“ไม่ได้กินยาก แค่ระวังเื่กินต่างหาก” นายพยายามค้าน “ไม่เคยดูหนังเหรอ ที่พวกตัวร้ายมักจะชอบใส่พวกยาพิษหรืออะไรลงไปในของกินนะ” เขาหยุดพูดด้วยสีหน้าตื่นๆ ประหนึ่งรู้ตัวว่าพูดสิ่งที่ไม่สมควรออกไป “ไม่ได้หมายความว่าที่นี่หรือหน้าที่ดูแปลกๆ คนนั้นเขาจะ….”
“ถึงน้าเดือนแกจะดูแปลกๆ แต่น้าแกไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นหรอกน่า” ปอยตอบกลับ ใบหน้าและดวงตาที่ควรจะโกรธกลับแปรเปลี่ยนเป็ระโหยเศร้าลง “ออกจะน่าสงสารด้วยซ้ำ”
“เออ…ใช่ ว่าจะถามน้องปอยเื่นี้อยู่พอดี” ดาวอุทาน พลางมองดูรอบบริเวณอย่างระมัดระวัง “น้าผู้หญิงคนนั้นนะ แกสติไม่ดีใช่ไหมคะ”
“สติไม่ดี ก็ยังดีกว่าพวกมารยาทไม่ดีนะ” วิษณุแทรกขึ้น “พวกเอ็งนี้ไม่ไหวจริงๆ เที่ยวว่าคนนั้นคนนี้ไปทั่ว” เขามองรุ่นน้องในทีมทั้งสองด้วยสายตาขุ่นเขียว ก่อนที่สายตาจะเปลี่ยนเป็หวานแหววเมื่อมองไปที่ปอย “แต่ว่าก็ว่าเถอะพี่ก็สงสัยเหมือนกัน”
ทั้งนายและดาวร้องโวยอย่างพร้อมเพรียงกันขึ้นทีหนึ่ง ใบหน้าเหยเกอย่างเอือมระอา ประมาณว่า “ก็ไม่เห็นจะต่างกันเลยสักนิด” ขณะที่ปอยเอ่ยคำพูดขึ้น
“หนูก็ไม่รู้อะไรมากหรอกค่ะ ได้ยินพ่อกับแม่คุยกันแค่ว่า น้าเดือนเมื่อก่อนแกก็เป็คนปกติดีๆ นี้แหละค่ะ ทั้งยังรวยอีกด้วยเพราะสืบเชื้อสายมาจากเ้านายล้านนาในอดีต แต่แล้ววันหนึ่งครอบครัวก็เกิดอุบัติเหตุบ้านไฟไหม้จนคนในครอบครัวตายหมดแกเป็คนเดียวที่รอด หลังจากวันนั้นแกก็เสียสติไปเลย พอดีมีญาติแกที่บวชเป็แม่ชีที่วัดเกิดสงสารเลยเอาไปอยู่ด้วย ก่อนที่พ่อกับแม่จะรับมาที่บ้านนี้แหละค่ะ” ปอยเว้น่สักพัก “เท่าที่อยู่ด้วยกันมาั้แ่เด็ก น้าเดือนแกก็ไม่มีพิษมีภัยกับใครเลยนะคะ จะเสียอย่างเดียวก็ตรงที่แกชอบบ่นพึมพำๆ คนเดียวเกี่ยวกับฮวงจุ้ยนี้แหละค่ะ”
“ฮวงจุ้ย!” ทั้งสามที่รับฟังอยู่อุทานขึ้นพร้อมกัน ทว่าเป็ดาวที่พูดขึ้นก่อน
“หรือว่าความรู้เื่ฮวงจุ้ยที่น้องปอยมี จะมาจากน้าคนนี้”
“ค่ะ” ปอยพยักหน้ารับ
“ทั้งหมดเลยเหรอ” วิษณุเองก็ดูประหลาดใจไม่น้อย ก่อนจะพยักหน้ากับตัวเอง “นี้ซินะที่คำโบราณบอกไว้ว่าอย่ามองคนแค่ภายนอก ประมาทอะไรไม่ได้เลยจริงๆ”
แม้ว่าวิษณุกับดาวจะรู้สึกทึ่งกับเื่ราวที่ปอยบอกเล่า แต่ทว่าในสีขาวย่อมมีสีดำ ในสิ่งดีย่อมมีสิ่งเสีย เพราะขณะนี้กำลังมีคนผู้หนึ่งพยายามกลั้นขำอย่างสุดชีวิต ขณะที่เอ่ยขึ้น
“ถึง…ว่า คนแบบเดียวกัน ก็มักจะเชื่ออะไรที่เหมือนกันซินะ” นายกวาดตามองคนทั้งสามคนตรงหน้าด้วยสายตาดูถูกดูแคลนอย่างเปิดเผย “เป็แบบนี้นี่เอง…”
แทบจะในทันทีที่นายพูดออกไปยังไม่สิ้นประโยค ดาวกับวิษณุที่นั่งประกบซ้ายขวาของเขาก็ใช้มือและแขนตัวเองเข้าล็อกกับแขนของบุรุษที่นั่งระหว่างกลาง โดยที่วิษณุพูดขึ้นด้วยอาการหงุดหงิดว่า
“น้องปอย…จัดการ!”
