัญญาชนและเป็สถานที่บ่มเพาะยอดคนเพื่อรับใช้แผ่นดิน
ในยามเช้าตรู่ เมื่อแสงอรุณยังคลุมเครือ เซี่ยหนิงจะเดินผ่านประตูใหญ่ของสถานศึกษาหลวงด้วยท่าทางสง่างาม ชายเสื้อสีขาวพลิ้วไหวตามสายลมเบาๆ ผมดำขลับที่รวบเป็มวยสูงเผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าที่งดงามหมดจด นักเรียนที่เดินสวนกันไปมาต่างหยุดชะงักและค้อมศีรษะด้วยความเคารพ เสียงกระซิบชื่นชมดังขึ้นเบาๆ
"อาจารย์เซี่ยหนิงมาแล้วค่ะ..."
"ท่านสวยงามเสมอเลยนะ..."
"ได้ยินว่าท่านสอนดีมาก นักเรียนทุกคนชอบเรียนกับท่าน..."
เซี่ยหนิงยิ้มบางๆ ตอบรับการทักทายด้วยความอ่อนโยน แต่ไม่หยุดเดิน นางมีกิจวัตรประจำวันที่แน่นอน ก่อนเข้าสอนจะต้องไปตรวจดูการเตรียมตัวของหลิวหยางเสียก่อน เป็นิสัยที่นางทำมาตลอดสิบสามปี ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว
ภายในห้องเรียนที่กว้างขวางและสว่างไสว เซี่ยหนิงในวัยยี่สิบเจ็ดปี กำลังยืนอยู่หน้ากระดานดำ นางสวมชุดอาจารย์สีขาวสะอาดตา ผมดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าที่งดงามหมดจด ดวงตาคู่คมทอประกายฉลาดเฉลียวและอ่อนโยนในคราวเดียวกัน เสียงของนางกังวานใส ชัดถ้อยชัดคำ อธิบายบทกวีโบราณให้นักเรียนฟังอย่างลึกซึ้งและน่าติดตาม
"บทกวีนี้มิได้กล่าวถึงเพียงความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังแฝงปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้งถึงการพลัดพรากและความไม่จีรังของสรรพสิ่ง" เซี่ยหนิงเอ่ย มือเรียวชี้ไปยังตัวอักษรบนกระดาน "ผู้ใดจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของบทกวีนี้ได้บ้าง?"
ศิษย์ชายหญิงหลายสิบคนในห้องต่างตั้งใจฟังและจดบันทึก บางคนขมวดคิ้วครุ่นคิด บางคนเงยหน้ามองอาจารย์ด้วยความชื่นชม นักเรียนหญิงคนหนึ่งยกมือขึ้น
"อาจารย์เซี่ยหนิงค่ะ หนูคิดว่าบทกวีนี้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ใบไม้ที่เหลืองร่วงในฤดูใบไม้ร่วงก็จะกลับมาเขียวใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ แต่คนที่จากไปแล้วจะไม่กลับมาอีก..."
เซี่ยหนิงพยักหน้าอย่างพอใจ "ดีมาก เ้าเข้าใจแก่นแท้ของบทกวีแล้ว ความตายเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความรักและความทรงจำจะคงอยู่ตลอดไป เหมือนกับที่กวีเขียนไว้ว่า 'แม้ร่างกายจะสลายไป แต่ใจที่รักจะไม่มีวันลืม'"
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหนิงนึกถึงหลิวซิน เพื่อนรักที่จากไปแล้ว ใบหน้าของนางเศร้าหม่นลงเล็กน้อย แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติ
เซี่ยหนิงเป็ที่เคารพและชื่นชมจากทั้งศิษย์และเพื่อนร่วมงาน ไม่เพียงเพราะความรู้ความสามารถที่โดดเด่น แต่นางยังเป็ผู้ที่มีจรรยาบรรณสูงส่งและมีเมตตาธรรม นางไม่เคยแสดงความโกรธหรือหงุดหงิดกับศิษย์ แม้จะเป็เด็กที่ซุกซนหรือเรียนช้า นางจะอดทนสอนซ้ำจนกว่าพวกเขาจะเข้าใจ
"อาจารย์เซี่ยหนิงเป็เหมือนแม่ของพวกเราเลยค่ะ" นักเรียนหญิงคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ "ท่านใจดีและอดทนมาก ไม่เหมือนอาจารย์คนอื่นที่ชอบดุ"
หลังเลิกเรียน เซี่ยหนิงเดินออกมาจากห้องเรียนพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า สายลมยามบ่ายพัดชายเสื้อของนางพลิ้วไหว นางหยุดยืนอยู่ริมระเบียง มองไปยังลานฝึกวรยุทธ์เบื้องล่าง ที่นั่นมีกลุ่มนักเรียนชายกำลังฝึกฝนกระบวนท่าดาบอย่างแข็งขัน เสียงดาบปะทะกันดังก้องไปทั่วลาน ฝุ่นผงลอยฟุ้งขึ้นจากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
สายตาของนางจับจ้องไปยังร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน หลิวหยางในวัยสิบแปดปี เติบโตเป็ชายหนุ่มรูปงามสง่า ร่างกายกำยำสมส่วนจากการฝึฝนวรยุทธ์ ใบหน้าคมคาย ดวงตาเฉียบคมทอประกายมุ่งมั่น ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยพละกำลังและความสง่างาม เมื่อเขาวิ่งดาบ ลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวทำให้ผมดำของเขาปลิวไปมา เผยให้เห็นหน้าผากกว้างและคิ้วดำคมคาย
หลิวหยางเป็ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในรุ่น ไม่เพียงแต่ด้านวรยุทธ์ แต่ยังรวมถึงวิชาการด้วย เขาสามารถท่องจำบทกวีและตำราโบราณได้อย่างคล่องแคล่ว เขียนเรียงความได้อย่างสวยงาม และแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย เพื่อนร่วมชั้นต่างชื่นชมและเคารพเขา ส่วนนักเรียนหญิงก็มักจะแอบมองและกระซิบชื่นชมเขา
"หลิวหยางหล่อจังเลยนะ..."
"เก่งทั้งเรียนทั้งต่อสู้ด้วย..."
"ไม่รู้ว่าเขาจะชอบสาวแบบไหนนะ..."
แต่หลิวหยางไม่เคยแสดงความสนใจในสตรีคนใด เขามักจะสุภาพและเป็มิตรกับทุกคน แต่ไม่เคยใกล้ชิดกับใครเป็พิเศษ เวลาว่างของเขาจะใช้กับการฝึกฝนหรือการอ่านหนังสือ และที่สำคัญที่สุด คือการใช้เวลากับเซี่ยหนิง
เขาคือความภาคภูมิใจของเซี่ยหนิง และเป็ความหวังเดียวของนางในการสอบจอหงวนที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ภาพของหลิวหยางทำให้เซี่ยหนิงหวนนึกถึงอดีต... ภาพของหลิวซิน เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของนางที่จากไปก่อนวัยอันควร
ย้อนกลับไปเมื่อสิบสามปีก่อน คืนนั้นเป็คืนที่มืดมิดที่สุดในชีวิตของเซี่ยหนิง เปลวเพลิงสีแดงฉานยังคงลุกโชนอยู่เื้ั ซากปรักหักพังของคฤหาสน์ตระกูลจ้าวที่เคยโอ่อ่า บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านและกลิ่นควันคละคลุ้ง ร่างไร้ิญญาของหลิวซินนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินที่เปียกชื้นด้วยน้ำตาและเื
"พี่หลิวซิน..." เสียงสะอื้นของเซี่ยหนิงขาดห้วง นางทรุดตัวลงข้างร่างของเพื่อนรัก มือสั่นเทาลูบไล้ใบหน้าซีดเซียวของหลิวซิน
ในอ้อมแขนที่เย็นเฉียบของหลิวซิน มีเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบซุกตัวอยู่ เขาตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ดวงตากลมโตที่เคยสดใส บัดนี้เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและภาพสะท้อนของเปลวเพลิงที่กำลังมอดไหม้
"ท่านแม่... ท่านแม่ตื่นสิครับ..." เสียงเล็กๆ นั้นกรีดลึกเข้าไปในหัวใจของเซี่ยหนิง นางก้มลงโอบกอดหลิวหยางไว้แน่น พยายามปลอบประโลมเด็กน้อยที่เพิ่งสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป
ในคืนนั้น ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างเลือนราง เซี่ยหนิงได้ให้คำมั่นสัญญากับดวงิญญาของหลิวซิน
"พี่หลิวซิน... ท่านไม่ต้องห่วง ข้าขอสัญญาต่อหน้าดวงิญญาของท่าน... ชีวิตนี้ข้าตั้งใจจะมิแต่งงานกับชายใด ข้าจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อดูแลหลิวหยาง ให้เขาเติบโตขึ้นเป็ชายหนุ่มที่สง่างามและมีความสุขที่สุด เพื่อทดแทนพระคุณที่ท่านเคยชี้ทางสว่างให้ข้าในยามมืดมน"