ดาวเองก็เสริมขึ้นอีกคน
“เอาหนักๆ เลยนะน้องปอย”
“รับทราบ!” ปอยขานรับ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มชั่วร้าย ขณะที่เงื้อง้างกำปั้นขึ้นมา
“เฮ้ย…เดี๋ยวซิ” นายพยายามดิ้นรนต่อสู้ ขณะที่พรั่งพรูคำพูดมากมายออกมาเพื่อหวังจะหลีกเลี่ยงจากการลงทัณฑ์ตรงหน้า “ก็ได้…จะเชื่อก็ได้ ถ้าหากว่าเฮือนเ้าหลวงมีปัญหาจริงๆ ก็พูดออกมาซิ”
และในทันใดนั้นเองก็เกิดเสียงดัง เคร้งคร้าง! ดังขึ้น อันเกิดจากพวกจานชามถ้วยช้อนร่วงหล่นกระทบกับพื้น โดยมีสตรีนางหนึ่งยืนมองพวกเขาแน่วนิ่ง ขณะที่ทั้งสามเองก็หันมองไปยังต้นเสียงในทันทีเช่นกัน
“ไม่ได้นะๆๆๆ!” คราวนี้น้าเดือนพร่ำบ่นเสียงดัง เดินตรงหรี่เข้าไปยังทั้งสามด้วยทาทีร้อนรน “อย่าไปที่เฮือนเ้าหลวง อย่าไปยุ่งกับที่นั่น ดาวพิฆาต อย่าไปนะ…อย่าไป…กรี๊ดดดดดดดดดดดด”
------------------------------
อีกครั้งที่ทั้งสามกลับมายืนอยู่หน้าบ้านสไตล์ล้านนา ซึ่งถูกตกแต่งดัดแปลงให้กลายเป็โรงแรมแอนด์รีสอร์ต โดยที่คราวนี้ปอยดูเหมือนจะหน้านิ่วคิ้วขมวดมากว่าทุกครั้ง ขณะที่กวาดสายตามองดูตัวบ้านและรอบๆ บริเวณด้วยท่าทีเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ดูน้องปอยเครียดๆ นะ” ดาวเอ่ยถาม เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติของปอยมาั้แ่เมื่อคืน เพราะทันทีที่น้าเดือนร้องกรี๊ดสุดเสียง เธอก็เป็ลมล้นพับหมดสติไปจนต้องห้ามตัวส่งโรงพยาบาลกันจ้าละหวั่น “เสร็จงานแล้วไปเยี่ยมน้าแกก็ได้นิหนา โรงบาลอยู่ใกล้ๆ นี่เองไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ใช่แค่เื่น้าเดือนหรอกค่ะพี่” ปอยตอบกลับ พลางหันมามองสตรีข้างกาย “แต่ว่าเป็อีกเื่หนึ่งค่ะ”
“เื่อะไรอี๊ก!” นายเสียงสูง ในน้ำเสียงนอกจากจะเป็การไถ่ถามไปตามมารยาทแล้ว ก็ยังแฝงการเหน็บแนมไปในตัวอีกด้วย “อย่าบอกนะ…ว่าเื่ฮวงจุ้ยอีกแล้วนะ”
เกิดเสียงผลัก! หนักๆ ขึ้นครั้งหนึ่ง อันเกิดจากฝ่ามือพิฆาตของวิษณุที่ฟาดลงไปกลางแผ่นหลังของนายอย่างเต็มแรง จนร่างของเขาแอ่นโค้งประหนึ่งกำลังทำท่าโยคะพร้อมกับซู้ดปากเสียงดังด้วยความเ็ป