คำมั่นสัญญานั้นมิได้เป็เพียงคำพูดที่เอ่ยออกไปในยามโศกเศร้า แต่เป็ดั่งพันธนาการที่ผูกมัดหัวใจของเซี่ยหนิงไว้กับหลิวหยางตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา นางทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ อบรมสั่งสอนหลิวหยางด้วยความรักและความอดทน ไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือท้อแท้ แม้บางครั้งจะต้องเผชิญกับคำครหาจากคนรอบข้างที่มองว่านางเป็เพียงอาจารย์สาวที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่เซี่ยหนิงก็ไม่เคยสนใจ นางรู้ดีว่าสิ่งที่นางทำนั้นคือการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนรัก
ใน่แรกๆ ที่หลิวหยางมาอยู่กับเซี่ยหนิง เด็กชายตัวน้อยมักจะฝันร้ายและร้องไห้เรียกหาพ่อแม่ในตอนกลางคืน เซี่ยหนิงจะนั่งข้างเตียงของเขา ลูบหัวและร้องเพลงกล่อมจนกว่าเขาจะหลับสนิท บางครั้งนางต้องอุ้มเขาไปนอนบนเตียงของตนเอง เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
เมื่อหลิวหยางเริ่มเติบโต เซี่ยหนิงก็เริ่มสอนให้เขาอ่านเขียน เหมือนกับที่หลิวซินเคยสอนนางในอดีต นางจะใช้เวลาหลังเลิกงานทุกวันนั่งสอนเขาใต้ต้นหลิวริมสระน้ำในสถานศึกษาหลวง เสียงอ่อนหวานของนางอธิบายความหมายของตัวอักษรแต่ละตัว ขณะที่หลิวหยางตั้งใจฟังและทำตามอย่างขยันขันแข็ง
"อาแม่ หยางเขียนถูกไหมครับ?" หลิวหยางจะถามด้วยเสียงใสๆ เมื่อเขียนตัวอักษรเสร็จ
"ถูกแล้วลูก เก่งมาก" เซี่ยหนิงจะยิ้มและลูบหัวเขาด้วยความรัก "แต่ขีดนี้ควรจะโค้งหน่อย ลองเขียนใหม่ดูสิ"
หลิวหยางจะพยักหน้าและเขียนใหม่อย่างตั้งใจ ไม่เคยบ่นหรือท้อแท้ แม้จะต้องเขียนซ้ำหลายครั้ง
เมื่อหลิวหยางอายุได้สิบขวบ เขาเริ่มแสดงความสามารถที่โดดเด่นทั้งด้านวิชาการและการต่อสู้ เซี่ยหนิงจึงส่งเขาเข้าเรียนในสถานศึกษาหลวงอย่างเป็ทางการ ในวันแรกที่เขาเข้าเรียน เซี่ยหนิงรู้สึกกังวลและภาคภูมิใจปนกัน
"หยาง จำไว้ว่าต้องเคารพอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาแม่จะอยู่ที่นี่เสมอ" เซี่ยหนิงกล่าวขณะปรับแต่งเสื้อผ้าให้เขา
"ครับ อาแม่ หยางจะเป็เด็กดี" หลิวหยางตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง
ตลอดปีแรกในสถานศึกษาหลวง หลิวหยางได้รับความนิยมจากทั้งอาจารย์และเพื่อนนักเรียน เขาเรียนเก่ง มีมารยาทดี และช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนช้ากว่า เซี่ยหนิงรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำชื่นชมจากอาจารย์คนอื่นๆ
"หลิวหยางเป็เด็กที่ดีมาก อาจารย์เซี่ยหนิงสอนได้ดีจริงๆ" อาจารย์หลี่ผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์เคยกล่าวไว้
แต่เมื่อหลิวหยางเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เซี่ยหนิงเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเขา เขาเริ่มสูงขึ้น เสียงแหบลง และที่สำคัญที่สุด คือสายตาที่มองนางเริ่มเปลี่ยนไป จากสายตาของเด็กชายที่มองแม่บุญธรรม กลายเป็สายตาของชายหนุ่มที่มองผู้หญิง
ในตอนแรก เซี่ยหนิงพยายามบอกตัวเองว่าเป็เพียงจินตนาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางเริ่มรู้สึกได้ชัดเจนขึ้น วิธีที่หลิวหยางมองนาง วิธีที่เขาพูดกับนาง และวิธีที่เขาอยู่ใกล้นาง ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากความสัมพันธ์แม่ลูกธรรมดา
บัดนี้ หลิวหยางเติบโตเป็ชายหนุ่มที่สง่างามและมีความสามารถโดดเด่นอย่างที่นางหวังไว้ เขาเป็ศิษย์เอกของสถานศึกษาหลวง มีความรู้ทั้งด้านอักษรศาสตร์และวรยุทธ์ เป็ที่หมายปองของสตรีทั่วสถานศึกษา และเป็ความภาคภูมิใจสูงสุดของเซี่ยหนิง
"อาจารย์เซี่ยหนิง ท่านกำลังมองหาหลิวหยางอยู่หรือเ้าคะ?" เสียงใสของศิษย์หญิงคนหนึ่งดังขึ้นข้างกาย ดึงเซี่ยหนิงออกจากภวังค์
เซี่ยหนิงหันไปยิ้มให้ศิษย์สาว "ใช่แล้ว เขาฝึกหนักเกินไป ข้าเกรงว่าเขาจะเหนื่อยล้า" น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความห่วงใย
"หลิวหยางเก่งกาจมากเ้าค่ะ อาจารย์เซี่ยหนิงคงจะภูมิใจในตัวเขามาก" ศิษย์สาวเอ่ยด้วยแววตาชื่นชม "ได้ยินว่าเขาจะสอบจอหงวนในปีนี้ด้วย ถ้าสอบผ่านก็จะได้เป็ข้าราชการชั้นสูงเลยนะคะ"
เซี่ยหนิงพยักหน้าช้าๆ ความภาคภูมิใจเอ่อล้นอยู่ในอก การสอบจอหงวนเป็การสอบที่ยากที่สุดในแผ่นดิน ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับตำแหน่งข้าราชการชั้นสูงและมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ หลิวหยางมีความสามารถและความรู้เพียงพอที่จะสอบผ่าน แต่การแข่งขันก็ดุเดือดมาก
"เขาเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว" เซี่ยหนิงกล่าว "ข้าเชื่อว่าเขาจะทำได้"
นางมองไปยังหลิวหยางที่กำลังฝึกดาบอย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง ในใจนางรู้สึกผสมผสานระหว่างความภาคภูมิใจและความกังวล ภาระหน้าที่ในการดูแลหลิวหยางให้เติบโตเป็คนดีและประสบความสำเร็จนั้นหนักอึ้ง แต่นางก็ยินดีที่จะแบกรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ
แต่ลึกๆ ลงไปในใจของเซี่ยหนิง มีความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามเก็บซ่อนไว้ ความรู้สึกที่เกินเลยกว่าคำว่า 'แม่บุญธรรม' หรือ 'อาจารย์' ความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ตลอดสิบสามปีที่ผ่านมา ความรู้สึกที่นางรู้ดีว่ามันเป็สิ่งต้องห้าม... และอาจนำมาซึ่งหายนะในภายภาคหน้า
เมื่อหลิวหยางเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เซี่ยหนิงเริ่มสังเกตเห็นว่าตนเองมองเขาในแง่มุมที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ใช่แค่เด็กชายที่นางเลี้ยงดูมา แต่เป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลาและมีเสน่ห์ ความคิดเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกผิดและพยายามเก็บกดมันไว้
ในคืนที่เงียบสงบ เมื่อนางนั่งอ่านหนังสือในห้องพัก เซี่ยหนิงมักจะนึกถึงหลิวซินและคำสัญญาที่นางให้ไว้ นางสงสัยว่าถ้าหลิวซินยังมีชีวิตอยู่ นางจะคิดอย่างไรกับความรู้สึกที่เซี่ยหนิงมีต่อหลิวหยาง
"พี่หลิวซิน... ข้าทำผิดหรือไม่?" นางกระซิบกับตัวเอง "ข้าสัญญาว่าจะดูแลเขาเหมือนลูกชาย แต่ทำไมใจข้าถึงได้..."
นางไม่กล้าพูดต่อ เพราะรู้ดีว่าความรู้สึกที่เธอมีนั้นผิด ทั้งในแง่ศีลธรรมและสังคม หลิวหยางเป็เหมือนลูกชายของนาง และนางเป็เหมือนแม่ของเขา ความรักระหว่างพวกเขาควรจะเป็ความรักแบบครอบครัว ไม่ใช่ความรักระหว่างชายหญิง
แต่หัวใจของมนุษย์ไม่ได้เป็สิ่งที่ควบคุมได้ง่ายๆ ยิ่งเซี่ยหนิงพยายามปฏิเสธความรู้สึกของตนเอง มันก็ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเถาวัลย์ที่พันรอบหัวใจจนแ่า
นางถอนหายใจแ่เบา หันหลังให้กับลานฝึกวรยุทธ์และเดินกลับไปยังห้องพักของตนเอง ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไร้คำตอบในใจ... บ่วงรักที่นางสร้างขึ้นมาด้วยมือของตนเองนี้ จะนำพานางและหลิวหยางไปสู่จุดจบเช่นไร?